‘ทรัมป์’ ทุบเศรษฐกิจไทย ธปท.หั่นดอกเบี้ย-คลังชู 5 แนวทางรับมือ
เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงใหญ่อีกครั้ง โดยมีโอกาสจะวูบหนักเหลือเติบโตได้แค่ระดับ 1% หากผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐออกมาระดับที่รุนแรง ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ลงสู่ระดับ 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที
เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง จากการประชุมครั้งก่อนหน้า เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2568 ที่ กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี
กนง.ลดดอกเบี้ยอุ้มเศรษฐกิจ
“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงและมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลก และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มองไปข้างหน้า นโยบายการค้าจะเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568” นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง. แถลงถึงเหตุผลในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้
นายสักกะภพกล่าวว่า จากความไม่แน่นอนที่ยังสูงมาก กนง.ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจ ภายใต้หลายฉากทัศน์ ตัวอย่างเช่น ฉากทัศน์ที่การเจรจาทางการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐใกล้เคียงกับอัตราปัจจุบัน (Reference Scenario) อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.0%
และฉากทัศน์ที่สงครามการค้ารุนแรงมาก และภาษีนำเข้าของสหรัฐอยู่ในอัตราที่สูง (Alternative Scenario) อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 1.3%
“สิ่งที่เกิดจริง จะขึ้นอยู่กับนโยบายและการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ จึงต้องติดตามพัฒนาการการค้าโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด การแก้ปัญหาและลดผลกระทบจากนโยบายการค้าข้างต้นจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเสริมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ”
การเงิน “ธุรกิจ-ครัวเรือน” เสี่ยง
เลขานุการ กนง. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นโยบายการค้าโลกอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อฐานะการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน จึงต้องติดตามนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคการเงินที่มีความเชื่อมโยงกัน
ความผันผวนในตลาดการเงินโลกปรับสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าประเทศเศรษฐกิจหลัก และส่งผลให้ความผันผวนของตลาดการเงินไทยสูงขึ้นเช่นกัน
คลังหั่นจีดีพีเหลือโต 2.1%
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6%) จากเดิมคาด 3% สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.3% (ช่วง 1.8-2.8%) ซึ่งได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดี โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% (ช่วง 2.7-3.7%) ตามกำลังซื้อในประเทศและรายได้ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ
เดินทางเข้ามาในประเทศไทย 36.5 ล้านคน ขยายตัวที่ 2.7% ต่อปี การลงทุนเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.4% (ช่วง -0.1% ถึง 0.9%)
สำหรับการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2% (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.7-1.7%) และการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 2.8% (ช่วง 2.3-3.3%) จากการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีงบประมาณ 2568 ต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569
นายพรชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐประกาศเลื่อนการบังคับใช้นโยบาย Reciprocal Tariffs ออกไป 90 วัน นับจากวันที่ 9 เม.ย. 2568 และยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้บรรเทาผล
กระทบต่อการส่งออกของไทยลงบางส่วน
“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ในระยะต่อไป ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทยและประเทศคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำเป็นต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าของสหรัฐ และประเทศคู่ค้าของไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป”
ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม เกิดจากเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง การลงทุนต่างประเทศในไทยอาจเพิ่มขึ้นบางส่วน แต่คาดว่าจะมีสินค้าไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทนการส่งออกไปยังสหรัฐ รวมถึงความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว
เตรียม 5 แนวทางดูแลผลกระทบ
นายพรชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมตัวรับมือและบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1.เจรจากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย 2.เตรียมแหล่งเงินเพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายการคลังให้มีขนาดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบาง 3.เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ
4.ผลักดันความช่วยเหลือผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ 5.บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการดูแลกลุ่มเปราะบางและกิจการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้
เร่งประเมินผลกระทบ “มูดีส์”
สำหรับกรณี Moody’s การปรับมุมมองแนวโน้มเครดิตประเทศไทย เป็นเชิงลบนั้น นายพรชัยกล่าวว่า ในแง่ผลกระทบต้นทุน ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่เบื้องต้นยังไม่ได้รับผลกระทบ
เศรษฐกิจไทยตกหลุมอากาศ
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Global Transition : เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยน” ในงานวันสถาปนากระทรวงการคลัง 150 ปีว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา และครั้งนี้ “สงครามการค้า” และ “นโยบายภาษี” หรือ Reciprocal Tariffs เป็นสิ่งที่ไทยต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลกระทบทั่วโลก โดยมองว่าเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง 6 เดือน ตกหลุมอากาศชั่วคราว ทำให้ไทยต้องมีการประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน และมองไปข้างหน้า
“ก่อนจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง คาดว่าจีดีพีปีนี้จะสามารถเติบโตได้เหนือ 3% หรือหากไทยสามารถจัดทัพทางด้านการลงทุนและการค้าได้ เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อยกลับมา เพราะทั่วโลกก็เจอสถานการณ์และเกิดการสะดุดทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแค่ไทย ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาจะเป็นไปตามจุดแข็งของไทย”
นายพิชัยกล่าวว่า การเจรจาการค้าจะทำได้ 2 วิธี คือ การซื้อมากขึ้น และขายมากขึ้น ทำให้ความได้เปรียบทางการค้าสมดุลมากขึ้น โดยการซื้อมากขึ้น จะเป็นสินค้าที่ไทยมีความต้องการ เช่น สินค้าเกษตร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปสู่เกษตรแปรรูป เช่น ข้าวโพด สัตว์น้ำบางชนิด เป็นต้น โดยเป็นสินค้าที่แข่งขันได้ มีคุณภาพและราคาที่ดี ซึ่งตอนนี้ไทยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 60-70% หากสามารถนำเข้าและผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น จะเป็นจังหวะที่ดีในการนำเข้าเพื่อปรับสมดุล
“แม้ตัวเลขภาษี 36% อาจจะไม่ต้องห่วง ไม่ว่าภาษีจะอยู่ที่เท่าไร แต่จะต้องอยู่ในความเสมอภาค โดยข้อเสนอของเรา จะทำให้อยู่ในจุดที่เราต้องการได้ เพราะนอกเหนือจากการซื้อสินค้าเกษตร ยังมีน้ำมัน เพราะน้ำมันที่เราใช้ทุกวันนี้ ประมาณ 90% เป็นการนำเข้า และมีการกลั่นเพื่อขาย ซึ่งเราสามารถจัดให้สมดุลได้ หรือการนำเข้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ โดยคู่ค้าที่เราเจรจาอยู่มีทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นการนำเข้าในราคาถูก”
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจลดลงแน่นอน จะเห็นว่าหลายสำนักได้ปรับประมาณการจีดีพีลดลงเหลือต่ำกว่า 2% แต่การแก้ไขจะทำอย่างไร หรือเตรียมมาตรการอะไร ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 64% โดยประมาณ 98% เป็นการกู้ภายในประเทศ และอีกราว 1% เป็นการกู้ยืมในต่างประเทศ สะท้อนไทยมีพลังการกู้ในต่างประเทศน้อย เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง 200% และเป็นการกู้ยืมจากต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องบริหารให้ดี จึงมีการทบทวนการลงทุนใน 2 ส่วนด้วยกัน
คือ 1.การลงทุนภาครัฐ หากลงทุนน้อย ส่งออกน้อย จะให้เม็ดเงินฟื้นตัว 2-3 ปีข้างหน้า จะต้องดูเรื่องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น ภาคการท่องเที่ยว หรือเรื่องน้ำ ที่มีน้ำขาด น้ำแล้ง น้ำท่วม ในแหล่งเกษตรและแหล่งการบริโภคและอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะทำในระยะ 5 ปีข้างหน้า และ 2.การลงทุนภาคเอกชน มีหลายโครงการเข้ามาลงทุนในไทย และลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) หากลงทุนจะต้องสามารถส่งออกได้ จึงต้องปรับปรุงโครงสร้างโลจิสติกส์ สนามบิน ให้สามารถรองรับดีขึ้น หรือการให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น
“เราอยู่ในเส้นทางของเศรษฐกิจที่เติบโต แต่อาจจะสะดุดระยะสั้นชั่วคราว แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถปรับความเข้าใจได้ และหันหน้าเข้าหากันในการเจรจา โดยเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลง เราแก้ไขได้ เราแก้ด้วยอะไร ลงทุนอะไร และจัดสรรอย่างไร เรามีความหวังอยู่ โดยกระทรวงการคลังเป็นเสาหลักในการให้การเติบโตมีคุณภาพ ไม่หวือหวา สร้างความเข้มแข็งการเงินการคลังอย่างดีที่สุด” นายพิชัยกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ทรัมป์’ ทุบเศรษฐกิจไทย ธปท.หั่นดอกเบี้ย-คลังชู 5 แนวทางรับมือ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net