โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวเควียร์ก็ Queerbait กันเองได้ด้วยเหรอ

The Momentum

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 17.36 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 10.23 น. • THE MOMENTUM

ปัจจุบันมีงานวิจัยทั้งด้านนิเทศศาสตร์และการตลาดหลายชิ้นเผยข้อมูลว่า อุตสาหกรรม BL (รวมถึง GL) ไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้กลยุทธ์คู่จิ้นและแฟนเซอร์วิส เพื่อดึงดูดผู้ชมให้เข้ามามีความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคม (Parasocial Relationship) กับศิลปิน และแน่นอนว่าศัพท์ที่เราได้ยินบ่อยที่สุดคำหนึ่งเมื่อเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าว หนีไม่พ้นคำว่า ‘การเควียร์เบต’ (Queerbaiting)

จนถึงทุกวันนี้ บทความเรื่องการเควียร์เบตของคอลัมน์ Gender ที่เผยแพร่เมื่อปี 2565 (หน้าปกเป็นรูปศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์) ยังคงเป็นหนึ่งในบทความที่นักอ่านของเราอ้างอิงถึงบ่อยที่สุด นับจากวันนั้น ประเทศไทยได้เดินทางมาไกลขึ้นอีกขั้นในแง่ของความหลากหลายทางเพศ วันนี้เรามีทั้งวงไอดอล LGBTQIA+ วรรณกรรมเควียร์ดีกรีซีไรต์ และที่สำคัญที่สุด เรามีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว

วนกลับมาหัวข้อเดิมคราวนี้ The Momentum จึงอยากพูดถึงการเควียร์เบตในบริบทที่เจาะจงและใกล้ตัวมากขึ้น ตลอดจนพาผู้อ่านไปสำรวจว่า คำนี้ยังคงมีความหมายแบบเดิมในสังคมไทยและสังคมโลกหรือไม่

และหากคนในชุมชนเควียร์เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมที่เข้าข่ายเควียร์เบตเสียเอง เราจะยังเรียกมันว่าเควียร์เบตได้อยู่หรือเปล่า

วิวัฒนาการของคำว่า Queerbaiting

พจนานุกรมออกซฟอร์ดฉบับปัจจุบันระบุความหมายว่า หมายถึงแนวปฏิบัติในวงการบันเทิงและคอนเทนต์ที่มักใส่ตัวละครหรือความสัมพันธ์ให้ดูมีโอกาสเป็น LGBTQIA+ ลงในเนื้อหา เพื่อดึงดูด เอาใจ และทำกำไรจากผู้ชม LGBTQIA+ โดยไม่บอกชัดเจนถึงรสนิยมทางเพศหรือตัวตนของตัวละครเหล่านั้น จะได้ไม่สูญเสียกลุ่มเป้าหมายที่เป็นอนุรักษนิยมไป

จากนั้นความหมายก็เริ่มขยับขยายไปครอบคลุมเนื้อหาที่ไม่สนใจเรื่องการเป็นกระบอกเสียงให้ชาวเควียร์ แต่กลับเข้ามาฉวยใช้อัตลักษณ์เควียร์กอบโกยผลประโยชน์ทางการเงิน พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ก้าวหน้าให้เนื้อหาของตนเองไปด้วย

กรณีที่มีการประกาศว่า ตัวละครดัมเบิลดอร์เป็นเกย์ กลายมาเป็นประเด็นร้อนเมื่อหลายปีก่อนได้ก็เพราะชาวเน็ตลงความเห็นว่า ตัวละครนี้ถูก เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ใช้เป็นเครื่องมือเควียร์เบตนั่นเอง

ที่มา: ภาพยนตร์ Harry Potter and the Deathly Hallows – Part 1

แล้วต่อมาโลกอินเทอร์เน็ตก็เริ่มนำคำว่า เควียร์เบต มาใช้กับคนจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่เนื้อหาในสื่อหรือคอนเทนต์อีกต่อไป คนดังที่ถูกโจมตีประเด็นนี้บ่อยที่สุดคือ แฮร์รี สไตล์ส (Harry Styles) นักร้อง นักแต่งเพลง และแฟชั่นไอคอนชาวอังกฤษผู้สวมเสื้อผ้าแบรนด์ผู้หญิงออกสื่อบ่อยๆ แต่ค่อนข้างปิดเรื่องชีวิตรักเป็นส่วนตัว ไม่พูดถึงอัตลักษณ์ทางเพศของตน

