โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Radar 2025 : ที่สุดนิทรรศการแห่งปี ศิลปินระดับโลก มังงะ ไดโนเสาร์ วรรณกรรม ถึงประวัติศาสตร์

Sarakadee Lite

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 16.37 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2568 เวลา 16.37 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

แม้ปี 2025 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่หนักหน่วงสำหรับคนไทยทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และ ภัยพิบัติ แต่อีเวนต์ด้านศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่ยังคงจัดต่อเนื่องมีให้เลือกชมตลอดปี นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าช่วยฮีลใจผู้คนได้ไม่น้อย Sarakadee Lite จึงขอรีแคป นิทรรศการ แห่งปี 2025 ที่เราเลือกว่าเป็น The Radar 2025 ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์ผู้คนมุ่งสู่ท้องสนามหลวงเพื่อชมประติมากรรม Companion ไซส์ยักษ์ความสูง 18 เมตรของศิลปิน KAWS โดราเอมอนและผองเพื่อนที่เปิด “ประตูไปที่ไหนก็ได้” เพื่อนำรอยยิ้มมาให้คนไทย เจ้าชายน้อย เด็กหนุ่มผมสีทองจากดาวเคราะห์น้อย B612 ที่กลับมาเยือนโลกอีกครั้งพร้อมข้อคิดเชิงปรัชญา รวมไปถึงการฟื้นคืนชีพของไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยและเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เคยอาศัยอยู่บนแผ่นดินสยาม และนิทรรศการของเก่าสะสมของ วีรวิชญ์ ฟูตระกูล นักสะสมและอินฟลูเอนเซอร์ ที่พิสูจน์แล้วว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่อแต่อยู่ที่ว่าจะสื่อสารอย่างไร

นิทรรศการ

ปรากฎการณ์ Companion บุกสนามหลวง

เรียกได้ว่า เล่นใหญ่ใจถึง กับการปรากฏตัวครั้งแรกในไทยของ Companion ประติมากรรมกลางแจ้งฟิกเกอร์ความสูง 18 เมตร ของ KAWS (คอวส์) หรือ ไบรอัน ดอนเนลลี ศิลปินร่วมสมัยชาวอเมริกันชื่อดัง ที่ติดตั้งอยู่กลางสถานที่ประวัติศาสตร์สนามหลวงพร้อมกับฉากหลังเป็นความอลังการอร่ามเรืองรองของแลนด์มาร์กสำคัญของไทยอย่างพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว

นิทรรศการ

แม้ นิทรรศการ KAWS:HOLIDAY THAILAND จะจัดเพียงระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม-25 พฤษภาคม 2568 แต่สร้างปรากฎการณ์ให้ผู้คนต้องไปเช็คอินที่สนามหลวงจนเต็มหน้าฟีดโซเชียลโดยมีฉากหลังเป็นฟิกเกอร์คาแรกเตอร์ดวงตากากบาทซิกเนเจอร์ของ KAWS นั่งอยู่บนโลกและโอบอุ้มดวงจันทร์พร้อมด้วย “สมอลเลอร์ คอมพาเนียน” (Smaller Companion) ที่มีขนาดเล็กกว่าพักผ่อนอยู่บนตัก

