โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เบื้องหลังเบื้องลึกของ DKBA กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธที่กล้าท้าชน'จีนเทา'และกองทัพ BGF

The Better

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 07.10 น. • THE BETTER

ข้อมูลเบื้องหลัง

  • เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ออกแถลงการณ์ขับไล่ชาวจีนที่ทำธุรกิจฉ้อโกงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ให้ออกจากพื้นที่ตำบลพญาตองซู ในรัฐกะเหรี่ยง ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พร้อมเตือนว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องรับการลงโทษตามกฎหมายท้องถิ่น และยังประกาศควบคุมชาวจีนอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้นด้วยโดยไม่ให้เข้ามาในพญาตองซู พร้อมย้ำว่ามีคำสั่งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพหลอกเอาเงินออนไลน์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตตำบลพญาตองซู
  • แถลงการณ์ของ DKBA ระบุว่า รัฐบาลไทยได้ตัดกระแสไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในตำบลพญาตองซู เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในเมืองและป้องกันไม่ให้ธุรกิจฉ้อโกงทางออนไลน์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในตำบลพญาตองซู DKBA จึงได้ออกแถลงการณ์สั่งให้ชาวจีนที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น คาสิโนและธุรกิจอาหารในตำบลพญาโทนูเนซู ออกจากพื้นที่ภายในวันดังกล่าว
  • นอกจากนี้ สำนักงานบัญชาการกลาง DKBA ยังได้ออกแถลงการณ์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยสั่งปิดร้านเกมและร้าน Our Day ทั้งหมดที่ดำเนินการโดย DKBA ในและรอบๆ เมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง โดยส่งจเหมายแจ้งดังกล่าวได้ส่งไปยังกองบัญชาการทหาร DKBA ฐานทัพทหารเชิงยุทธศาสตร์ กองพัน กรม และกองทหารทั้งหมดให้ปิดร้านเกมและร้านค้าประจำวันทั้งหมดอย่างถาวรตามคำสั่งของ DKBA เพื่อสวัสดิการของสมาชิกทุกคนและครอบครัวของกองกำลัง

DKBA เปฺ็นใครและมาจากไหน?
DKBA เป็นชื่อย่อของ 'กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย' (Democratic Karen Buddhist Army) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธประกอบด้วยทหารและเจ้าหน้าที่ชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาพุทธที่แยกตัวออกจากกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ที่นำโดยกระเหรี่ยงคริสเตียน และเป็นหนึ่งในกลุ่มกบฏที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมาโดยขึ้นอยู่กับ 'สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง' หรือ KNU อันเป็นองค์กรด้านการเมือง

สาเหตุความขัดแย้งจนนำไปสู่การแยกตัวของ DKBA จาก KNLA มีหลายปัจจัย แต่เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นมาจากกรณีที่พระภิกษุชาวกะเหรี่ยงชื่อ อู สุชนะ หรือ อู ตุซะนะ (U Thuzana) ได้เริ่มรณรงค์สร้างเจดีย์ในรัฐกะเหรี่ยงในปี 1992 รวมถึงที่สำนักงานใหญ่ของ KNU ในมู่บ้านมาเนอปลอว์ ด้วย แต่นายพลโบเมียะผู้นำของ KNU ไม่ยอมให้สร้างเจดีย์ โดยอ้างว่าเจดีย์จะเป็นเป้าในการโจมตีทางอากาศของรัฐบาล

ดังนั้น พระภิกษุ อู สุชนะจึงเริ่มสนับสนุนให้ทหาร KNLA ที่เป็นกะเหรี่ยงพุทธแยกตัวจากกองทัพหลัก หลังจากเกิดการปะทะกันสองสามครั้งและการเจรจาล้มเหลวในช่วงต้นเดือนธันวาคม 1994 DKBA จึงประกาศก่อตั้งและแยกตัวจาก KNU ในวันที่ 1 มกราคม 1995 ฝ่ายการเมืองของ DKBA ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ชาวพุทธ ชื่อว่าองค์กรกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 1994

ต่อมา อู สุชนะ ได้เจรจาข้อตกลงกับพลตรี หม่อง ลาผู้บัญชาการกองทัพภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา และพยายามโน้มน้าวชาวบ้านกะเหรี่ยงให้อพยพไปยังค่ายผู้ลี้ภัยที่ได้รับการคุ้มครองโดย DKBA นอกจากนี้ อู สุชนะ ยังพยายามโน้มน้าวทหารชาวพุทธของ KNLA ให้แปรพักตร์ไปอยู่กับ DKBA และช่วยเหลือกองทัพพม่าอีกด้วย