ไปๆ มาๆ ก็ลามมาถึงคนดังที่เผยตัวว่าเป็นเควียร์ด้วย เช่น บิลลี ไอลิช (Billie Eilish) ที่โดนตั้งคำถามว่า หากเธอเป็นเควียร์จริง แล้วเหตุใดแฟนใหม่จึงยังเป็นผู้ชาย

ที่มา: นิตยสาร Vogue

เช่นเดียวกับคำว่า เฮตสปีช (Hate Speech), ‘แก๊สไลต์’ (Gaslighting) และ ‘เลิฟบอมบ์’ (Love Bombing) ดูเหมือนคำว่าเควียร์เบตในแบบฉบับชาวเน็ต จะสูญเสียความหมายตามนิยามเดิมไปมากพอสมควร กลายเป็นว่าชีวิตนอกจอของคนดังก็สามารถนำมาเป็นหลักฐานชั้นดีในการชี้ตัวคนร้ายคดีเควียร์เบตได้เช่นกัน

คนจริงๆ เควียร์เบตได้ด้วยหรือ

หากเราถอยกลับมาหนึ่งขั้นก่อนจะถามว่า คนเควียร์เควียร์เบตได้ไหม คำถามหนึ่งที่แม้แต่คนในชุมชน LGBTQIA+ ก็ยังคงมีในใจคือ คนจริงๆ ที่มีชีวิตจิตใจสามารถเควียร์เบตได้ด้วยหรือไม่ ในเมื่อตามนิยามเดิมของคำ เควียร์เบตเป็นคำที่นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากคอนเทนต์ ไม่ใช่คนจริง

Pajiba สื่ออเมริกันเอียงซ้ายสายรีวิวเผยแพร่บทความที่มีชื่อว่า Human Beings Can’t Queerbait, You Total Weirdos! (แปลหยาบๆ ได้ว่า “ใช้คำว่าเควียร์เบตกับคนจริงๆ ไม่ได้หรอกนะ พวกเพี้ยนเอ๊ย!”)

เช่นเดียวกับนิตยสาร them ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ชาวเน็ต หลัง คิต คอนเนอร์ (Kit Connor) นักแสดงเยาวชน ถูกบีบบังคับผ่านข้อกล่าวหาเควียร์เบตให้ออกมาคัมเอาต์ว่าเป็นไบเซ็กชวล

“สุดท้ายแล้ว การกล่าวหาผู้อื่นว่าเควียร์เบตจึงมีแต่จะทำให้เรามองคนจริงๆ ที่มีชีวิตจิตใจโดยผิวเผินเกินไป จนเขากลายเป็นเพียงตัวละครในสายตาผู้บริโภค เป็นเนื้อหาที่เราเข้าไปร่วมเสพเพื่อความพึงพอใจ แต่ไม่มองเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีความซับซ้อนในตัวเอง”

ที่มา: แอปพลิเคชัน X

เควียร์เบตกับอุตสาหกรรมการจิ้น

นำมาสู่ข้อถกเถียงระนาบสุดท้ายในบริบทแบบไทยๆ ที่นับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกที เพราะปัจจุบันเราเริ่มเห็นชาว LGBTQIA+ เข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม BL และ GL มากขึ้น ไม่ใช่แค่คนเบื้องหลังตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้กำกับ ผู้จัด เจ้าของค่าย หรือแม้แต่นักแสดงด้วย

ความน่าสนใจคือ ผู้ผลิตสื่อในแวดวง BL จำนวนมากโดยเฉพาะค่ายใหญ่ๆ ไม่ได้ขายแค่เนื้อหาซีรีส์หรือภาพยนตร์อีกต่อไป แต่ขายแฟนเซอร์วิส ขายเคมีระหว่างนักแสดง ขายโมเมนต์คู่ ตลอดจนขายโอกาสในการเข้าไป ‘เติมเกย์’ และมีส่วนร่วมเชิงอารมณ์ จุดมุ่งหมายคือเพื่อเรียกต่ออายุความนิยมของซีรีส์และจุดประกายปฏิกิริยาในโลกออนไลน์

