“ณัฐวุฒิ” คาด พิจารณา ร่างแก้ไขรธน.เสร็จ เสนอประธานสภา กลางสัปดาห์หน้า
“ณัฐวุฒิ” คาด พิจารณา ร่างแก้ไขรธน.เสร็จ เสนอประธานสภา กลางสัปดาห์หน้า โยน ครม. ตั้งคำถาม ประชามติ หวัง ประชุมวิสามัญ ช่วง8-11 ธ.ค.นี้ เพื่อปลดล็อครัฐธรรมนูญ
วันที่ 20 พ.ย.68 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ สัมภาษณ์ถึงวาระการประชุมวันนี้ ว่าวันนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 11 โดยเรามีกรอบการพิจารณา 5 เรื่องด้วยกัน โดยจะมีการหารือกันเรื่องกลไกลของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงกลไกลการรับฟังความคิดเห็น ระหว่างกลไกเหล่านี้ต่อรัฐสภา ร่วมถึงหลักการพื้นฐาน และข้อห้ามบางประการที่ก็ต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ รวมถึงในรายมาตราอื่นๆของร่างพรรคประชาชน ซึ่งเป็นร่างหลักและร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่สภาโหวตรับร่างหลักการไว้ก็ต้องแก้ในมาตรา156 ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมของรัฐสภา และมาตรา 256 ที่เห็นชอบเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าจะต้องมีจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการไปทั้งหมดแล้ว และมีการพิจารณาในรายมาตรา ไปจนถึงในส่วนของเรื่องกลไกลความคิดเห็นรวมถึงความสัมพันธ์กับรัฐสภาไปแล้ว โดยในวันนี้จะประชุมกันในเรื่องของหลักการพื้นฐานเพราะคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญที่ 18 ที่ระบุว่า ต้องชี้แจงต่อประชาชน
ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าหากจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ นั้นจะมีขั้นตอนหรือรูปแบบกระบวนการจัดทำอย่างไรและจะต้องมีหลักการพื้นฐานที่เพียงพอต่อการระบุเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนและมีหลักการอย่างไร ซึ่งก็จะเป็นประเด็นที่ประชุมกันในวันนี้ แนวทางกรรมาธิการยังคงยืนยันในแบบเดิม ตามที่เคยให้แถลงก่อนหน้านี้ ว่าในส่วนของเนื้อหาสาระสำคัญทั้งหมด จนถึงมาตรา 256 / 39 และมาตราที่เหลือที่เป็นเชิงธุรการ จะพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันศุกร์นี้
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะมั่นใจและยืนยันว่าการพิจารณาจะจบลงภายในวันศุกร์นี้แต่อย่าอย่าลืมว่ายังมีขั้นตอนในด้านของธุรการเช่นจะต้องมีการเชิญผู้แปลญัตติ แล้วจะทำรายงานฉบับสมบูรณ์เพื่อส่งให้ประธานสภาแจ้งต่อคณะรัฐมนตรีถึงความพร้อมของรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การเปิดวิสามัญ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องตรวจให้รอบคอบแล้ววันนี้ต้นก็จะมีการหารือกับ ที่ประชุมกับกรรมาธิการวันนี้ว่า จะขอประชุมเพิ่มเติมในวันที่25-26 พ.ย.นี้ ถ้าหากเป็นไปตามกรอบระยะเวลาทั้งหมดก็เชื่อว่ากรอบขั้นตอนทางธุระการ จะจบแล้วเสร็จภายในวันที่ 26พ.ย.นี้
จึงหวังว่าในวันที่ 25 พ.ย. การประชุมครม. จะมีมติว่าเห็นควรให้มีการกราบบังคมทูลเพื่อเปิดประชุมวิสามัญหรือไม่และหากมีการลงพระนามมาก็จะนำสู่การเปิดการประชุมและคาดว่าท้ายที่สุดน่าจะอยู่ในกรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่8-11 ธ.ค. ในการประชุมวิสามัญก่อนที่จะมีการเปิดการประชุมสามัญในวันที่ 12 ธ.ค. แม้กรอบเวลาการประชุมจะมีการคลาดเคลื่อนไปบ้างแต่ยังอยู่ใน ในกรอบที่เรามีการพูดคุยกันทั้งหมด ว่าท้ายที่สุดแล้วจะต้องจบภายในเดือนพฤศจิกายน แล้วต้องมีการเปิดประชุมวิสามัญเพื่อไม่ให้กระทบต่อกรอบการลงมติในวาระที่ 2และวาระที่ 3
ส่วนเรื่องการตั้งคำถามประชามติ ทางกรรมาธิการเรามีการพิจารณาอยู่หลายครั้ง ว่าทางคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดำเนินการตั้งคำถามในแง่การแก้ไข การลงประชามติหรือไม่ ซึ่งในช่วงแรกของการประชุมกรรมาธิการ เราก็ได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆเข้ามาให้ข้อมูลประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเข้าใจตรงกันว่าคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ตั้งคำถามแต่ในส่วนของยติที่นำมาสู่คำถาม นั้นจะต้องมาจากรัฐสภา ซึ่งท้ายที่สุดก็ต้องพูดคุยกันของฝ่ายการเมืองแต่ต้องมีการพิจารณาญัตติ ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การทำประชามติในวาระที่2 หรือช้าที่สุดในวาระที่3