ดังนั้น ไม่นานหลังจากแยกตัวจาก KNLA ในเดือนธันวาคม 1994 ฝ่าย DKBA ได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางทหารและทางการเงิน โดยให้สนับสนุนการรัฐบาลในการโจมตีฝ่าย KNU และพันธมิตรต่อต้านรัฐบาล ดังนั้น สถานการณ์จึงกลับกลายเป็นว่า DKBA ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ KNLA/KNU ซึ่งรบกับรัฐบาลทหารเมียนมา มาตอนนี้ DKBA กลายเป็นมิตรกับกองทัพเมียนมาและเป็นศัตรูกับกองกำลักะเหรี่ยงด้วยกัน

นำไปสู่กะเหรี่ยงรบกะเหรี่ยง
การรวมพลังระหว่าง DKBA และ Tamadaw หรือ 'ตะมะดอ' ซึ่วหมายถึงกองทัพเมียนมา นำไปสู่การผนึกกำลังกันโจมตีหมู่บ้านมาเนอปลอว์อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ KNU และที่ตั้งของแนวร่วมประชาธิปไตยนักศึกษาพม่าทั้งหมด (ABSDF)

ในเดือนมกราคม 1995 กองทัพทหารพม่าและกองทัพ DKBA จำนวน 4,000 ถึง 10,000 นาย ได้บุกโจมตีมาเนอร์ปลอและยึดหมู่บ้านใกล้เคียงได้หลายแห่ง สันเขามินยอคีซึ่งถูกยึดครองโดยไม่ได้ยิงปืนแม้แต่นัดเดียว ทหารจากกองทัพ DKBA ช่วยเหลือกองทัพพม่าโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของ KNLA และนำทางกองทัพเมียนมาผ่านป่าไปยังมาเนอร์ปลอ

ขณะที่กองทัพพม่าและกองทัพ DKBA เข้าใกล้มาเนอร์ปลอ พลเรือนประมาณ 9,000 ถึง 10,000 หนีออกจากหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงจากค่ายผู้ลี้ภัยในบริเวณใกล้เคียง โดยเป็นการถอยในทางยุทธศาสตร์ของ KNLA/KNU ซึ่งสั่งให้ถอนกำลังไปก่อนหน้านี้ พร้อมให้เผาทำลายหมู่บ้านไปด้วย

ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่หลบหนีการสู้รบมุ่งหน้าไปยังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ใกล้ชายแดนเมียนมา-ไทย หลังจากยึดมาเนอร์ปลอได้แล้ว กองทัพทหารพม่าก็เคลื่อนพลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถไปถึงได้ จนกระทั่งในที่สุดก็ไปถึงฐานที่มั่นทางใต้ของ KNU ที่เมืองกอมูรา ซึ่งถูกกองทัพเมียนมายึดได้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1995

ผลโดยตรงจากการล่มสลายของมาเนอร์ปลอก็คือ KNU สูญเสียรายได้ส่วนใหญ่ที่ได้มาจากภาษีท้องถิ่น ข้อตกลงการทำไม้ และการค้าข้ามพรมแดน เนื่องจากกองทัพพม่ายึดเมืองชายแดนหลายเมืองได้ และที่ต้องทราบไว้ก็คือในช่วงเวลาก่อนที่มาเนอร์ปลอจะถูกยึดได้ KNU ได้รับการสนับสนุนลับๆ จากไทยเพื่อให้เป็นแนวกันชนต่อกองทัพเมียนมา

หลังจากนั้น KNLA/KNU และ DKBA จึงกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตมาโดยตลอด นอกจากจะปะทะกันด้วยอาวุธแล้ว การที่ ปะโดมันชา เลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ถูกลอบสังหารที่บ้านของเขาในแม่สอด ประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2008 นักวิเคราะห์หลายคนอ้างว่าการลอบสังหารครั้งนี้เป็นไปได้ว่าดำเนินการโดยทหารของ DKBA และลูกบุญธรรมของเขาก็อ้างแบบเดียวกัน แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการยืนยันก็ตาม