กลยุทธ์นี้ดังกล่าวอาศัยสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า Parasocial Relationship ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ชมรู้สึกผูกพันและรู้จักกับคนดัง (และความสัมพันธ์หวานชื่นของพวกเขา) ดีมาก ราวกับเป็นเพื่อนหรือครอบครัว โดยที่ความรู้สึก ‘รู้จักดี’ นี้เกิดขึ้นเพียงด้านเดียวเท่านั้น ไม่ว่าศิลปินจะใส่ใจแฟนคลับแค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่มีทางรู้จักแฟนๆ แต่ละคนได้ครึ่งหนึ่งของที่พวกเรารู้จักเขา

สารภาพว่าจนกระทั่งเขียนมาถึงย่อหน้านี้ ผู้เขียนเองก็ลังเลไม่น้อยเลยว่าจะขมวดจบอย่างไร ให้เกิดบทสนทนาที่มีคุณค่าต่อชุมชนคนสร้างสรรค์และ LGBTQIA+ มากที่สุด มีคำถามมากมายที่เรายังต้องถามไถ่กันและกันต่อ

แฟนเซอร์วิสนอกจอถือเป็นงานแสดง ซึ่งก็นับเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของนักแสดงอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

แต่ขณะเดียวกัน จุดมุ่งหมายของการออกมาต่อยอดนอกจอคือ เพื่อทำให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาที่สร้างขึ้นกับความเป็นจริงพร่าเลือนใช่หรือไม่

หากสัดส่วนทีมผู้สร้างเบื้องหลังเป็น LGBTQIA+ ไปแล้วกว่าครึ่ง นั่นก็น่าจะหมายความว่า เนื้อหาดังกล่าวก็เป็นผลงานฝีมือคนในคอมมูฯ เหมือนกันหรือเปล่า

แต่หากนิยายต้นฉบับถูกเขียนขึ้นโดยผู้หญิงสเตรทล่ะ แถมยังมีกลุ่มผู้เสพเป้าหมายเป็นหญิงสเตรทเช่นกัน แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า LGBTQIA+ มีอำนาจต่อรองในการตรวจสอบเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่การปล่อยให้ชิ้นงานผลิตเนื้อหาแนวเฟติช (Fetish) ซ้ำ

ที่สำคัญคือในกระบวนการทั้งหมดทั้งมวลนี้ มีการดูแลความปลอดภัยทางอารมณ์ของนักแสดง ที่ต้องทำกิจกรรมส่งเสริมการจิ้นมากน้อยเพียงใด

และอีกสารพัดคำถามที่ประดังประเดเข้ามาในหัว ผู้เขียนเห็นว่า ในการที่จะขบคิดคำตอบกันต่อไป เราทุกคนที่มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้ควรระลึกถึงคำถามสำคัญจากหัวข้อที่แล้วเอาไว้เสมอ

คนจริงๆ เควียร์เบตได้จริงๆ ใช่ไหม

คนคนหนึ่งอาจต้องสำรวจและหาคำตอบเรื่องอัตลักษณ์ของตนไปตลอดชีวิตก็ได้ และพวกเขายังเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการจิ้น ซึ่งถูกออกแบบมาโดยองค์กรต้นสังกัด ฉะนั้นการตั้งคำถามเรื่องการเควียร์เบตกับปัจเจกจึงส่งผลดีน้อยกว่าการตั้งคำถามต่อ ‘ระบบ’ อย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะไม่ว่าชาว LGBTQIA+ คนหนึ่งจะเควียร์เบตได้หรือไม่ แต่บทประพันธ์และแผนการโปรโมตที่ผ่านขั้นตอนการวางแผน และผ่านมือคนมาแล้วมากมายหลายคู่นั้น ถูกใช้เป็นเครื่องมือเควียร์เบตได้อย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...