โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หัวใจคือ ‘คนและสังคม’ เปิดมุมคิด ณิชา อัษฎาธร ทายาทรุ่นที่ 4 ธุรกิจน้ำตาลลิน

TODAY

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 12.52 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2568 เวลา 08.24 น. • workpointTODAY

เกือบ 80 ปีแล้วของธุรกิจที่ชื่อว่า‘กลุ่มไทยรุ่งเรือง’ ธุรกิจที่เริ่มต้นจาก ‘น้ำตาล’ ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จนตอนนี้ธุรกิจขยายใหญ่เป็นมากกว่าน้ำตาล โดยใช้หลักดำเนินธุรกิจ ‘รับผิดชอบต่อสังคม’ มาตั้งแต่ต้น

สิ่งที่ผู้ก่อตั้งยุคแรก(‘เถ้าแก่หลิ่น’ หรือ สุรีย์ อัษฎาธร) และทายาทรุ่นที่ 1 พร่ำสอนลูกหลานอยู่เสมอก็คือ‘การเป็นธุรกิจที่รู้จักพัฒนาคน และอย่าเป็นโรงงานที่สร้างปัญหาให้สังคม’ ซึ่ง เนส-ณิชา อัษฎาธร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจน้ำตาลและอาหาร กลุ่มไทยรุ่งเรือง และเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ให้สัมภาษณ์กับ TODAY Bizview ว่าสิ่งที่ต้องการพัฒนามากที่สุดเวลานี้ก็คือ‘เรื่องคน’

[ ธุรกิจที่ดีต้องไม่สร้างปัญหาให้สังคม ]

เรื่องของความยั่งยืนสำหรับธุรกิจน้ำตาลไทยรุ่งเรืองเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคคุณพ่อของ เนส-ณิชา เพียงแต่ช่วงแรกๆ สิ่งที่คุณพ่อโฟกัสมันคือ ‘พลังงานทดแทนที่ยั่งยืน’ สะท้อนว่าตั้งแต่ยุคของทายาทรุ่น 1 แล้วที่มองว่าบริษัทไม่ควรพึ่งพาแค่ ‘น้ำตาล’ เพียงอย่างเดียว

“ตอนนั้นเริ่มๆ ธุรกิจเอทานอลเป็นพลังงานทดแทนค่ะ ก็มีการทำหลายๆ โครงการเลย ทั้งตัวเอทานอลจากกากน้ำตาล (Molasses) แล้วก็มีทำโครงการที่ทำร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย”

“ทางญี่ปุ่นบอกว่า เราเป็นโรงงาน Cellulosic Ethanol แห่งแรกของโลกและก็เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ก็คือการทำเอทานอลจากชานอ้อย เพียงแต่ว่าสุดท้ายมันก็ไม่ได้ใช้ในลักษณะของสเกลใหญ่ขนาดนั้น คือ เอามาในลักษณะที่เป็นภาคเศรษฐกิจไม่ได้เพราะต้นทุนมันสูง”

“ต้องพูดว่า คุณพ่อมองจุดความยั่งยืนตั้งแต่ต้น คือทำยังไงก็ได้ให้โรงงานของเราไม่เป็นปัญหาของสังคม”

สำหรับ เนส-ณิชา ได้ต่อยอดแนวคิดของคุณพ่อเรื่องความยั่งยืนให้ชัดเจนขึ้น โดยได้ขยายไปทางธุรกิจเอทานอล ธุรกิจพลังงานชีวมวลที่เป็นไฟฟ้าจากกากอ้อย ก็คือการนำกากอ้อยไปทำเป็นไฟฟ้า ด้วยเหตุผลที่เธอไม่ต้องการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ตอนนี้อย่าง ‘การเผาอ้อย’ ซึ่งเกิดขึ้นมาระยะนึงแล้ว

