บล.โกลเบล็ก คาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ไซด์เวย์กรอบ 1,270-1,320 จุด ชี้มีปัจจัยบวกจากเฟดลดดอกเบี้ย-รัฐอัดฉีดเศรษฐกิจ
บล.โกลเบล็ก ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ Sideway Up มองในกรอบ 1,270–1,320 จุด รับแรงหนุนคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย-จับตาเศรษฐกิจโลกตึงเครียด- ค่าเงินบาทแข็งกดรายได้ส่งออกในรูปเงินบาทลดลง แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นรับอานิสงส์โครงการคนละครึ่งเฟสใหม่
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในลักษณะ“Sideway Up”
โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,270-1,320 จุด โดยได้ปัจจัยสนับสนุนการรายงานข้อมูลแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ล่าสุด ได้สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดมีความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ (วันที่ 16-17 ก.ย.) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดต้นทุนทางการเงิน
อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยิ่งตึงเครียดมากขึ้น หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมกดดันให้ญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนและอินเดีย เพื่อเป็นมาตรการลงโทษที่ทั้งสองประเทศยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน และลดแหล่งทุนของรัสเซีย
ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 7% ตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ต่างมีค่าเงินที่อ่อนลง ส่งผลให้เกิดความแตกต่างด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สินค้ากลุ่มอาหารไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งลดความสามารถในการแข่งขันแม้จะมีคุณภาพและมาตรฐานสากลที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่า
พร้อมทั้งยังคงจับตาการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มเร่งออกนโยบายสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น “คนละครึ่ง” และมาตรการลดภาษี
ล่าสุดหอการค้าไทยรายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 33 เดือน และ 32 เดือน ตามลำดับ สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ล่าช้า
นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ
- สัปดาห์ที่ 3 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วน ยานยนต์
- สัปดาห์ที่ 4 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
- สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
- วันที่ 30 ก.ย. ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย
ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ
- วันนี้ 15 ก.ย. จีน รายงานราคาบ้านเดือน ส.ค. ยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือน ส.ค. และอัตราว่างงานเดือน ส.ค., สหรัฐฯ รายงานดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือน ก.ย.
- วันที่ 16 ก.ย. อียู รายงานการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือน ก.ค. และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน ก.ย.
- วันที่ 17 ก.ย. ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน ส.ค., สหรัฐฯ รายงานตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน ส.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
- วันที่ 16-17 ก.ย. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการประกาศของกระทรวงการคลังถึงความพร้อมในการเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ โดยใช้งบประมาณ 25,000 ล้านบาท ที่ได้รับการอนุมัติแล้วส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ CPALL, BJC, CPAXT, CBG, OSP, SAPPE และ TNP ได้รับแรงหนุนจากมาตรการนี้โดยตรง
โดยเฉพาะ CPAXT และ TNP ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มและอาหาร เช่น CBG, OSP และ SAPPE ก็ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในช่องทางร้านค้ารายย่อย