โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

หาคำตอบว่า ทำไมผ้าคลุม NUNUH แบรนด์ฮิญาบสัญชาติไทย ถึงครองใจสาวๆ จนต่อคิวซื้อยาวเหยียด

The Momentum

อัพเดต 05 มี.ค. 2568 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 10.43 น. • THE MOMENTUM

ไม่นานมานี้หลายคนอาจเคยเห็นคลิปสาวมุสลิมต่อคิวยาวเหยียด รอซื้อผ้าคลุมศีรษะหรือฮิญาบแบรนด์ NUNUH (นูนูห์) ที่เซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จนทำให้สงสัยว่า แบรนด์นี้เป็นแบรนด์สัญชาติอะไร และมีดีอย่างไรจนทำให้คนมารอซื้อคอลเลกชันใหม่อย่างล้นหลาม

ความจริงแล้ว NUNUH ไม่ใช่แบรนด์จากต่างประเทศที่นำเข้ามาขายแต่อย่างใด แต่เป็นแบรนด์ไทยจากบริษัท นูนูห์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร้านขายผ้าคลุมที่เปิดสาขาแรกในปัตตานีเมื่อปี 2551 จนปัจจุบันขยายไปถึง 5 สาขา ในปัตตานี ยะลา หาดใหญ่ และในกรุงเทพฯ คือสาขามิสทีน บนถนนรามคำแหง รวมถึงยังมีการส่งออกไปขายต่างประเทศ

ด้วยความนิยมระดับนี้ The Momentum จึงติดต่อไปพูดคุยกับเอม-อรนิภา ชนากานต์ เจเนอเรชัน 2 แห่งแบรนด์ NUNUH ถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจในรุ่นพ่อแม่ และเรื่องคุณภาพสินค้าทั้งการตัดเย็บ เนื้อผ้า แบบ และลวดลาย จนทำให้ผ้าคลุม NUNUH มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นครองใจสาวมุสลิม

อรนิภาเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณแม่ของเธอมักสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะที่เย็บโดยคุณย่าบุญธรรมของเธอ แล้วได้รับคำชมอยู่เสมอ เพราะว่าผ้าคลุมเหล่านั้นเป็นการตัดเย็บแบบ Ready to Wear ที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอียิปต์ สามารถสวมใส่ได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลากลัดเข็มกลัดทุกครั้งที่ใส่

“สมัยก่อนคุณย่าบุญธรรมของเราเป็นคนเย็บเสื้อผ้า แล้วเขาเป็นคนที่เย็บเสื้อผ้า ผ้าคลุมให้ใส่ตลอด คุณแม่ก็เลยใส่ผ้าคลุมที่คุณย่า คุณแม่บุญธรรมของคุณแม่ ใส่มาก็มีคนเริ่มบอกว่า ผ้าคลุมสวยนะ เก๋นะ”

เธอเล่าต่อไปว่า ในอดีตผ้าคลุมศีรษะสตรีมุสลิมในไทยมีให้เลือกน้อย ในท้องตลาดมักขายเป็นผ้าผืนใหญ่ ต้องกลัดเข็มกลัดตอนคลุม แม้จะมีผ้าคลุมที่นำเข้ามาจากมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย แต่ในเรื่องของความหลากหลาย รวมถึงความสะดวกในการสวมใส่ทุกวันยังไม่ตอบโจทย์ จุดนี้ทำให้คุณพ่อ (ภาณุมาศ ชนากานต์) เริ่มมองเห็นลู่ทางในการทำธุรกิจผ้าคลุมศีรษะ

“คุณพ่อเห็นว่ามันน่าจะเป็นธุรกิจได้นะ เขาเลยเริ่มต้นลองเอามาขายที่บ้านก่อน ผลตอบรับตอนนั้นก็โอเค แล้วเขาก็สังเกตว่า ทำไมลูกค้าประจำเริ่มมาซื้อบ่อย แล้วก็เริ่มมีบางคนซื้อไปขายต่อแล้ว คุณพ่อเลยตัดสินใจเปิดร้านสาขาแรกที่นราธิวาส เป็นร้านขายปลีก ซึ่งช่วงเปิดร้านแรกๆ ยอดขายไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี กว่าจะเห็นผลตอบรับที่ชัดเจน” อรนิภาเล่า

นอกจากเรื่องดีไซน์การตัดเย็บที่สวมใส่สะดวกแล้ว เนื้อผ้าที่เป็นผ้ายืดยังเพิ่มความสบายในการสวมใส่ ทั้งยังไม่ต้องรีดก่อนใส่ และอีกเรื่องที่โดดเด่นคือ สีสันกับลวดลายบนผืนผ้า ซึ่งอรนิภาเล่าว่า ในอดีตสินค้าของร้านต้องใช้ผ้าที่ขายตามตลาดมาตัดเย็บ ทำให้มีตัวเลือกน้อย ส่วนใหญ่เป็นสีพื้นเรียบๆ ลวดลายไม่หลากหลาย แต่ในปัจจุบันทางแบรนด์มีการออกแบบลวดลายเองและสั่งผลิตผ้าขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังเพิ่มเติมผิวสัมผัสของผ้าหลายรูปแบบ ทั้งใช้ผ้าแจ็กการ์ด (Jacquard) ที่มีลวดลายในตัว ผ้าอัดพลีต และผ้าใส่กลิตเตอร์ ซึ่งเป็นการสั่งผลิตใหม่ ไม่ซ้ำกับผ้าที่ขายในท้องตลาด

