แนะทำ ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 2+ 3+ ครอบคลุมภัยน้ำท่วมรับมือหน้าฝน
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2568 (ฉบับที่ 521)
บริษัทประกันภัยชูแผนรับมือฤดูฝน แนะทำ ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1, 2+ และ 3+ ที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วม เพื่อช่วยผู้ใช้รถลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
สำหรับช่วงฤดูฝนไม่เพียงแต่สร้างความยากลำบากต่อการเดินทาง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดคิด การมีประกันภัยรถยนต์ที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วมและอุบัติเหตุ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจได้ตลอดการเดินทาง
เตือนระวังภัยน้ำท่วม-เฉี่ยวชน
นายสุรชัย ไตรวิทยางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ฤดูฝนถือเป็นช่วงที่ผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งจากน้ำท่วมขังที่อาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าภายในรถยนต์ รวมถึงถนนเปียกลื่นที่เพิ่มโอกาสการเฉี่ยวชนและอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เจ้าของรถควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยที่ครอบคลุมความคุ้มครองในทุกสถานการณ์
ดังนั้น สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์แล้วควรต้องมีการสำรวจความคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์ที่มีอยู่ว่าครอบคลุมความคุ้มครองในเรื่องใดบ้าง อาทิ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 และ ประเภท 5 (2+, 3+) ที่ขยายความคุ้มครองภัยน้ำท่วม จะสามารถรองรับความเสี่ยงสำคัญในฤดูฝนได้ครบถ้วน โดยกรมธรรม์เหล่านี้จะช่วยคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจาก น้ำท่วมเข้าถึงห้องเครื่องยนต์หรือภายในตัวรถ ตลอดจนการชนหรือเฉี่ยวชนที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยในสภาพถนนลื่น
ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ไม่ควรเลือกทำประกันเพียงชั่วคราวเฉพาะฤดูฝน แต่ควรถือกรมธรรม์ต่อเนื่องตลอดปี เนื่องจากโอกาสเกิดอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
สำหรับผู้ที่งบประมาณจำกัด แต่ยังต้องการความคุ้มครองความเสียหายจากภัยน้ำท่วมนั้น บริษัทได้นำเสนอประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ Extra (คุ้มครองน้ำท่วม) และ 3+ Extra (คุ้มครองน้ำท่วม)
โดยแผนประกันภัยรถยนต์ 2+ Extra (คุ้มครองน้ำท่วม) จะให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหากเกิดความเสียหายต่อชีวิต/ร่างกาย (รวมผู้โดยสารฝั่งคู่กรณี) ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก สูงสุด 500,000 บาท/คน และไม่เกิน 10,000,000 บาท/ครั้ง สูงสุด 1,000,000 บาท/ครั้ง ความรับผิดต่อตัวรถที่เอาประกันกรณีรถชนกับยานพาหนะทางบกที่มีคู่กรณีเท่านั้น ความเสียหายจากไฟไหม้/รถสูญหาย (ตามทุนประกัน) น้ำท่วมสูงสุดถึง 200,000 บาท/ครั้ง
ส่วนประกันภัยรถยนต์ 3+ Extra (คุ้มครองน้ำท่วม) ให้ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต/ร่างกาย (รวมผู้โดยสารฝั่งคู่กรณี) ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก สูงสุด 500,000 บาท/คน และไม่เกิน 10,000,000 บาท/ครั้ง สูงสุด 1,000,000 บาท/ครั้ง ส่วนความรับผิดต่อตัวรถที่เอาประกัน จะให้ความคุ้มครองกรณีรถชนกับยานพาหนะทางบก หรือมีคู่กรณีเท่านั้น ทุนประกัน100,000–200,000 บาท/ครั้ง น้ำท่วมสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น
นายสุรชัยแนะนำว่า หากต้องการแผนประกันรถที่ครอบคลุมการชนรถที่มีคู่กรณี ไฟไหม้ สูญหาย และน้ำท่วม ควรเลือกทำประกันรถยนต์ 2+ แต่ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณในการทำประกันภัยโดยเน้นคุ้มครองกรณีชนรถที่มีคู่กรณีและน้ำท่วมเป็นหลัก แบบประกันรถยนต์ 3+ Extra สามารถตอบสนองความต้องการได้ ที่สำคัญทั้ง 2 แบบประกันสามารถเลือกวงเงินคุ้มครองน้ำท่วมได้ สูงสุดถึง 200,000 บาท/ครั้ง
