โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มาเลเซียจับมือ ARM ตั้งเป้าสร้าง 10 บริษัทชิป ยกระดับจากแค่ “ทดสอบ-ประกอบ” สู่ “ผู้ออกแบบและผลิต”

Thairath Money

อัพเดต 06 มี.ค. 2568 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 04.51 น.
ภาพไฮไลต์

Arm Holdings Plc. ยักษ์ใหญ่ด้านออกแบบชิปจากอังกฤษ หนึ่งในบริษัทลูกของ SoftBank บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลมาเลเซีย จับมือให้สิทธิมาเลเซียในการออกแบบชิปและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์เป็นระยะเวลา 10 ปี หวังผลักดันประเทศจากฐานการประกอบชิปไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น

มาเลเซียซึ่งเป็นฐานการประกอบชิปกว่า 10% ของโลก ลงนามข้อตกลงมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9,100 ล้านบาท) กับ Arm โดยรัฐบาลจะนำองค์ความรู้นี้มาใช้สนับสนุนบริษัทท้องถิ่นให้สามารถออกแบบชิปของตัวเอง พร้อมตั้งเป้าส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ให้แตะ 1.2 ล้านล้านริงกิต หรือประมาณ 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030

ราฟิซี รามลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย กล่าวให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “มาเลเซียต้องการก้าวจากการเป็นแค่ฐานทดสอบและประกอบชิป สู่การเป็นผู้ออกแบบและผลิตเอง” พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเลือกที่จะพลิกเกม โดยจะร่วมมือกับ Arm เพื่อปั้นอีโคซิสเต็มเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศให้สมบูรณ์ขึ้น

ตั้งเป้าสร้าง 10 บริษัทชิปเอง ปั้นรายได้ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้วยดีลนี้ มาเลเซียจะเดินหน้าสร้าง 10 บริษัทชิปเป็นของตัวเอง พร้อมตั้งเป้าสร้างรายได้รวมต่อปีสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นี้จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้ 1%

ปัจจุบัน มาเลเซียเป็นศูนย์กลางของโรงงานทดสอบและบรรจุชิป (Chip Packaging & Testing) ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตที่มีมูลค่าน้อยกว่า ยังไม่มีบทบาทสำคัญในเวทีออกแบบชิป แต่ประเทศนี้เป็นที่ตั้งของโรงงานประกอบของบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Intel, GlobalFoundries และ Infineon Technologies AG รวมถึงมีผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปในประเทศที่เริ่มขึ้นแท่นเป็นซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก จนดึงดูดให้ Applied Materials ย้ายฐานมาลงทุนที่นี่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลมาเลเซียเคยตั้งเป้าหมายให้มีการผลิตชิปของตัวเองภายใน 5-10 ปี แต่ล่าสุด ราฟิซี รามลี ได้ประกาศปรับเป้าหมายให้เร็วขึ้นเป็นภายใน 5-7 ปี โดยให้เหตุผลว่า ดีลกับ Arm จะช่วยย่นระยะเวลาพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะหากต้องเริ่มจากศูนย์อาจใช้เวลานานเกินไป

ตั้งเป้าดันอุตสาหกรรมชิปเป็น “ยุทธศาสตร์ประเทศ”

การสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเอง ไม่เพียงช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของมาเลเซีย แต่ยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนโลก ซึ่งมีความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความรุนแรง อีกทั้งมาเลเซียยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้ามากถึง 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทำให้การสร้างฐานการผลิตชิปในประเทศเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้มาเลเซียจะเริ่มปีนี้ด้วยมุมมองเชิงบวก โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจกลับมาเติบโตเกิน 5% จากแรงหนุนของการใช้จ่ายและการลงทุน แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่รัฐบาลจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะแผนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเศรษฐกิจของประเทศ

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า อาจตั้งกำแพงภาษี 25% กับสินค้านำเข้ากลุ่มยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และเภสัชภัณฑ์ โดยคาดว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งถือเป็นแรงกดดันสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 3 ของมาเลเซีย

นอกจากนี้ มาเลเซียยังเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาไต้หวัน ซึ่งเป็นฐานผลิตชิปที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และปัญหาขาดแคลนชิปช่วงโควิด-19 ก็กระตุ้นให้หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และจีน เริ่มลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

เรเน ฮาส ซีอีโอของ Arm ระบุว่า “การตัดสินใจของรัฐบาลมาเลเซียครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นและสร้างระบบนิเวศด้านเซมิคอนดักเตอร์ให้เกิดขึ้นจริง”

และท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รัฐบาลมาเลเซียก็เตรียมรับมืออย่างรอบคอบ โดยกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม มีคาดการณ์ว่า การลงทุนที่ได้รับการอนุมัติในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 5% อีกด้วย

ที่มา: Bloomberg

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...