โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"จบทันตฯ เมืองนอก กลับมาทำงานที่ไทยได้ไหม?" เคลียร์ชัดโดยทันตแพทยสภา & เจาะลึกเส้นทางอาชีพหมอฟันที่ไทย

Dek-D.com

อัพเดต 07 มี.ค. 2568 เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • DEK-D.com
จบทันตฯ ที่ไทย Vs. จบทันตฯ จากเมืองนอกแต ต่างกันยังไง? มีเรื่องไหนที่ควรคำนึง?

สวัสดีค่ะชาว Dek-Dใครมีความฝันอยากเป็น “หมอฟัน” บ้าง? วันนี้เราจะมาคุยเรื่อง“คณะทันตแพทยศาสตร์”ที่ผลิตผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้สารพันปัญหาช่องปากที่มนุษยชาติไม่อาจเลี่ยงได้กันค่ะ

อันที่จริงแล้วการสอบติดทันตแพทย์เป็นแค่จุดเริ่มต้นของอาชีพหมอฟันในไทยเท่านั้น เพราะหลักสูตรบ้านเราเข้มข้นจัดเต็มทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แถมต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ (NL) ถึงจะเดบิวต์เป็นหมอฟันตัวจริงที่รักษาคนไข้ที่ประเทศไทยได้ // หลังอ่านบทความนี้จบจะเข้าใจว่า"บุคลากรทางการแพทย์ของไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก"เป็นประโยคที่ไม่เกินจริงแน่นอน!

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจบหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์จากไทยหรือต่างประเทศ ก็สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้ แต่ระหว่างทางล่ะ? “เด็กทันตฯ ไทย”กับ“เด็กทันตฯ นอก” เจอความท้าทายที่ต่างกันไหม? มีเรื่องอะไรต้องพิจารณาอีกบ้าง?สกู๊ปพิเศษนี้ Dek-D ได้รับเกียรติจาก “ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา” (อ.บอล)คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มศว และอุปนายกทันตแพทยสภา ซึ่งเป็นผู้ที่ดูเรื่องระบบการศึกษาทั้งระบบของทันตแพทยสภา มาให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียนได้อย่างรอบคอบ

. . . . . . .

ขอเริ่มจากตรงนี้!

การเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์
และเส้นทางกว่าจะเป็นหมอฟันในไทย

“คณะทันตแพทยศาสตร์”เป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับฟัน อวัยวะในช่องปาก และโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีบทบาททั้งด้านการบดเคี้ยว การออกเสียง และบุภาพ ผู้ที่จะเป็นทันตแพทย์ต้องมีความรู้ด้านการวินิจฉัย วางแผนรักษา และฟื้นฟูสุขภาพช่องปากในระยะยาว โดยทั่วไปหลักสูตรนี้จะใช้เวลาเรียน 6 ปี แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักคือ

  • ปี 1-2เรียนวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสังคมศาสตร์
  • ปี 3-4เรียนภาควิชา Pre-Clinic ปูพื้นฐานด้านวิชาชีพทันตแพทย์
  • ปี 5-6เรียนภาค Clinic ฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำงาน

เจาะลึกสาขาทันตแพทยศาสตร์ เรียนอะไรบ้าง?

https://www.dek-d.com/tcas/43797/

. . . . . . .

มาตรฐานหมอฟันไทย

อยู่ตรงไหนในระดับนานาชาติ?

ดูได้จากเงื่อนไขการจบการศึกษาคณะทันตแพทย์ในไทย ซึ่งประกอบด้วย

  • จำนวนชั่วโมงฝึกปฏิบัติครบ ขั้นต่ำทุกสกิลรวมกันเป็นหลักพันชั่วโมง
  • มาตรฐานขั้นต่ำของการทำงาน เช่น 13 หัตถการ
  • สอบผ่านวิชากฎหมาย (มีจัดสอบทุกปี)
  • ใบรับรองผ่านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (สอบกับสถาบัน/โรงพยาบาลไหนก็ได้)

นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องผ่านการเรียนและฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้นทุกสกิลทางทันตกรรม และต้องสอบใบประกอบวิชาชีพทันตกรรม (National License; NL) ให้ผ่านจึงจะเริ่มต้นทำอาชีพหมอฟันในประเทศไทยได้! ยิ่งถ้าจบมหา’ลัยรัฐ พวกเขาจะได้ใช้ทำงานชดใช้ทุนหลังจบ 3 ปีในโรงพยาบาลของชุมชน ซึ่งเป็นข้อดีให้ได้ฝึกจนมั่นใจ แล้วคนไข้ก็สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายด้วยราคาที่สบายกระเป๋ากว่า

ดังนั้นหมอฟันไทยจึงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ทั้งด้านทักษะความเชี่ยวชาญ + เครื่องมือที่ทันสมัย เมื่อบวกกับเรื่องค่ารักษาทันตกรรมในไทยที่เข้าถึงได้ถ้าเทียบกับหลายประเทศ ทำให้ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมที่ชาวต่างชาติบินมาเข้าบริการด้านทันตกรรมอยู่แล้วค่ะ

. . . . . . .

ว่าแต่การสอบใบประกอบวิชาชีพทันตกรรม

หรือ National License (NL) วัดอะไรบ้าง?

การสอบนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์รับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม (ศปท.) ผู้เข้าสอบต้องผ่าน 3 Steps ใหญ่ๆ คือ

Step 1 : ภาควิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์พื้นฐาน

ประเมินความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์ เช่น กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา และพยาธิวิทยา ผู้เข้าสอบควรเป็นนิสิต/นักศึกษาทันตแพทย์ที่ผ่านการศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป ข้อสอบมีจำนวน 300 ข้อ

Step 2 : ภาควิทยาการคลินิกทันตกรรม

ประเมินความรู้ด้านคลินิกทันตกรรม เช่น การวินิจฉัย การรักษา และการจัดการผู้ป่วย เหมาะสำหรับนิสิต/นักศึกษาทันตแพทย์ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ของชั้นปีสุดท้าย (ปี 6) ขึ้นไป ข้อสอบมีจำนวน 300 ข้อ

Step 3 : การประเมินทักษะวิชาชีพ (OSLER)

OSLER มาจากคำเต็มว่า Objective structured long-case examination record) เป็นการประเมินทักษะการปฏิบัติงานคลินิก แยกเป็น 9 งาน ดังนี้

  • การประเมินถอนฟัน
  • การประเมินผ่าตัดฟันกรามคุดล่าง
  • การประเมินการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟัน
  • การประเมินการออกแบบฟันเทียมบางส่วนถอดได้โครงโลหะ
  • การประเมินเตรียมฟันเพื่อทำครอบฟันหลัง
  • การประเมินบูรณะฟัน Class II
  • การประเมินบูรณะฟัน Class V
  • การสอบถ่ายภาพรังสี
  • การประเมินรักษาคลองรากฟัน

ในการทดสอบ 9 งานนี้ จะต้องทำให้ดูเป็นรายคน แล้วรายงานต่อเนื่องระยะยาว และทุกคนจะต้องผ่านเคสคนไข้ 1 คนที่มี 3 งานในช่องปาก เพื่อทดสอบว่าสามารถดูแลคนไข้ในองค์รวมได้

. . . . . . .

จริงหรือไม่!

เลือกเรียนทันตฯ ที่ไหนก็เหมือนกัน?

น้องๆ ว่าที่เด็กทันตฯ ห้ามพลาดขั้นตอนนี้ค่ะ การเลือกเรียนคณะที่ผ่านการรับรองโดย“ทันตแพทยสภา”สำคัญมาก เพราะทันตแพทยสภาจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดและรับรองหลักสูตรที่มีเข้มข้นและครอบคลุมตามมาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้ว่าที่ทันตแพทย์ได้ฝึกทั้งทฤษฎีและปฏิบัติจนชำนาญจริงๆแล้วผู้เรียนจากสถาบันดังกล่าวยังสามารถเข้าขั้นตอนการสอบใบประกอบวิชาชีพได้ตามปกติโดยไม่ต้องทำเรื่องส่งหลักสูตรให้ทันตแพทยสภาเทียบ ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่ต้องส่งเทียบจะต้องเสียเวลาเรียนเพิ่มไม่น้อยกว่า 1-3 ปี (ไม่รวมระยะเวลาอยู่ใน Waiting List ที่รอเข้าเรียน) และรับผิดชอบค่าเรียนทั้งหมดด้วยตัวเองอีกค่ะ

ศึกษาเกณฑ์การพิจารณาให้การรับรองของทันตแพทยสภา

https://dentalcouncil.or.th/upload/files/xky7JYf4nuidb2R15gGQrpACUOZom3jh.pdf

อัปเดตข้อมูลหลักสูตรทันตฯ ในไทยที่ทันตแพทยสภารับรอง

https://dentalcouncil.or.th/Pages/Dentistry

. . . . . . .