ข้อควรทราบเมื่อต้องการเคลมภัยน้ำท่วม
• บริษัทระบุว่า การคุ้มครองกรณีน้ำท่วมครอบคลุมกรณีที่เป็นภัยธรรมชาติ เช่น จอดรถแล้วน้ำท่วม ขณะรถติดฝนหนักจนมีน้ำท่วมสูง เป็นต้น
• อาจไม่รับเคลมหากฝ่าฝืนคำเตือน และขับลุยน้ำท่วมโดยเจตนาจนเครื่องยนต์เสียหาย เช่น เครื่องดูดน้ำเข้าห้องเผาไหม้ - Hydro Lock เป็นต้น
• หลักฐานที่ควรเตรียม เช่น ภาพถ่าย/วิดีโอที่เกิดเหตุ ระดับน้ำ วันเวลา ใบขับขี่ บัตรประชาชน กรมธรรม์ และบันทึกประจำวัน (หากไม่มีภาพ)
• จากนั้นขั้นตอนทั่วไป: ติดต่อ 1557 / เจ้าหน้าที่ตรวจประเมิน → เลือกอู่/ศูนย์ซ่อม → รออนุมัติ → ส่งซ่อมตามเงื่อนไขกรมธรรม์
นายสุรชัยกล่าวว่า สำหรับผู้ที่ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่วงฤดูฝนนี้ควรต้องใส่ใจเป็นพิเศษ แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับมาตรฐานการป้องกันน้ำระดับ IP67 (กันฝุ่นและป้องกันการจมน้ำได้ 1 เมตร ไม่เกิน 30 นาที) แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ผู้ขับขี่ควรตระหนัก เช่น หากรถยนต์มีอายุการใช้งานมาก อาจเสื่อมสภาพการป้องกันน้ำ,การขับลุยน้ำที่สูงเกินครึ่งล้ออาจสร้างแรงดันน้ำมากกว่ามาตรฐานป้องกัน ส่งผลให้น้ำรั่วเข้าสู่ระบบไฟฟ้าและทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
ดังนั้น เจ้าของรถ EV ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วม และตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองในกรมธรรม์ว่ารวมถึงความเสียหายจากภัยน้ำท่วมหรือไม่ เพื่อความมั่นใจในการใช้รถช่วงฤดูฝน
“บริษัทขอเตือนผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงภัยช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะน้ำท่วมและอุบัติเหตุจากการชน พร้อมแนะนำให้เลือกกรมธรรม์ที่ขยายความคุ้มครองน้ำท่วม เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินมูลค่าสูงอย่างเหมาะสม”
น้ำท่วม-อุบัติเหตุตัวเร่งทำประกันรถ
นายไชยพร จันทรเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยรถยนต์ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดประกันภัยรถยนต์ไทยกำลังเผชิญกับ “โจทย์ใหม่” ทั้งจากฤดูฝนที่มาพร้อมน้ำท่วมและจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า ความท้าทายนี้ทำให้ผู้บริโภคต้องเลือกความคุ้มครองอย่างรอบคอบ ขณะที่บริษัทประกันก็ต้องเร่งปรับกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะในอนาคตการประกันภัยไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่คือ การลงทุนเพื่อความมั่นคงทางการเงิน ในวันที่ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด
โดยในช่วงฤดูฝนของทุกปี ตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนมักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาถนนลื่น ทัศนวิสัยต่ำ รวมถึงน้ำท่วมฉับพลันกลายเป็นความเสี่ยงใกล้ตัว ที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองข้ามได้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประชาชนหันมาใส่ใจ การเลือกความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์มากยิ่งขึ้น
“ข้อมูลจากบริษัทประกันภัยสะท้อนว่า ภัยน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ที่ระบบระบายน้ำไม่ทันต่อฝนตกหนัก ผู้ใช้รถจึงมองหากรมธรรม์ที่ให้ความมั่นใจในด้านนี้เป็นหลัก”
นายไชยพรกล่าวว่า ฤดูฝนและภัยพิบัติจะกลายเป็นปัจจัยที่กระตุ้นโดยจะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของธุรกิจ โดยในส่วนของโอกาสสำหรับบริษัทประกันภัย มาจากความต้องการผลิตภัณฑ์เฉพาะทางสำหรับ EV ทำให้การการแข่งขันใหม่ ส่วนความท้าทาย มาจากการที่บริษัทต้องรักษาสมดุลระหว่างเบี้ยประกันและต้นทุนความเสียหาย การกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองน้ำท่วมที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค การลงทุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่
