โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กำแพงภาษีทรัมป์ ฉุดธุรกิจซึม แรงส่ง “ธุรกิจสินเชื่อ” โตสวนเศรษฐกินผันผวน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 เม.ย. 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2568 เวลา 05.00 น.

“เอ็กซ์สปริง” มอง แรงกดดันกำแพงภาษี “ทรัมป์” อาจฉุดธุรกิจดิ่งเหวชั่วข้ามคืน หันซบบริษัทสินเชื่อ XPG เคาะงบปี 68 “หมื่นล้าน” ขยายพอร์ตสินเชื่อ 6-7 พันล้านบาท กระจายลงทุนวงเงิน 3 พันล้านบาทลงน้ำหนักลงทุน F&B สร้างรายได้ที่มั่นคงกระจายความเสี่ยงธุรกิจการเงินที่ผันผวนสูง ล็อกเป้ารายได้ทั้งปีแตะ 1.1 พันล้าน

นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับการเงินธนาคาร ว่า ปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอาจ “แย่ลง” กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตราการภาษีของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่อาจพลิกให้ผู้ประกอบการหลายรายที่เคย “ดี” กลายเป็นมีปัญหาชั่วข้ามคืน

โดยเซ็กเตอร์ที่คาดว่าจะโดนผลกระทบแน่นอน เช่น นิคมอุตสาหกรรม ที่เคยเป็นดาวรุ่งจากการที่จีนย้ายฐานการผลิตเข้ามา แต่วันนี้ภาษีทรัมป์ที่ตั้งใจเล็งเป้าประเทศที่รับผลิตและส่งออกจากจีนหนึ่งในนั้นคือ“ไทย” สิ่งที่ตามมาคือธุรกิจจีนที่เล็งย้ายฐานการผลิตมาไทยเพื่อเลี่ยงภาษีต้องทบทวนว่าไทยยังคุ้มค่าในการลงทุนย้ายฐานผลิตหรือไม่

ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในปีนี้คาดว่าจะค่อนข้าง“ชะลอตัว” หลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดสงครามการค้าทั่วโลก ส่งผลต่อเนื่องถึงภาคการลงทุนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสินทรัพย์ไหนที่คุ้มค่าในการลงทุน และอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนวิ่งเข้าหา Government Bond เพราะดูเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

อย่างไรก็ดีจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนกลับส่งผลบวกให้ธุรกิจสินเชื่ออย่างเอ็กซ์สปริง แคปปิตอล หรือ XSpring ที่มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีจากลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้นในทุกเซกเตอร์ที่ได้รับแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์และเศรษฐกิจชะลอตัว

“ธุรกิจของXPG เป็นที่ธุรกิจที่เติบโตได้ดีในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งแบงก์เข้มงวดในการปล่อยกู้ยิ่งทำให้เรามีลูกค้ามากขึ้น แม้ว่าดอกเบี้ยจะสูงกว่าธนาคารก็ตาม โดยลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ติดลิมิตกับแบงก์หรือธุรกิจที่อยู่ลิสต์เซกเตอร์ที่แบงก์ลดการปล่อยกู้

อีกกลุ่มคือธุรกิจที่ได้รับบาดเจ็บจาก “ตลาดหุ้นกู้” ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ซึ่งแต่เดิมมีทางเลือกในการกู้แบงก์หรือออกหุ้นกู้ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงส่งผลต่อเนื่องให้ธุรกิจสะดุด”

อย่างไรก็ตามผู้บริหารยอมรับว่าบริษัทเองต้องระมัดระวังในการปล่อยกู้ด้วย โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ หรือมีแอสเสทวางค้ำประกัน

ทั้งนี้ XPG มีเงินทุนสำหรับเดินธุรกิจปีละ“1 หมื่นล้านบาท” สำหรับแบ่งพอร์ตลงทุนใน 2 ส่วนคือ1 ธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งขยายตัวจากระยะแรกของการทำธุรกิจ 2-3 พันล้านบาทขึ้นมาแตะ 6-7 พันล้านบาทในปี 2567 และในปี 2568 นี้ บริษัทมองว่าเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ 6-7 พันล้านบาทยังเป็นเลเวลที่ XPG น่าจะทำได้ จากลูกค้าที่คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มขึ้น 10-15% จากภาวะเศรษฐกิจที่ดูเหนื่อยบวกกับเริ่มมีฐานลูกค้าในมือ