อัปเดตตารางหลักสูตรทันตแพทย์ในประเทศไทย

ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน

  • กรณีหลักสูตรในมหาวิทยาลัยไทยจะรับรองนิสิต/นักศึกษา ที่เข้าศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว
  • กรณีหลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างประเทศต้องยื่นหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วให้ทันตแพทย์สภาพิจารณาเป็นรายๆ ไป
  • ข้อมูล ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2567

. . . . . . .

จบทันตฯ ที่ไทย Vs. จบทันตฯ จากเมืองนอก

แตกต่างกันยังไง? มีเรื่องไหนที่ควรคำนึง?

1. สิทธิ์การสอบใบประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ (NL)

หากจบคณะทันตฯ จากสถาบันที่ทันตแพทยสภาให้การรับรอง จะสามารถสอบใบ NL ได้ตั้งแต่ปี 4-6 แต่หากจบคณะทันตฯ จากต่างประเทศ นักศึกษาต้องทำเรื่องเพื่อส่งหลักสูตรและใบปริญญาที่เรียนมาให้กับทางทันตแพทยสภาเป็นcase by case จากนั้นกรรมการการศึกษาทันตแพทยสภาพิจารณารายคนเลยว่าต้องเรียนเพิ่มสัดส่วนเท่าไหร่ เรียนเพิ่มกี่ปี (แต่ต้องเรียนเพิ่มแน่นอน) ระหว่างที่อบรมอยู่ถึงจะเริ่มทยอยสอบ NL ทีละส่วนจนกว่าจะครบ และต้องรับผิดชอบค่าอบรมทั้งหมดเองด้วย

  • กรณีสอดคล้อง 50-54% -> อบรมเพิ่มไม่น้อยกว่า 3 ปี
  • กรณีสอดคล้อง 60-74% -> อบรมเพิ่มไม่น้อยกว่า 2 ปี
  • กรณีสอดคล้อง 75% ขึ้นไป -> อบรมเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 ปี

Note:กรณีที่เรียนจากต่างประเทศ ต้องเรียนจบก่อนแล้วค่อยมาทยอยสอบ NL1 ถ้าผ่านแล้วถึงจะสามารถสอบ NL2 ได้ ดังนั้นทยอยสอบตอนที่อยู่ต่างประเทศไม่ได้ค่ะ

ทำไมถึงต้องอบรมเพิ่ม?

คำตอบคือเพื่อให้ทันตแพทยสภามั่นใจว่า หมอฟันที่จบนอกแล้วกำลังจะกลับมาทำงานในไทย มีความชำนาญครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนดจริงๆ เพราะ

  • หลักสูตรบางประเทศเรียนแค่พื้นฐานขูดหินปูน อุดฟัน ผ่าฟันแบบเบื้องต้นเท่านั้น แต่ที่ไทยจะเน้นเรื่องการผ่าฟันคุด รักษารากฟัน หรือหัตถการที่เป็นขั้นสูงและเฉพาะทางมากๆ
  • บางคนที่จบต่างประเทศ อาจเจอสถานการณ์ที่แทบไม่ได้ฝึกทำงานกับคนไข้จริง เพราะบางประเทศมีกฎว่าเด็กประเทศเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ทำฟันให้คนไข้ประเทศเขาได้ค่ะ (อนุญาตให้นักศึกษาทำได้เพียงสังเกตการณ์ไม่ได้ลงมือทำเอง) ส่งผลให้ทักษะทำหัตถการน้อย และไม่ได้ฝึกสื่อสารกับผู้เข้ารับการรักษาจริงๆ โดยตรง สิ่งนี้อาจจะกระทบโอกาสสอบใบประกอบฯ และการทำงานในอนาคต
  • มาตรฐานแต่ละสถาบันและประเทศแตกต่างกัน อีกทั้งหลักสูตรอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี เช่น จบที่เดียวการฝึกปฏิบัติอาจไม่เท่ากันก็ได้ จึงต้องพิจารณารายบุคคล (ไม่ใช่ว่ามีรุ่นพี่เคยจบแล้วยื่นรับรองแล้ว หลักสูตรนั้นก็ได้รับการรับรองไปตลอด เขาจะพิจารณาใหม่รายคนค่ะ)

2. ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาสำหรับอบรมเพิ่ม

นักศึกษาต้องจ่ายค่าเรียนเพิ่มให้ทันตแพทยสภา และ คณะทันตแพทย์ที่รับเข้าเรียน รวมๆ ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี

และไม่ใช่ว่าจะได้อบรมทันที แต่ต้องเข้าสู่ Waiting List ขึ้นอยู่กับโควตาที่สถาบันนั้นๆ จะรับนักศึกษา sit-in เพิ่มได้ โดยปกติแต่ละปีจะรับได้น้อย เพื่อควบคุมมาตรฐานให้ไม่กระทบผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในขณะนั้นนั่นเองค่ะ (เคยมีถึงขั้นรอนานกว่า 10 ปีกว่าจะได้เริ่มอบรมเพิ่ม)

3. การชดใช้ทุนตามเงื่อนไข

เมื่อจบเรียนจบทันตฯ จากมหาวิทยาลัยรัฐ + สอบใบประกอบวิชาชีพผ่านแล้ว จะต้องปฏิบัติงานชดใช้ทุน 3 ปีในโรงพยาบาลชุมชนหน่วยที่กำหนดก่อนค่ะ(ทางทันตแพทยสภาจะใช้การจับฉลากว่าแต่ละคนได้ไปบรรจุที่ไหน) โอกาสนี้จะทำให้ได้ฝึกทำงานจริงในโรงพยาบาลชุมชน ภาครัฐ และเป็นบริบทที่คนไข้ยอมรับได้ ความกดดันก็เลยน้อยกว่าการไปเริ่มงานที่เอกชนหรือเปิดคลินิกของตัวเองเลย ในขณะที่ค่าตอบแทนภาครัฐก็ไม่ได้น้อยเกินไป หากรวมเงินพิเศษด้วยก็อาจถึง 6-7 หมื่นต่อเดือน

. . . . . . .

สรุปข้อแนะนำจากทันตแพทยสภา

หากตั้งใจกลับมาทำงานที่ไทย การเรียนหลักสูตรในประเทศไทยที่ทันตแพทยภารับรองจะลดความยุ่งยากเรื่องสอบเทียบหลักสูตร ค่าใช้จ่าย และเวลาเข้าคิวเพื่อ sit-in เรียนเพิ่มตามที่ระบุ น้องๆ จะได้รับการฝึกปฏิบัติที่ตรงกับมาตรฐานไทยถ้าอยากไปเปิดประสบการณ์ที่ต่างประเทศ อาจไปเรียนเฉพาะทางต่อในภายหลัง (อาจต้องเช็กระบบว่าเราไปที่ไหนแล้วไม่ต้องเรียนซ้ำซ้อน เพราะหลักสูตรที่ทันตฯ ที่ไทยจะฝึกจนทำทุกอย่างได้ชำนาญอยู่แล้วค่ะ)

และขอเสริมอีกว่า ถ้าเกิดจะเรียนต่อในไทย ก็มีหลายทางเลือกขึ้นอยู่กับความสนใจและเส้นทางอาชีพที่ต้องการเดินต่อ เช่น สมัครเรียนผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพทันตแพทย์ หลักสูตรนั้นจะฝึกแบบเข้มข้นเลย, การเรียนปริญญาโท, ประกาศนียบัตร หรือที่กำลังมาแรงสุดๆ คือ “หลักสูตรระยะสั้น” ช่วยอุดช่องว่างให้แพทย์เลือกเรียนเฉพาะหัวข้อที่สนใจ และจ่ายค่าเรียนน้อยลง

ดังนั้นหากสนใจศึกษาต่อทันตฯ ต่างประเทศจริงๆ ก็สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้เช่นกัน แต่จะมีกระบวนการและเงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่อธิบายไปข้างต้น จึงแนะนำให้เลือกมหาวิทยาลัยที่มาตรฐานหลักสูตรและระยะเวลาเรียนใกล้เคียงไทยที่สุด และมีโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติได้ทำงานกับคนไข้จริงๆ ที่สำคัญคือเช็กอัตราการจบของนักศึกษา เพราะสิ่งนี้สามารถสะท้อนเรื่องการบริหารหลักสูตรได้ค่ะ

ช่องทางศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ทันตแพทยสภา

  • เว็บไซต์ https://dentalcouncil.or.th
  • เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://www.facebook.com/thaidentalcouncil

ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของทันตแพทย์ ทันตแพทยสภา

  • เว็บไซต์ https://www.cdec.or.th
  • เฟซบุ๊กแฟนเพจ: https://www.facebook.com/thaidentalcouncil
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...