ไบรอัน ดอนเนลลี

หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้ไม่ใช่การจัดแสดงนิทรรศการศิลปะแต่ต้องการเชิญชวนให้ทุกคนได้มาพักผ่อน ดื่มด่ำกับภูมิทัศน์อันเปี่ยมไปด้วยความหมาย ที่ผ่านมา KAWS ได้ร่วมมือกับ All Rights Reserved ออกแบบโปรเจ็กต์ KAWS:HOLIDAY นำคาแรคเตอร์ KAWS มาขยายเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 เมตร ไปจนถึงเกือบ 30 เมตร ในวัสดุที่หลากหลาย ติดตั้งกลางแจ้งตามสถานที่แลนด์มาร์กทั้งกลางน้ำ กลางป่า กลางหิมะ เริ่มต้นใน ค.ศ. 2018 ที่กลางทะเลสาบ Seokchon ในกรุงโซลเกาหลีใต้ และที่ได้รับการพูดถึงมากก็คือการติดตั้งงานบริเวณกลุ่มเทวสถานปรัมบานัน (Prambanan) มรดกโลกของอินโดนีเซีย และ กลางป่าฉางไป่ซานของจีน สำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 13 ที่ KAWS:HOLIDAY มาจัดแสดงและได้รับความสนใจไปทั่วโลกเช่นเดียวกัน

นิทรรศการ

เจ้าชายน้อยอิมเมอร์ซีฟแบบไทยทำถึงพึ่งได้

The Little Prince Universe – An Immersive Journey เป็น นิทรรศการ ที่นำวรรณกรรมคลาสสิคเรื่อง เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) จากปลายปากกาของนักบินและนักเขียนชาวฝรั่งเศส อองตวน เดอ แซงเตกซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry) มานำเสนอในรูปแบบดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟเต็มรูปแบบครั้งแรกในเมืองไทย และยังเป็นออริจินัลโชว์ที่สร้างสรรค์โดยทีมงานคนไทยของ Mad Motion Studio ก่อตั้งโดย แคทรีน อมตวิวัฒน์ซึ่งเธอทุ่มสุดตัวสำหรับโปรเจกต์นี้เพื่อนำวรรณกรรมในดวงใจมาโลดเล่นในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟเพื่อพิสูจน์ว่าทีมคนไทยก็มีความสามารถทำโชว์แบบนี้ได้โดยไม่ต้องซื้อลิขสิทธ์โชว์จากต่างประเทศ

แคทรีนใช้เวลาร่วมปีในการศึกษาและดูงานนิทรรศการอิมเมอร์ซีฟต่างๆ ในประเทศและต่างประเทศเพื่อหาเทคนิคและเทคโนโลยีที่ลงตัวกับเนื้อเรื่องและประสบการณ์ที่ต้องการนำเสนอ รวมถึงการดีไซน์มูดแอนด์โทนและการเลือกเพลงต่างๆ ให้เข้ากับมู้ดแต่ละโซนจัดแสดง นิทรรศการที่ไอคอนสยามระหว่างวันที่ 24 มกราคม-11 พฤษภาคม 2568 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตรได้จำลองการเดินทางของเจ้าชายน้อยตามบทในหนังสือที่เขาเดินทางออกจากดาวของตัวเอง และพบเจอผู้ใหญ่ในดวงดาวอื่นๆ ที่เขามีความเห็นว่า “พวกผู้ใหญ่นี่แปลกพิลึกจริงๆด้วย” ก่อนมายังโลกและพบเจอกับนักบินที่เครื่องบินเสียจนต้องร่อนลงในทะเลทรายซาฮาร่า จนถึงตอนสุดท้ายที่เจ้าชายน้อยบอกว่าถึงเวลากลับบ้านของเขาแล้วและหายไปในทะเลทรายโดยไม่พบร่างของเขาอีกเลย

