โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

`พิชัย` กางแผนรับมือภาษีทรัมป์ ย้ำไทยต้องเป็นคู่ค้าที่ดี คาดหากไม่ทำจะกระทบจีดีพีถึง 1%

efinanceThai

เผยแพร่ 04 เม.ย. 2568 เวลา 01.51 น.

พิชัย กางแผนรับมือภาษีทรัมป์ ย้ำไทยต้องเป็นคู่ค้าที่ดี คาดหากไม่ทำจะกระทบจีดีพีถึง 1%

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 เม.ย. 68 8:51: น.

รมว.คลัง เผยแนวทางรับมือภาษีทรัมป์ ชี้ไทยต้อง ทำตัวเป็นคู่ค้าที่ดี ชี้เป็นโอกาสนำเข้าสินค้าเกษตร ลดช่องว่างตัวเลขเกินดุลการค้า เล็งข้าวโพด - ทูน่า จัดระเบียบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นใบเบิกทาง รับหากไม่ทำอะไรเลย จะกระทบจีดีพีถึง 1%

นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรับมือกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariff) สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับอีกหลายประเทศ รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งไทยถูกเก็บในระดับ 37% ว่า แนวทางเบื้องต้นเพื่อแก้ปัญหาคือ การทำตัวเป็นคู่ค้าที่ดี โดยต้องมีการปรับสมดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ผ่านการนำเข้าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกของไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้ช่องว่างของตัวเลขการเกินดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศลดลง

สำหรับปัจจุบันไทยได้เปรียบดุลการค้าจากสหรัฐฯ ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ หรือ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 6 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ถึง 70% จากการส่งออก โดยวิธีที่สร้างสรรค์ เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส คือ ไทยต้องนำเข้ามากขึ้น สำหรับสินค้า 2 ส่วนที่มีผลกับดุลการค้า ได้แก่ ภาคเกษตร และภาคอิเล็กทรอนิกส์

"เราอาจถือจังหวะนี้ในการนำเข้าสินค้าเกษตรให้มากขึ้น เช่น ข้าวโพด ซึ่งก็ต้องไปดูว่าจะต้องปรับแก้เกณฑ์ตรงไหนเพื่อให้สามารถนำเข้าได้มากขึ้น โดยเมื่อนำเข้ามาแล้วก็ต้องสนับสนุนไปสู่การแปรรูปเพื่อส่งออกต่อไป อีกส่วนคือ ปลาทูน่า ที่ไทยเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ ตรงนี้ก็ต้องไปดูแลผู้เลี้ยงในประเทศ และทำให้มีการนำเข้ามากขึ้น โดยจริง ๆ ในส่วนนี้เรามีสินค้าเกษตรอยู่ 4-5 รายการที่อยากจะทำ ก็ใช่ช่องตรงนี้นำเข้าจากสหรัฐมากขึ้นแทนการนำเข้าจากประเทศอื่น เพื่อทำให้การได้เปรียบดุลการค้าของเราลดลง” นายพิชัย กล่าว

ขณะที่ภาคอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต้องไปดูเรื่องการออกใบรับรองต้นตอสินค้าที่ผลิตในไทยให้เข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีสินค้าที่แจ้งว่ามีต้นกำเนิดในไทย แต่ไม่ได้ผลิตในไทยเต็มที่ จนทำให้เราดูเหมือนผู้ร้าย ก็ต้องมาดูในส่วนนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและมีความเข้มงวดมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ต้องเข้าไปดูการจัดการมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff) ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าบางอย่างที่ไทยไม่สามารถส่งออก หรือไม่สามารถนำเข้าได้ แต่มีการตั้งภาษีไว้สูงถึง 40-80% เช่น รถจักรยานยนต์ ซึ่งสหรัฐฯ เองมีการผลิตรถฮาเลย์ ประเด็นนี้ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถขายรถฮาเลย์ได้ เพราะไทยตั้งอัตราภาษีสูง ตรงนี้ทำให้ไทยดูเหมือนเป็นผู้ร้าย ดังนั้นหากเอาตรงนี้ออกไปได้ก็จะเป็นเรื่องดี

นายพิชัย กล่าวว่า เบื้องต้นประเมินว่าหากไทยไม่เร่งดำเนินการอะไรเลย ปัญหานี้จะส่งผลกระทบทำให้ตัวเลขจีดีพีของไทยลดลงอย่างน้อย 1% แต่ต้องมองด้วยว่าตรงนี้เป็นผลกระทบทั้งโลก ดังนั้นหากเราสามารถกระตุกให้ 1%นี้ไม่หายไป หรือหายไปน้อยที่สุด ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างมีนัยสำคัญคือ ต้องเร่งสร้างความสมดุลกับคู่ค้า จัดส่ัดส่วนและบาลานซ์การส่งออกและนำเข้าให้สมดุลไปสู่จุดที่แต่ละคนยอมรับได้ ทุกฝ่าย win win

“ทุกประเทศมีปัญหา แต่เราอยากใช้เรื่องนี้ในการจัดทัพใหม่ ไม่อยากมองว่าเป็นแค่ปัญหา แต่อยากให้มองว่าเป็นวิกฤติที่มีโอกาสถ้าเราทำสำเร็จ แต่คงไม่ใช่อะไรที่จะทำกันได้จบภายใน 1-2 เดือน ต้องค่อย ๆ ทำกันไป แค่เรารู้ว่าตอนนี้เรามีการเตรียมความพร้อม เรารู้ทิศทางแล้ว จากวันนี้ที่กำลังฝุ่นตลบอยู่” นายพิชัย กล่าว

เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...