ขณะเดียวกันมีเป้าขยายพอร์ต “ไพรเวท เครดิต” ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ XPG มีรายได้มากขึ้นและมีวงเงินที่สามารถลงทุนเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมาสามารถปิดดีล ไพรเวท เครดิตที่ 3-4 ดีล สำหรับปี 2568 นี้คาดว่าจะมี Private Placement หลายคนที่สนใจเข้ามาจอยปาร์ตี้ ดังนั้นปีนี้คาดว่าน่าจะปิดดีล ไพรเวท เครดิต ได้ที่ 10 ดีลขึ้นอยู่กับโฟลว์ที่เข้ามากู้ด้วย

“รายได้จากดอกเบี้ยจะมาจาก 2 ส่วนคือ จากการปล่อยกู้รายใหญ่ B2B ซึ่งไม่มี NPL และรายได้ดอกเบี้ยธุรกิจ AMC หรือเก็บหนี้ลูกค้า ซึ่งค่อนข้างเหนื่อยเพราะหนี้ครัวเรือนของคนไทยสูงกว่า 90% เราใช้วิธีเปิดการเจรจาผ่อนน้อย - พักดอกเบี้ย ทำให้ลูกค้ามีกำลังใจในการผ่อน เพื่อให้ลูกค้ายังอยู่กับเราเพราะท้ายที่สุดเราต้องการเงินคืนครบ”

2 การลงทุน (Investment Income) ซึ่งจะใช้งบราว ๆ 3,000 ล้านบาทในการลงทุนต่อเนื่องทั้งการซื้อหุ้นกู้, พันธบัตร, ดิจิทัล แอสเสท อย่างโทเค็นเพื่อสร้างรีเทิร์นให้บริษัท และอีกส่วนคือลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคต คืออยู่ในเทรนด์ upcoming และมี potential ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์

“หลักการคือเลี้ยงธุรกิจที่ดูมีอนาคตแล้วส่งต่อให้ บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง เป็น IB นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ บางธุรกิจเทรดเซลล์ หรือ M&A โดยธีมหลักในการลงทุนจะเน้น 3 ธีมคือ Green Energy พลังงานทางเลือก, FinTechผ่านกองทุน และ Customer-Centric เช่น ธุรกิจออกกำลัง, ธุรกิจอาหาร

รูปแบบการลงทุนคือเข้าไปแชร์หุ้น-เพิ่มทุน แต่ไม่ซื้อหุ้นเดิมและไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารธุรกิจของเจ้าของแต่ซัพพอร์ตคอนเนคชั่นและหลังบ้านที่ยังขาด”

ทั้งนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา XPG เข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกค่อนข้างเยอะ ซึ่งปีนี้น่าจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีและนโยบายพลังงานของสหรัฐฯ ดังนั้นอาจลดความสนใจลงเพราะเป็นเซกเตอร์ที่มีความเสี่ยง

“ที่ผ่านมาเราขยายการลงทุนไปยังธุรกิจ F&B ผ่านการลงทุนใน บริษัท กินดื่ม จำกัด (KINDUEM) ซึ่งบริหารแบรนด์ดังอย่าง BEANS Coffee Roasters, AROI, DEAN & DELUCA, REES, THAI THAI EATERY และ UMAMI Japanese Izakaya

ปีนี้เรามองว่าธุรกิจที่มีโอกาส คือธุรกิจที่เกี่ยวกับ Customer-Centric เพราะแม้เศรษฐกิจไม่ดีแต่คนยังต้องกินต้องใช้ เป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง และช่วยกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจการเงินที่มีความผันผวนสูง และยังเป็นธุรกิจที่บริษัทใหญ่มองหาแต่เราต้องเลือกแบรนด์และโลเคชั่นที่เป็น Strategics Location”

อย่างไรก็ดีปี 2567 ที่ผ่านมา XPG ปิดรายได้ที่ 911 ล้านบาท เติบโต 34% จากปี 2566 กำไร 161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% และในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ราว ๆ 1.1 พันล้านบาท โดยคาดว่ารายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจสินเชื่อ ที่ยังคงมีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเข้ามาขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้ง เรียลเอสเตท พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม โดยปีที่ผ่านมา XPG สามารถทำรายได้จากดอกเบี้ยสูงถึง 568 ล้านบาทนับเป็น 64% ของรายได้รวม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...