“ความต้องการของสาวๆ เปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนเราสามารถซื้อผ้าเท่าที่มีขายตามร้านขายผ้า เป็นผ้าสำเร็จแล้ว เราก็แค่เลือกลายมาตัดเย็บให้ตรงตามความต้องการของเรา แต่ปัจจุบันนี้เรามีการออกแบบเองเลย โทนสีด้วย รวมทั้งมีการใช้เนื้อผ้าที่หลากหลายมากขึ้น”

เมื่อถามว่า มีโทนสีหรือลวดลายแบบใดที่สาวมุสลิมชื่นชอบเป็นพิเศษ อรนิภาตอบว่า แล้วแต่ช่วงวัยและโอกาสที่ใช้ เนื่องจาก NUNUH มีลูกค้าหลายหลายวัย มีรสนิยมและความต้องการแตกต่างกัน สินค้าของร้านจึงมีทั้งผ้าคลุมแบบที่ใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ไปเที่ยว และใส่ออกงาน

โดยหากเป็นผ้าคลุมสำหรับใส่ออกงาน ลูกค้าวัยรุ่นมักจะเลือกผ้าคลุมแบบสกายไลน์ (Skyline) เป็นการคลุมผ้าสไตล์สาวอาหรับ ปลายผ้าจะเป็นชิ้นยาวสำหรับพันคอ ทำให้ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้น ในขณะที่ลูกค้าวัย 40-50 ปี มักจะเลือกจะเลือกผ้าคลุมแบบปักมุก หรือคริสตัลสำหรับใส่ออกงาน และหากเป็นผ้าคลุมศีรษะที่ใส่ในชีวิตประจำวัน อรนิภาบอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะชอบรุ่นคัพเค้ก ซึ่งเป็นลายแบบออมเบรหรือไล่สี ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์คนต่อคิวยาวรอซื้อจนล้นถนนที่สาขานราธิวาสเมื่อปี 2563 แม้จะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ตาม

ขณะที่ในปัจจุบันอรนิภาบอกว่า ลูกค้ามีความต้องการผ้าคลุมที่เรียบง่ายและใส่ได้บ่อยมากขึ้น

“ช่วงปีหลังๆ เรารู้สึกว่า ลูกค้าจะชอบลายที่สามารถใส่ได้บ่อยขึ้น เป็นสีพื้น เป็นมินิมอล แต่ในความมินิมอลเราก็จะมีใส่โมโนแกรมเข้าไปในผ้าเรา ลูกค้าจะมองว่า มันใส่ได้ง่ายกว่าเป็นลวดลาย” เธอกล่าว

อรนิภาเล่าว่า ภาพของลูกค้าที่ต่อคิวซื้อผ้าคลุมจะเป็นทุกครั้งที่ออกคอลเลกชันใหม่ และเกิดขึ้นในเกือบทุกสาขา เมื่อถามว่านี่คือจุดสูงสุดของแบรนด์หรือยัง เธอบอกว่าแม้จะเป็นความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ แต่ยังคงพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัตถุดิบหรือผ้าที่สั่งผลิตเอง เพราะสิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อ คือคุณภาพของผ้าที่สวมใส่สบาย สวมใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ และยังต้องค้นหานวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในหลายเรื่อง เช่น ผ้าที่ใส่แล้วเย็น ใส่แล้วไม่ร้อนเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน รวมถึงผ้าซับเหงื่อได้ สามารถใส่ออกกำลังกายได้

“เรายึดมั่นว่าเราเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ ผู้หญิงที่แตกต่าง แต่ว่ายังอยู่ในแนวทางของหลักศาสนา คือเราก็ยังคลุมผม แต่เราก็ยังสวยได้อย่างถูกต้อง อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ารอซื้อสินค้าเรา เพราะเราพรีเซนต์ตัวเองว่า เรามีอัตลักษณ์แบบนี้ลูกค้าก็เลยชอบ เพราะว่ามันน่าจะตอบโจทย์การเป็นตัวของเรา” อรนิภากล่าว

อย่างไรก็ตามแม้แบรนด์ NUNUH มีความชัดเจนทั้งในเรื่องของตัวตนและกลุ่มเป้าหมายหรือตลาด แต่การเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัวก็มีความท้าทายอยู่ในไม่น้อย

“เราว่ามีความยากมากในการที่เราจะรักษามรดกตรงนี้ ที่พ่อแม่เขาทำมาดีแล้ว ซึ่งเราต้องทำให้มันไปต่อได้ไกลกว่าเดิม แล้วมันไม่มีคำตอบให้เราเห็น เราต้องหาไปเรื่อยๆ ว่า อะไรที่จะสามารถทำให้ธุรกิจไปต่อได้ และอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องการทำงานกับคุณพ่อคุณแม่ เราต้องปรับตัวในช่วงแรกเยอะ แต่ก็โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนเปิดกว้าง รับฟังคนรุ่นใหม่” เธอบอกเล่าถึงความตั้งใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...