Mad Motion Studio ก่อตั้งโดย แคทรีน อมตวิวัฒน์

โซนไฮไลต์คือโลก ดาวเคราะห์ดวงที่ 7 ที่เจ้าชายน้อยมาเยือน ตกแต่งด้วยต้นไม้ขนาดความสูง 7 เมตร ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากต้นเบาบับที่ขึ้นอยู่บนดาวของเขา รวมถึงใช้ระบบคิเนติกทำฉากให้มีความเคลื่อนไหวและจออิมเมอร์ซีฟให้เล่นกับสุนัขจิ้งจอกที่เป็นคาแรคเตอร์สำคัญในเรื่องที่สอนให้เจ้าชายน้อยได้ค้นพบคุณค่าของความสัมพันธ์ อีกหนึ่งไฮไลต์คือห้องกระจกที่ตกแต่งด้วยกุหลาบประดิษฐ์กว่า 30,000 ดอก เล่าตอนที่เจ้าชายน้อยไปเจอสวนหนึ่งที่เต็มไปด้วยกุหลาบ 5,000 ดอกบนโลก และทำให้เขาเสียใจในตอนแรกว่าดอกกุหลาบบนดาวของเขาไม่ใช่ดอกเดียวในจักรวาลอย่างที่เธอกล่าวอ้าง แต่สุนัขจิ้งจอกกลับให้ข้อคิดและกลายเป็นวรรคทองของเรื่องที่นักอ่านรู้จักกันดีว่า “เรามองเห็นแจ่มแจ้งด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” ด้วยเพราะเธอเป็นกุหลาบเพียงดอกเดียวที่เจ้าชายน้อยทะนุถนอมและใส่ใจดูแลทำให้ดอกกุหลาบนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

เชื่อแน่ว่าหลายคนเมื่อไปดู นิทรรศการ นี้แล้วจะหยิบหนังสือเล่มบางแต่เต็มไปด้วยข้อคิดเชิงปรัชญากลับมาอ่านอีกครั้ง เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นนิทานเล่าเรื่องการผจญภัยของเจ้าชายน้อยที่เดินทางไปดวงดาวต่างๆ เมื่อครั้งอ่านตอนวัยเด็ก แต่เป็นหนังสือที่เติบโตไปพร้อมกับประสบการณ์และความทรงจำของเรา

วีรวิชญ์ ฟูตระกูล

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ และของเก่าไม่ใช่เรื่องคนแก่

ใครว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าเบื่อและนิทรรศการเกี่ยวกับของโบราณเป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้สูงวัยต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อ วีรวิชญ์ ฟูตระกูล นักสะสม อินฟลูเอนเซอร์และผู้ก่อตั้งเพจ “น้องญี่ พี่วิท” ที่มีผู้ติดตามกว่า 2 แสนคน ได้นำของสะสมส่วนตัวในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 7 มาจัดแสดงในนิทรรศการ “สี่แผ่นดิน” ที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ระหว่างวันที่ 11-26 มกราคม 2568 และทำให้เกิดภาพคนรุ่นใหม่ต่อแถวยาวเพื่อซื้อบัตรเข้าชมงาน

วีรวิชญ์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์และเจ้าของร้านขายของเก่า “สนามหลวง” ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ออกเดินทางไปค้นหาจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ไทยในยุครัตนโกสินทร์ผ่านศิลปวัตถุชิ้นสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 7 อันเป็นยุคที่ไทยเปิดประเทศรับวัฒนธรรมต่างชาติและมีการบรรจบกันของเทคโนโลยีตะวันตกและศิลปะตะวันออก เขาทุ่มเทเวลากว่า 30 ปี ในการสะสมศิลปวัตถุอันทรงคุณค่าและเริ่มตั้งแต่วัย 7 ขวบ ด้วยการสะสมแสตมป์สมัยรัชกาลที่ 5 ราคาไม่กี่บาทและต่อยอดการสะสมเรื่อยมาทั้งหนังสือเก่า รูปถ่ายเก่า และ เครื่องกระเบื้อง จนไปถึงการติดตามไปประมูลชิ้นงานสำคัญมากมายจากต่างประเทศเพื่อนำกลับมายังแผ่นดินไทย

พระชัยนวโลหะองค์ต้นแบบ

นิทรรศการจัดแสดงศิลปวัตถุราว 100 ชิ้น เช่น พระชัยนวโลหะองค์ต้นแบบ จดหมายลายพระหัตถ์รัชกาลที่ 4 ถึงกงสุลชาวอังกฤษ โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ (Thomas George Knox) นามบัตรใบแรกของสยามที่เป็นนามบัตรของรัชกาลที่ 4 พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 ตอนทรงพระเยาว์ ของที่ระลึกในพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5 ชุดน้ำชาจักรีที่รัชกาลที่ 5 สั่งมาเป็นของที่ระลึกในงานพระเมรุเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ และ ภาพเขียนพอร์ตเทรต 4 เจ้าฟ้า โดย ระเด่นบาซูกิ จิตรกรชวาในราชสำนักไทย