ปัจจุบัน การประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยมีรายละเอียดความคุ้มครองต่างกัน ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองครอบคลุมครบถ้วนที่สุด ทั้งความเสียหายต่อตัวรถ รถหาย ไฟไหม้ อุบัติเหตุ รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความคุ้มครองผู้ขับขี่-ผู้โดยสาร ขณะที่ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 จะให้ความคุ้มครองครอบคลุมกรณีรถหาย ไฟไหม้ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และความคุ้มครองบุคคลในรถ ส่วนประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 จะให้ความคุ้มครองบุคคลภายนอกและผู้โดยสาร แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ
“แม้ว่าปัจจุบัน แผนประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ และ 3+ จะให้ความคุ้มครองเพิ่มขึ้น แต่ยังมีเงื่อนไขอยู่ว่า ต้องเป็นความเสียหายต่อตัวรถที่เกิดจากการชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น”
ดังนั้น เมื่อพิจารณาแผนประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ชั้น 2+ และชั้น 3+ แล้ว หากมีกำลังซื้อเพียงพอแนะนำว่าการทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ยังคงเป็นทางเลือกหลัก สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงหากเกิดความเสียหายต่อรถยนต์จากน้ำท่วม หรืออุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่ความเสี่ยงน้ำท่วมสูง เพราะกรมธรรม์ชั้น 1 ครอบคลุมภัยน้ำท่วมอยู่แล้วภายใต้เงื่อนไขของกรมธรรม์ ขณะที่กรมธรรม์ประเภทอื่น อาจต้องซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงภัย
ขณะเดียวกัน รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นตลาดใหม่ที่เติบโตเร็ว แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงเฉพาะทาง โดยเฉพาะเรื่องแบตเตอรี่และมูลค่าซ่อมแซม ทำให้บริษัทประกันต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และไม่สร้างภาระเบี้ยประกันสูงเกินไป โดยมองว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำมาซึ่งความท้าทายต่อธุรกิจประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากมูลค่าแบตเตอรี่สูง ส่งผลให้ต้นทุนการซ่อมแซมเมื่อเกิดความเสียหายสูงกว่ารถทั่วไป ด้านราคาตลาดมีความผันผวน ส่งผลต่อการกำหนดทุนประกันและเบี้ยประกัน รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วม ถึงแม้ประกันภัยชั้น 1 จะครอบคลุม แต่เงื่อนไขการซ่อมและค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาป
“สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเลือกกรมธรรม์ที่เบี้ยถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณา เงื่อนไขความคุ้มครอง ให้ตรงกับความเสี่ยงที่เผชิญ เช่น ผู้ที่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมบ่อยควรเลือกกรมธรรม์ที่ครอบคลุมภัยดังกล่าว หรือหากขับขี่ EV ต้องตรวจสอบเงื่อนไขเกี่ยวกับแบตเตอรี่โดยละเอียดด้วย”
รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
นายนิโคลาส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทรู้ใจ เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มตระหนัก ไม่ได้มีเพียงเรื่อง สมรรถนะของแบตเตอรี่ หรือ รุ่นรถที่เลือกซื้อ อีกต่อไป แต่คือ ความคุ้มครองด้านประกันภัย ที่ต้องครอบคลุมความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อฤดูฝนมาถึง ดังนั้น รู้ใจ จึงได้นำเสนอ ประกันรถยนต์ไฟฟ้าชั้น 1 เพื่อรองรับความเสี่ยงเฉพาะของ EV กับ 4 ความคุ้มครอง ดังนี้
- คุ้มครองภัยน้ำท่วมและฤดูฝน ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วม ถนนลื่น ทัศนวิสัยแย่ รวมถึงผลกระทบต่อระบบเบรก เซ็นเซอร์ และชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เช่น เปลี่ยนยางนอกสถานที่ บริการลากรถไปอู่หรือจุดชาร์จ และซ่อมเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ
- ความคุ้มครองเครื่องชาร์จติดผนัง (Wall Charger) เพราะต้นทุนในการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านสูงถึงหลักแสนบาท รู้ใจจึงเพิ่มความคุ้มครอง Wall Charger จากความเสียหายขณะชาร์จรถด้วย