เมื่อถามว่าทางกรรมาธิการจะมีความกังวลหรือไม่ว่าตัวรัฐธรรมนูญอาจจะแท้ง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ช่วงแรกเราก็มีความกังวล แต่ท้ายที่สุดเราก็ขอทำหน้าที่ใน บทบาทของกรรมาธิการ 43 คนโดยที่ไม่จำเป็นว่ามาจากพรรคไหน หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายใดส่วนจะกระทบหรือไม่นั้นตนคิดว่าประชาชนเข้าใจได้แต่เราขอทำหน้าที่ให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดและจะดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้ท้ายที่สุดจะมีหลักประกันว่าหากเราทำได้เร็วและมีการพิจารณาอย่างก้าวหน้าเป็นลำดับเหตุผลอื่นๆที่จะทำให้ผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะนี่คือจุดที่สำคัญที่สุดสู่การปลดล็อคแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อถามว่าทางกรรมาธิการได้มีการพิจารณาหรือไม่ว่า คุณสมบัติ ผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญนั้น คนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือผู้ถูกพิจารณาคดีจะสามารถทำได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่าประเด็นนี้ยังพิจารณาอยู่ แต่เรายืนยันหลักการไปแล้วว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือทางกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือกรรมาธิการร่างรับฟังความคิดเห็นจะไม่เกิดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแต่จะเป็นการสมัครเข้ามาและรัฐสภาจะใช้สูตร 20 หยิบ 1 ในการเลือกบุคคล
ทั้งนี้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็อยู่ในในระหว่างที่กฤษฎีกาทำการขอปรับแก้ถ้อยคำและใส่ทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องเช่นมิให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการใน2ส่วนนี้ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เรายังค้างการพิจารณาอยู่ และภายใน2 วันต่อจากนี้คงน่าจะได้คำตอบชัดเจนถึงข้อกำหนดสิ่งเหล่านี้ แต่เบื้องต้นทางการกรรมาธิการเห็นตรงกันว่า 2กรรมาธิการ หน้าที่และอำนาจไม่เหมือนกันเพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ควรจะต้องมีหน้าที่และ คุณสมบัติ ที่เฉพาะ อาจจะต้องมีคุณสมบัติเคยบริหารแผ่นดินหรือมีประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องการรับฟังความคิดเห็นนั้นหลักการก็จะเปิดกว้างให้ประชาชนได้เข้ามาสมัครเป็นกรรมาธิการและดูตามความเชี่ยวชาญ เช่นการทำโพลทำประชาพิจารณ์ ในการตั้งคำถามเพื่อให้ความคิดเห็นต่างๆนั้นถูกเปิดรับมาก มากที่สุดเพื่อนำมาสู่การพิจารณา
ทั้งนี้นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนของพรรคประชาชนช่วงนี้ให้ความใส่ใจเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักในการอภิปรายมีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ที่ ปัจจุบันก็มีหลายคนที่เข้าข่าย พิจารณาหรือปรับเปลี่ยนแต่ทั้งนี้พรรคประชาชนในฐานะความเป็นพรรคประชาชน เราเป็นฝ่ายค้านก็พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในทุกมิติส่วนจะเป็นการยื่นอภิปรายด้วยตัวเองของพรรคประชาชน ก็ยังอยู่ในช่วงของการพิจารณาซึ่งก็ต้องดูตามข้อตกลงที่ปรากฏในMOA ซึ่งเราคงยังไม่ได้สามารถปฏิเสธได้ว่าMOA 2ใน5 ข้อมีความเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขกันเป็นอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นในส่วนของ คุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นรายคนหากไม่จำเป็นต้องรอให้มีการอภิปรายหากคณะรัฐมนตรีมองว่าบุคคลเหล่านั้นมีปัญหารัฐบาลก็ควรใช้คนใครอื่นๆจัดการได้เพื่อให้สามารถเดินหน้าตามเอ็มโอเอและเป็นไปได้ด้วยดีตามที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะเป็นผู้ปราบปรามธุรกิจสีเทาและสุดท้ายผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของฝ่ายรัฐบาลหากไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเงื่อนไขในการเปิดอภิปรายไม่ว่าจะเป็น มาตรา 151และมาตรา 152 หรือการตรวจ คุณสมบัติซึ่งถือเป็นเครื่องมือของฝ่ายค้านที่เตรียมไว้ แต่ส่วนของตนยืนยันว่าเดินหน้าเต็มที่ในการปลดล็อครัฐธรรมนูญ