วีรวิชญ์ได้ให้ข้อคิดว่านักสะสมคือผู้ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่ส่งต่อประวัติศาสตร์จากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นจึงต้องศึกษาประวัติศาสตร์ให้ลึกพร้อมกับส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ได้ ศิลปวัตถุเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นจากจิตวิญญาณของช่างฝีมือและอยากให้คนไทยภาคภูมิใจกับความมีอารยะและรากเหง้าของประเทศที่มีมายาวนาน

เปิด “ประตูไปที่ไหนก็ได้” กับกองทัพโดราเอมอนและผองเพื่อน

หลังจากสร้างความตื่นตะลึงกับการบุกฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้มาแล้ว โดราเอมอน หุ่นยนต์แมวจากศตวรรษที่ 22 คาแรคแตอร์จากการ์ตูนญี่ปุ่นยอดนิยมที่ครองใจผู้คนมากว่า 50 ปี พร้อมกับผองเพื่อนทั้งโนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ และ ไจแอนท์ ได้เปิด “ประตูไปที่ไหนก็ได้” มาเยือนเมืองไทยแบบจัดเต็มครั้งแรกกับนิทรรศการ 100% Doraemon & Friends Tour in Thailand ที่ไอคอนสยามระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-22 มิถุนายน 2568 และสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัยจริงๆ

พื้นที่กลางแจ้ง ริเวอร์ พาร์ค เนืองแน่นด้วยผู้ชมที่ต่างต้องการถ่ายรูปกับกองทัพคาแรคเตอร์ในเรื่องขนาดเท่าตัวจริงกว่า 100 ตัว ทั้งที่ปรากฎในเวอร์ชันฉบับมังงะและแอนิเมชัน เช่น โดราเอมอนรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา โดราเอมอนนอนตัวเหลวแบนติดพื้น โดราเอมอนที่กลายเป็นมันม่วงเมื่อโดนโทรโข่งเปลี่ยนสิ่งของ พร้อมไฮไลต์คือหุ่นโดราเอมอนเป่าลมขนาดยักษ์สูง 12 เมตร สวมหมวกทรงเบเรต์และถือปากกาหมึกซึมตามแบบคาแรคเตอร์ของผู้ให้กำเนิดโดราเอมอน คือ ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (Fujiko F Fujio)

นิทรรศการ

ส่วนบริเวณอินดอร์ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตรนำเสนอในรูปแบบ “100% Manga Art Exhibition” ไม่ว่าจะเป็นการจำลองห้องทำงานของ ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ พร้อมอุปกรณ์วาดภาพที่เขาใช้เป็นประจำในอัตราส่วน 1:1 ภาพ reproduction ผลงานการ์ตูนภาพขาวดำและภาพสีที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในลายเส้นของแต่ละยุค การจำลองห้องนอนโนบิตะ ฉากสำคัญต่างๆ ในเรื่องที่สร้างสรรค์ในรูปแบบ 3 มิติ และ ของวิเศษในกระเป๋ามิติที่ 4 ของโดราเอมอนที่ทำเป็นรูปนูนต่ำบนผนังสีขาว เป็นต้น ทำให้เหล่าเอฟซีโดราเอมอนเต็มอิ่มจุใจดังเช่นที่ จิซึโกะ คัตสึมาตะ (Jitsuko Katsumata) ลูกสาวของ ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Fujiko Pro กล่าวในวันเปิดงานว่า “เรื่องโดราเอมอนนั้นเป็นผลงานที่ข้ามพรมแดนและสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ หวังว่านิทรรศการนี้จะทำให้ทุกคนมีความทรงจำที่ดี และเชื่อมต่อกับความรู้สึกสมัยเด็ก”