- คุ้มครองแบตเตอรี่สูงสุด 100% เพราะแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจและชิ้นส่วนที่แพงที่สุดของรถ EV ได้รับความคุ้มครองเต็ม 100% สำหรับรถอายุไม่เกิน 1 ปี และลดลงตามอายุรถเหลือ 50% สำหรับรถ 5 ปี พร้อมครอบคลุมความเสียหายจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ และการโจรกรรม
- รับประกันงานซ่อมนาน 12 เดือน โดยผู้ถือกรมธรรม์สามารถเข้ารับบริการจากศูนย์ซ่อม EV ในเครือทั่วประเทศ โดยมีช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อมยาวนานถึง 12 เดือน
“สำหรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าชั้น 1 เป็นการทำประกันภัยดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยลูกค้าสามารถซื้อและปรับแต่งกรมธรรม์ได้ออนไลน์ 24 ชั่วโมง พร้อมฟีเจอร์ VDO Claim ที่ให้ลูกค้าแจ้งเคลมผ่านแอปโดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ ลดขั้นตอนยุ่งยากและเพิ่มความรวดเร็ว”
นายนิโคลาสกล่าวว่า การรุกตลาดประกันรถยนต์ไฟฟ้าของรู้ใจในครั้งนี้ ถือเป็นการวางหมากล่วงหน้าเพื่อจับกลุ่มผู้ใช้ EV ที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยการออกแบบกรมธรรม์ที่ครอบคลุม ทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ และบริการซ่อม นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการประกันภัยรถยนต์ในไทย ซึ่งจะช่วยผลักดันการแข่งขันและยกระดับความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าเร็วขึ้น
“รู้ใจยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ประกันภัยก้าวไปไกลกว่าแค่การคุ้มครอง แต่ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจพฤติกรรมและลดความเสี่ยงในการใช้รถอย่างยั่งยืน เพราะประกันไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มครอง แต่คือเรื่องของการป้องกัน เพราะอนาคตของประกันภัยจะไม่ใช่แค่การจ่ายค่าสินไหม แต่คือการป้องกัน รู้ใจมุ่งมั่นทำให้นวัตกรรมประกันภัยตอบโจทย์จริง เรียบง่าย และส่งเสริมพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัยทั่วประเทศ”
เช็กลิสต์หน้าฝน ประกันภัยรถยนต์ประเภทไหนคุ้มครองน้ำท่วม
ใครที่มีรถยนต์คงจะทราบกันดีกว่าประกันภัยที่รถทุกคนต้องมีคือประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ แต่ถ้าดูแล้ว พ.ร.บ.คุ้มครองไม่พอแน่ สามารถทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเพื่อรับคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงมากกว่า โดยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่ควรมีไว้ ได้แก่
1. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด ทั้งตัวรถและคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายจาก อุบัติเหตุทุกกรณี หรือรถชนรถ คุ้มครองน้ำท่วม รถจมน้ำ ซึ่งพบได้บ่อยในฤดูฝน และบางบริษัทอาจจะมีบริการรถลาก-รถยก และซ่อมอู่/ศูนย์ ด้วย โดยแบบประกันนี้เหมาะสำหรับ รถใหม่ รถที่ใช้งานประจำทุกวัน หรือผู้ที่ต้องการความสบายใจสูงสุด
2. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ และ 3+ โดยชั้น 2+ จะให้ คุ้มครองรถหาย ไฟไหม้ และรถชนกับยานพาหนะทางบก ส่วนชั้น 3+ คุ้มครองเมื่อชนกับรถยนต์คันอื่น (แต่ไม่คุ้มครองกรณีรถหาย/ไฟไหม้) โดยทั้งสองแบบคุ้มครอง ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของคู่กรณี ซึ่งเบี้ยถูกกว่าชั้น 1 มาก แต่ยังครอบคลุมอุบัติเหตุบนถนนลื่นช่วงฝน เหมาะสำหรับ รถที่ใช้งานมาหลายปี หรือเจ้าของรถที่ต้องการประหยัดค่าเบี้ย
3. ประกันเสริม/เพิ่มเติมที่ควรมีในหน้าฝน คุ้มครองน้ำท่วมโดยเฉพาะ (บางบริษัทมีแผนเสริม) บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (รถเสียกลางฝน, รถสตาร์ตไม่ติด) คุ้มครองกระจกแตก จากอุบัติเหตุบนถนนเปียก เป็นต้น
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกันยายน 2568 ฉบับที่ 521 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/