โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แพทย์เตือน “โรคใหลตาย” ภัยเงียบคร่าชีวิตขณะหลับ ใจสั่น–เจ็บหน้าอกอย่าชะล่าใจ

The Better

อัพเดต 10 ธ.ค. 2568 เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2568 เวลา 04.37 น. • THE BETTER
“โรคใหลตาย” โรคหัวใจทางพันธุกรรมที่มักไม่แสดงอาการล่วงหน้า เสี่ยงเกิดช่วงหลับ พบมากในชายวัยทำงาน 20–50 ปี แพทย์ชี้พักผ่อนไม่พอ–ดื่มหนัก–ขาดเกลือแร่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคนที่ดูแข็งแรง ใช้ชีวิตปกติ กลับเสียชีวิตกะทันหันในขณะหลับโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งหลายครั้งไม่ได้เกิดจากโรคใหม่อย่างที่กังวล แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า “โรคใหลตาย” (Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome: SUNDS) โรคหัวใจที่มักไม่แสดงอาการล่วงหน้า และเกิดขึ้นขณะนอนหลับ

พญ.ฐานิกา วุทธชูศิลป์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคหัวใจ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า โรคใหลตายเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง จนเลือดไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงสมองได้ทัน ส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน โดยเฉพาะช่วงที่หัวใจเต้นช้าลงระหว่างหลับ

กลุ่มเสี่ยงต้องระวัง—พักผ่อนไม่พอเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ

โรคใหลตายพบมากในเพศชายวัยทำงาน 20–50 ปี รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจอายุน้อย แพทย์ชี้ว่าพฤติกรรมบางอย่างอาจกระตุ้นให้ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ เช่น

  • พักผ่อนน้อย ทำงานหนัก

  • มีไข้สูง

  • ดื่มแอลกอฮอล์มาก

  • ขาดวิตามินบี1

  • กินคาร์โบไฮเดรตแบบไม่สมดุล เช่น ข้าวเหนียว–ขนมปัง มากเกินไปจนทำให้ขาดโพแทสเซียม

  • ใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาต้านเศร้า หรือยารักษาโรคหัวใจบางประเภท

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

แม้โรคใหลตายมักเกิดแบบเฉียบพลัน แต่บางรายอาจมีอาการเตือนล่วงหน้า ได้แก่

  • ใจสั่นผิดปกติ

  • เป็นลม หน้ามืด

  • เวียนศีรษะหลังออกกำลังกาย

  • นอนแล้วสะดุ้งหายใจเฮือก คล้ายขาดอากาศ

หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงทันที

พบคนหมดสติ–ปลุกไม่ตื่น เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น ต้องช่วยทันที

หากพบคนใกล้ตัวหมดสติหรือปลุกไม่ตื่น ให้รีบโทร 1669 และเริ่มช่วยเหลือขั้นต้น

  • จัดให้นอนราบ เช็กการหายใจ

  • หากไม่หายใจ ให้ทำ CPR ด้วยจังหวะประมาณ 100 ครั้งต่อนาที

  • ทำต่อเนื่องจนทีมแพทย์มาถึง

ป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองหัวใจ

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจหัวใจเพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น

  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

  • ตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)

  • ตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram)

ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องฝัง เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD) เพื่อป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง

พญ.ฐานิกาย้ำว่า แม้โรคนี้จะน่ากลัว แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลโภชนาการ เน้นผัก–ผลไม้เพื่อรักษาสมดุลเกลือแร่ ควบคู่กับการตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ

ผู้สนใจปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลวิมุต ติดต่อศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ชั้น 6 เวลา 08.00–17.00 น. โทร. 02-079-0042 หรือใช้บริการผ่านแอป ViMUT เพื่อจองคิวหรือปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...