ด้วยความที่การผลิตน้ำตาลในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องการ น้ำตาลที่ผ่านกระบวนการมาอย่างบริสุทธิ์ ไม่ทิ้งปัญหาให้ใครไว้ข้างหลัง เช่น การเผาอ้อยแก้ปัญหา ดังนั้น โซลูชั่นที่ไทยรุ่งเรืองคิดโมเดลขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา ก็คือ ‘สร้างโรงงานผลิตรถตัดอ้อย’ เพราะอยากให้เกษตรกรไทยเข้าถึงโรงตัดอ้อยมากกว่านี้

เกิดจาก pain point ที่ไทยจำเป็นต้องนำเข้ารถตัดอ้อยจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงมากเป็นหลัก 10 ล้านบาท ทำให้วิธีการเผาอ้อยเป็นตัวเลือกที่ง่ายกว่าสำหรับเกษตรกร

ไทยรุ่งเรืองเป็น ‘เจ้าแรกๆ’ ที่ผลิตรถตัดอ้อย แต่อาจไม่ใช่ core business ของธุรกิจ เพียงแต่เป็นหนึ่งในวิธีช่วยเกษตรไทย และโรงงานเองก็จะได้ ‘อ้อยสะอาด’ อีกด้วย

ในภาพเป้าหมายของโมเดลธุรกิจรูปแบบนี้ ทั้งรถตัดอ้อยที่ราคาย่อมเยาว์ขึ้น และบริการเช่ารถตัดอ้อยก็เพื่อ 1) ต้องการลดมลพิษทางอากาศ 2) เกษตรกรไม่ต้องเผาอ้อยอีกต่อไป และ 3) ผู้ประกอบการได้อ้อยสะอาดเพื่อนำไปผลิตต่อไป

[ พัฒนาคน = สร้างกระดูกสันหลังที่แข็งแรงให้ธุรกิจ ]

แนวคิดหลายๆ อย่างตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ มาจนถึงยุคของ‘เนส-ณิชา’ ที่ต่อยอดแนวคิดการพัฒนาคน ซึ่งเป็นอีกขาหนึ่งของนโยบายความยั่งยืนของบริษัท เธอบอกว่า “เรามองว่าเราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ, โรงงาน แล้วก็ทางเกษตรกร อย่างโครงการที่ชื่อว่า GETS Farming ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่รุ่นคุณพ่อแล้ว เพื่อทำให้อ้อยยั่งยืนที่สุด”

ส่วนคำว่า GETS ที่พูดถึงมาจาก Green, Efficiency, Techlonogy, Sustainability ที่ตอนนี้ทำมาได้ 6 ปีแล้ว ผลตอบรับจากเกษตรกรยังดีต่อเนื่องเพราะมีจำนวนผู้ที่เข้าร่วมทุกปี

“จริงๆ ก็มีอีกโครงการคือ เกษตรอินทรีย์ที่เริ่มมาแล้ว 2-3 ปีค่ะ สิ่งที่อยากพัฒนามากที่สุดก็คือ เรื่องคน หมายถึงการพัฒนาบุคลากรของเรา ทำยังไงให้เขาอยู่ได้ดีที่สุดแล้วก็พึ่งพาตัวเองได้ พูดง่าย ๆ คือมีเงินเหลือเก็บ ถ้าวันหนึ่งพวกเขาจะต้องเกษียณ ก็สามารถเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงค่ะ”

“ตอนแรกๆ ที่เริ่มตอนนั้นก็คือ เริ่มปลูกตามหลังบ้านพักของพนักงาน ด้วยความที่ในโรงงานๆ หนึ่งของเราจะมีคนที่อาศัยอยู่ในโรงงานประมาณเกือบ 400 ครัวเรือน เหมือนเป็นชุมชนย่อม ๆ เลย”

การพัฒนาคนสำหรับ ‘ไทยรุ่งเรือง’ ไม่ได้หมายถึงแค่ภาคเกษตรหรือการเพาะปลูกเท่านั้น แต่เนส-ณิชา ได้ยกตัวอย่างโครงการที่สนับสนุนด้านการศึกษาให้กับลูกหลานพนักงานด้วย โดยเป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย

“เรามีทุนสำหรับลูกหลานพนักงาน ตั้งแต่ประถม มัธยมจนถึงปีนี้ ได้ขยายไปที่ระดับมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ”