การแยกตัวภายในกลุ่ม DKBA
ในปี 2029 ผู้บัญชาการกองกำลัง DKBA ที่ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่ง คือ ซอ ชิต ตู่ ยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลพม่าให้เปลี่ยนเป็นกองกำลังพิทัษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพเมียน นี่คือจุดเริ่มต้นของ Karen BGF อันเป็นหนึ่งในกองกำลังพิทัษ์ชายแดนของกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยจำนวนน้อยที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อกองทัพเมียนมา นั่นหมายความว่าฝ่ายที่ทรงอำนาจที่สุดของ DKBA ได้กลายเป็น Karen BGF ไปแล้ว โดยที่ ซอ ชิต ตู่ มีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มธุรกิจสีเทาที่ดำเนินการโดยคนจีนในรัญกระเหรี่ยงมาตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว

หลังจากที่ ซอ ชิต ตู่ แยกตัวไปรวมกับกองทัพเมียนมาในชื่อ BGF ในปี 2010 ทหารของ DKBA จำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมเป็น BGF ด้วยจึงแยกตัวออกมาและเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย – กองพลที่ 5 (DKBA-5) ซึ่งนำโดย ซอ ละ บฺเว หรือ 'นะคะมวย' เดิมทีกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้มีกองพลอยู่ภายใต้การควบคุม 5 กองพล (จึงเป็นที่มาของชื่อ) แต่ปัจจุบันมีกองพลบังคับบัญชาเพียง 3 กองพล ปรากฏว่า DKBA-5 ไปเกี่ยวข้องอย่างหลวมๆ กับ KNLA/KNU นั่นแปลว่ากลุ่มนี้กลับไปสู่รากเหง้าเดิมนั่นเอง และกลุ่มนี้ยังเคยโจมตีกองกำลังของรัฐบาลและกองกำลังรักษาความปลอดภัยในเมืองเมียวดี

กลุ่ม DKBA-5 ต่อมาเปลี่ยนชื่อจากกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย มาเป็นกองทัพกะเหรี่ยงผู้ประเสริฐแห่งประชาธิปไตย (Democratic Karen Benevolent Army) ต่อมาเกิดความขัดแย้งภายในระหว่างผู้นำคือ ซอ ละ บฺเว กับนายทหารที่ทรงอิทธิพลอีกคน คือ ซอ จ่อ เท็ต หลังจากนั้น ซอ จ่อ เท็ต จึงแยกตัวจาก DKBA-5 มารวมพลกับ DKBA เดิมแล้วฟื้นฟู DKBA อีกครั้งโดยใช้ชื่อ DKBO/DKBA คราวนี้ DKBO/DKBA ไม่ได้สวามิภักดิ์กับกองทัพเมียนมาอีกต่อไป

หลังจากนั้น DKBO/DKBA ก็ร่วมมือกับกองกำลังต่อต้านกองทัพเมียนอื่นๆ เช่น ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2021 กองกำลังผสมของกลุ่มติดอาวุธ 5 กลุ่ม ได้แก่ กองทัพ DKBA, กองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือ PDF, สภาสันติภาพ KNU/KNLA หรือ KPC), องค์กรป้องกันประเทศกะเหรี่ยง หรือ KNDO และกองกำลัง BGF ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มหลักของ ซอ ชิต ตู่ ได้ปะทะกับกองทัพทหารพม่าและกองกำลังรักษาชายแดนกะเหรี่ยงของ ซอ ชิต ตู่ ในหมู่บ้านพลู รัฐกะเหรี่ยง ในเวลานั้น ซอ จ่อ เท็ต กล่าวว่ากลุ่มติดอาวุธทั้ง 5 กลุ่มกำลังร่วมมือกันทั่วทั้งรัฐกะเหรี่ยง

นั่นหมายความว่า DKBO/DKBA คือแนวร่วมต่อต้านกองทัพเมียนมาและเปฺ็นศัตรูกับกองกำลัง BGF จนล่าสุด ออกประกาศกวาดล้างจีนเทาในเขตของตนคือตำบลพญาตองซู ตอกย้ำว่า DKBO/DKBA ไม่เอาด้วยกับแนวทางเลี้ยงจีนเทาเอาผลประโยชน์ของ BGF ของ ซอ ชิต ตู่

นี่คือความซับซ้อนที่สุดของที่สุดของความขัดแย้งในรัฐกะเหรี่ยง!

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo *- ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2023 แสดงให้เห็นสมาชิกกองกำลังป้องกันชายแดนของรัฐกะเหรี่ยง (Karen BGF) กำลังชมการแข่งขันมวยเลธเวแบบดั้งเดิมของเมียนมาที่วัดปยีตาร์ลินเอในตำบลหล่ายบเว รัฐกะเหรี่ยง (ภาพถ่ายโดย AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...