ปีทองของ “ไดโนเสาร์พันธุ์ไทย” ที่ขยับสู่พิพิธภัณฑ์

จาก DINOLAB BANGKOK 2025 Jurassic Domination นิทรรศการอินเตอร์แอคทีฟจากเกาะไต้หวันที่เข้ามาจัดแสดงในไทยเมื่อตอนต้นปี 2025 ต่อด้วยการมาของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ จูราสสิค เวิลด์: กำเนิดชีวิตใหม่ (Jurassic World Rebirth) ที่ยกกองมาถ่ายทำถึงเมืองไทยทั้งในพื้นที่กระบี่ พังงา และตรัง ทำให้กระแสไดโนเสาร์ฟีเวอร์ในประเทศไทยมาแรงอย่างต่อเนื่อง และจุดที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าโลกล้านปีของไดโนเสาร์ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิดก็คือนิทรรศการ THAINOSAUR (ไทยโนซอร์) จัดแสดงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-2 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ (Museum Pier) ชวนสำรวจโลกของ “ไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย” รวมทั้งเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เคยอาศัยอยู่บนแผ่นดินสยามเมื่อล้านปีที่มีมากกว่า 100 ชนิด ซึ่งนี่เป็นนิทรรศการไดโนเสาร์พันธุ์ไทยที่ไม่ต้องไปไกลถึงแหล่งค้นพบ ที่แต่ละแหล่งก็จะมีเพียงไม่กี่ชนิดจัดแสดง แต่นิทรรศการ THAINOSAUR นำรวบรวมหลายสายพันธุ์มาจัดแสดงใจกลางเมือง ทั้งยังนำเสนอข้อมูลตามลำดับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาอย่างละเอียด สมบูรณ์ อัพเดทข้อมูลปัจจุบันที่สุด และเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นขนและสีของไดโนเสาร์ที่อาจจะมีมากกว่าสีน้ำตาล

จากนิทรรศการ THAINOSAUR ที่มีผู้เข้าชมนับหมื่นคนโดยเฉพาะคนไทยข่าวดีส่งท้ายปลายปี 2025 คือนิทรรศการไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยได้ขยายสู่รูปแบบพิพิธภัณฑ์ในชื่อ Thainosaur Museum ตั้งอยู่ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ ใกล้กับ SkyFlyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์เลื้อยคลานบินได้สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบในไทย การมาของ Thainosaur Museum ยังได้เติมเต็มโซน Jurassic World: The Experience ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันให้เป็นจุดหมายของคนรักไดโนเสาร์ เพราะหลังจากไปรู้จักไดโนเสาร์สายพันธุ์ท็อประดับโลกแล้ว ก็ยังสามารถเชื่อมต่อมารู้จักไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยได้อีก

หนึ่งในไฮไลต์ของ Thainosaur Museum คือการจัดแสดงโครงกระดูกพี่ใหญ่ไททัน (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ) เจ้ายักษ์แห่งชัยภูมิที่เป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำมาจัดแสดงครั้งแรกที่ Thainosaur Museumและมีไดโนเสาร์อีกหลายตัวที่จัดแสดงก่อนประกาศชื่ออย่างเป็นทางการและหลังจากนี้ Thainosaur Museum ยังจะทำหน้าที่อัพเดทข้อมูลใหม่ๆ ผลักดันให้ไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยกลายเป็นไดโนเสาร์ฮีโรที่คนไทยรู้จักมากยิ่งขึ้น

The post The Radar 2025 : ที่สุดนิทรรศการแห่งปี ศิลปินระดับโลก มังงะ ไดโนเสาร์ วรรณกรรม ถึงประวัติศาสตร์ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...