[ เราไม่ใช่แค่ธุรกิจน้ำตาล ]

ปัจจุบันน้ำตาลไทยรุ่งเรืองที่ เนส-ณิชา เป็นผู้บริหารมีอยู่ 2 แบรนด์ก็คือ ‘น้ำตาลลิน และน้ำตาลษฎา’ เป็น 2 แบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันชัดเจน อย่างน้ำตาลลินจะเป็นแบรนด์ที่กลุ่มคนทำเบเกอรี่ใช้มากกว่า แต่ทั้ง 2 แบรนดฺ์จะเน้นประเภทของน้ำตาลที่หลากหลาย เช่น น้ำตาลเคลือบคาราเมล, น้ำตาลเม็ดหยาบ, น้ำตาลเม็ดละเอียด

แต่อย่างที่บอกไปว่า ไทยรุ่งเรือง ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นบริษัทน้ำตาลมานานแล้ว ดังนั้น เทรนด์ใหม่ๆ ในอนาคต หรือหากมีโอกาสที่จะแตกไลน์ธุรกิจไปประเภทอื่นเราก็อาจจะเห็นเวย์นั้นของไทยรุ่งเรืองมากขึ้น อย่างที่ตอนนี้เป็นทั้ง ผู้ผลิตน้ำตาล, ผู้ผลิตรถตัดอ้อย, ผู้ให้บริการเช่ารถตัดอ้อย, ผู้ผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล เป็นต้น

“ในมุมของเน็ต เราเป็นธุรกิจการเกษตรของประเทศไทย เราจะขยายไปได้ทุกองค์ประกอบ วันนี้เรามีน้ำตาลที่เป็นแบรนด์ของเรา เราใช้ไฟก็มาจากตัวชานอ้อยที่เอาไปปั่นไฟ เราขับรถมาวันนี้เราก็เติมเอทานอลของไทยรุ่งเรืองพลังงาน คือเรายังมองว่ามีหลาย ๆ อย่างที่อยู่รอบตัวเรา แล้วเรารู้สึกว่ามันยังไปต่อได้อีกเรื่อยๆ”

“เพราะฉะนั้น เราเป็นธุรกิจที่เริ่มจากธุรกิจทางการเกษตร อุตสาหกรรมทางการเกษตร และเราก็พร้อมขยายให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนค่ะ”

ชอบอีกมุมมองของ เนส-ณิชา เรื่องการเชิดชู ‘คนดี’ คือคนที่ทำดีอยู่แล้วในเรื่องปัญหาการเผาอ้อย เธอมองว่า คงไม่มีใครอยากจะเป็นผู้ร้ายเพียงแต่ชาวไร่ เกษตรกร อาจจะไม่มีตัวเลือกมากนัก

“เราได้เชิญ ‘น้าแอ๊ด-ยืนยง โอภากุล’ มาช่วยสื่อสารกับชาวไร่อ้อยผ่านเสียงเพลง เพื่อให้เข้าถึงง่ายที่สุดค่ะ เราทำกับน้าแอ๊ดมานี่เป็นรอบที่ 2 แล้ว รอบแรกเมื่อ 4 ปีก่อน ได้ทำเพลงชื่อว่า ‘อ้อยสดตันละพัน’ เพราะว่าตอนนั้นชาวไร่อ้อยมีความกังวลว่า ราคารับซื้อจะไหวไหม เราก็เลยบอกว่าเราการันตีราคาที่ 1,000 บาทสำหรับอ้อยสด เราอยากสนับสนุนเรื่องของการตัดอ้อยสดลดอ้อยไฟไหม้อยู่ ก็ได้รับผลตอบรับดีค่ะ”

“ในปีนี้เราอยากจะขอบคุณชาวไร่อ้อยที่ทำดี อยากให้รู้ว่ามีฮีโร่อยู่นะ แล้วเขาทำได้ดีมานานมากแล้ว ก็เลยเป็นที่มาของแคมเปญที่ 2 ที่จะทำในปีนี้ค่ะ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...