โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : เยื่อบุตาขาวบวมเป็นวุ้น

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 16 ก.ย 2568 เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 04.41 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บทความนี้เรียบเรียงโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence : AI)โดมีเนื้อหาหลักจากคลิปวิดีโอ

15 กันยายน 2568

ภาวะเยื่อบุตาขาวบวมเป็นวุ้น เกิดได้จากสาเหตุใด เป็นภาวะที่บ่งบอกถึงโรคทางดวงตาหรือไม่ และภาวะเยื่อบุตาขาวบวมแบบไหนต้องพบจักษุแพทย์ ต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบกับ รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ ประธานวิชาการ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

(สัมภาษณ์เมื่อ 29 สิงหาคม 2568)

เจาะลึกอาการ “เยื่อบุตาบวม” เหมือนมีวุ้นในตาขาว สัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ

หลายคนอาจเคยประสบกับอาการผิดปกติที่ดวงตาและรู้สึกวิตกกังวล โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นว่าเยื่อบุตาขาวมีลักษณะบวมนูนขึ้นมาคล้าย “วุ้นใส” ซึ่งสร้างความตกใจและคำถามตามมาว่าเกิดจากอะไรและเป็นอันตรายหรือไม่ อาการนี้ทางการแพทย์เรียกว่า “Chemosis” หรือ ภาวะเยื่อบุตาบวมน้ำ ซึ่งไม่ใช่ตัวตาขาวที่บวมออกมาเอง แต่เป็นเยื่อบุโปร่งใสที่คลุมทับตาขาวเกิดการอักเสบและมีของเหลวเข้าไปสะสมอยู่ภายใน

แม้ว่าอาการนี้จะดูน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงสาเหตุต่าง ๆ ผลกระทบ และแนวทางการรับมือกับอาการเยื่อบุตาบวมอย่างละเอียด

5 สาเหตุหลักของอาการเยื่อบุตาบวม

จากข้อมูลทางการแพทย์ สามารถสรุปสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุตาบวมได้ 5 ประการ ดังนี้

1. การอักเสบและติดเชื้อ หรือ “โรคตาแดง” (Conjunctivitis) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบริเวณเยื่อบุตา ทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัวและเกิดการอักเสบ บวมแดง ผู้ป่วยมักมีอาการอื่นร่วมด้วยอย่างชัดเจน เช่น มีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเขียวในตอนเช้า (กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย) น้ำตาไหลมาก คันหรือระคายเคืองตาอย่างรุนแรง

2. ปฏิกิริยาภูมิแพ้ (Allergies) ดวงตาเป็นอวัยวะที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือสารเคมีในเครื่องสำอาง เมื่อร่างกายสัมผัสกับสิ่งที่แพ้ จะหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ออกมา ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดการบวมน้ำที่เยื่อบุตา ซึ่งมักจะมีอาการคันตาอย่างรุนแรงและน้ำตาไหลร่วมด้วย

3. โรคทางกายอื่น ๆ (Underlying Systemic Diseases) ในบางครั้ง อาการเยื่อบุตาบวมอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากดวงตาโดยตรง แต่อาจเป็นภาพสะท้อนของโรคอื่นที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย ตัวอย่างที่สำคัญคือ โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) ที่ส่งผลให้เนื้อเยื่อหลังลูกตาเกิดการอักเสบและบวม จนดันลูกตาให้โปนออกมาและทำให้เยื่อบุตาบวมตามไปด้วยได้

4. การบาดเจ็บหรือการกระทบกระเทือน (Eye Injuries) อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการกระแทกบริเวณดวงตาหรือศีรษะ หรือแม้แต่การขยี้ตาแรง ๆ ซ้ำ ๆ ก็สามารถทำให้หลอดเลือดฝอยที่เยื่อบุตาแตกและเกิดการอักเสบ บวมน้ำขึ้นมาได้เช่นกัน

5. ความเสื่อมตามวัย (Aging) เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เยื่อบุตาก็เช่นเดียวกัน อาจเกิดการหย่อนคล้อยและไม่กระชับเหมือนเดิม ทำให้ดูเหมือนมีอาการบวมนูนขึ้นมาได้ ซึ่งมักไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่อาจสร้างความรำคาญได้

ผลกระทบและสัญญาณที่ต้องระวัง

ภาวะเยื่อบุตาบวมอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง เช่น

  • การระคายเคือง : รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตาตลอดเวลา
  • ตาแห้งหรือน้ำตาไหลมากผิดปกติ : อาการบวมอาจไปขัดขวางการระบายน้ำตาตามปกติ ทำให้เกิดภาวะตาแห้งหรือน้ำตาเอ่อล้นได้
  • ปัญหาด้านการมองเห็น : หากอาการบวมรุนแรงมาก อาจบดบังการมองเห็นได้เล็กน้อย

แม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ เช่น ภูมิแพ้หรือตาแดง จะสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยยาหยอดตาหรือการดูแลที่เหมาะสม แต่หากอาการบวมเกิดจากโรคไทรอยด์เป็นพิษหรือการบาดเจ็บรุนแรง ถือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

ควรไปพบจักษุแพทย์เมื่อใด ?

ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาการบวมไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีอาการปวดตารุนแรง การมองเห็นผิดปกติ หรือมองภาพซ้อน
  • มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ หรือตาโปน
  • อาการบวมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

โดยสรุป อาการเยื่อบุตาบวมคล้ายวุ้นในตาขาวเป็นภาวะที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ การสังเกตอาการของตนเองและไม่ลังเลที่จะปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพดวงตาของคุณให้ดีอยู่เสมอ

ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย : พีรพล อนุตรโสตถิ์
ตรวจสอบบทความโดย : ชยานิษฐ์ ผ่องใส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...