วิชาบัญชีวัด 101 เริ่ม 1 ต.ค.2568
วิชาบัญชีวัด 101 เริ่มแล้ว! มหาเถรสมาคมออกกฎคุมเข้มการบริหารจัดการทรัพย์สิน – ฝาก – ถอน – เงินบริจาค พร้อมจัดบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายเดือนส่งสำนักพุทธฯ ภายใน 20 ม.ค.ของทุกปี สั่งเจ้าคณะจังหวัดแจ้งเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ 44,487 แห่ง ดำเนินการทันทีตั้งแต่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา – ไม่ทำมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการมีโทษตามกฎหมายสงฆ์
วัดคือศูนย์กลางจิตใจของคนไทย แต่วันนี้ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อสถาบันพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์กำลังสั่นคลอน หลังจากที่มีข่าวเจ้าอาวาสวัดชื่อดัง และพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปไปพัวพันกับ “สีกา” รวมทั้งข้อหาในคดียักยอกเงินวัดคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนมหาเถรสมาคมออกมาตรการคุ้มเข้มการบริหารจัดการศาสนสมบัติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ โดยกำหนดให้เจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ 44,487 แห่ง ปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคมที่ 495/2568 เรื่องแนวปฏิบัติในการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือ ระบบบัญชีมาตรฐานของวัด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หากเจ้าอาวาสวัดไหนไม่ปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคมฉบับนี้ อาจมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ และมีโทษ
แม้ในอดีตจะมีพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติ พ.ศ. 2564ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการกำกับดูแลทรัพย์สินและระบบการบริหารการเงินของวัดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจน เช่น กฎกระทรวงฯกำหนดให้วัดถือเงินสดได้ไม่เกิน 100,000 บาท และถ้าเกิน 100,000 บาท ต้องนำเงินในนามของวัด หรือ วิธีอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนด ปรากฏตามที่เป็นข่าวนั้นมีการนำเงินของวัดไปเข้าบัญชีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แล้วก็โอนเงินผ่าน Mobile Banking หลายครั้ง ครั้งละหลายล้านบาทไปเข้าบัญชีของสีกา ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุวิธีการถอนเงินเอาไว้อย่างชัดเจนไม่ได้ห้ามโอนเงินผ่านมือถือ นอกจากนี้ผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงิน หรือ สั่งจ่ายเช็ค ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าอาวาส หรือ เจ้าหน้าที่ของวัดเพียงคนเดียว ทำให้ขาดการถ่วงดุล และมีความเสี่ยงต่อการทุจริต ขณะที่การจัดทำบัญชีรายรับ – บัญชีรายจ่ายของวัด ส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งตามกฎกระทรวง ฯ ข้อ 8 กำหนดผู้รับผิดชอบหลักในการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด คือ เจ้าอาวาสของวัด ทำหน้าที่แต่งตั้ง “ไวยาวัจกร” หรือ “ผู้จัดประโยชน์ของวัด” จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัด และยอดเงินคงเหลือ ส่งให้เจ้าอาวาสตรวจสอบภายในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี อีกทั้งการรับเงินบริจาค ค่าเช่าที่ดินของวัด ค่าผลประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการออกใบเสร็จรับเงินค่าผลประโยชน์ และใบอนุโมทนาบัตรรับเงินบริจาค ยังไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวด อาจกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวัดและวงการพระสงฆ์ เมื่อกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำเรื่องเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือ ระบบบัญชีมาตรฐานของวัด โดยอ้างถึงตามกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 และมติมหาเถรสมาคมที่ 399/2568 เรื่อง ข้อปรารถการบริหารศาสนสมบัติตามพระธรรมวินัย และ พ.ร.บ.สงฆ์ ฯ และมติมหาเถรสมาคมที่ 402/2568 เรื่อง นโยบายคณะสงฆ์ในการบริหารศาสนสมบัติ ตามพระธรรมวินัย และพ.ร.บ.สงฆ์ ฯ ออกมาตรการมากำกับดูแลการบริหารจัดการด้านการเงินของวัดอย่างละเอียดดังนี้
- การเปิดบัญชีเงินฝากของวัด ตามกฎใหม่จะต้องเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่วัดตั้งอยู่เท่านั้น วัดจะไปเปิดบัญชีเงินฝากในจังหวัดอื่นๆ หรือ เปิดบัญชีเงินฝากในต่างประเทศไม่ได้แล้ว และที่สำคัญการเปิดบัญชีกับธนาคาร ต้องใช้ชื่อบัญชีว่า “เงินของวัด…..” หรือ “วัด…..” เท่านั้น ห้ามมีชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อท้ายชื่อวัด
- การเบิกถอนเงิน หรือ สั่งจ่ายเช็ค ต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามอย่างน้อย 3 รูป/คน ประกอบด้วย 1. เจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายสงฆ์ 2. ไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส 3. บุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร
- เงื่อนไขการถอนเงิน หรือ สั่งจ่ายเช็ค ต้องมีผู้มีอำนาจลงนาม 2 ใน 3 และต้องมีเจ้าอาวาสลงนามถอนเงินสั่งจ่ายเช็คด้วยทุกครั้ง ทั้งนี้ ในการถอนเงินฝากธนาคารของวัด จะต้องใช้ใบถอนเงิน และสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารเท่านั้น จากนี้ไปก็จะใช้บัตร ATM บัตรเดบิต หรือ แอปฯธนาคารบนมือถือถอนเงินไม่ได้แล้ว
สำหรับการจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายของวัดนั้น ตามกฎใหม่ กำหนดให้ทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการรับและรายการจ่าย พร้อมให้สรุปยอดเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับกับบัญชีรายจ่ายของวัด แยกเป็นรายเดือนรวม 12 เดือน (มกราคมถึงธันวาคม) ส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้เก็บสำเนาเอกสารไว้ที่วัดทุกฉบับ ส่วนเอกสารหลักฐานประกอบรายรับรายจ่ายให้เก็บไว้ที่วัด เพื่อรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป
รวมทั้งให้วัดจัดทำรายงานยอดเงินคงเหลือของวัด ณ วันสุดท้ายของเดือน เป็นประจำทุกเดือน โดยให้รายงานทั้งเงินสด เช็ค และเงินฝากธนาคารที่เป็นบัญชีของวัดทุกบัญชีที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อของวัด รวบรวมส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณีภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้เก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับไว้ที่วัดด้วย
นอกจากนี้ยังกำหนดให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐาน สำหรับวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการบันทึกบัญชีของวัด ซึ่งหากวัดไหนได้นำระบบบัญชีมาตรฐาน สำหรับวัดมาใช้ในการบันทึกบัญชีของวัดแล้ว ไม่ต้องดำเนินตามที่กล่าวข้างต้นอีก แต่ยังต้องรายงานบัญชีมาตรฐาน สำหรับวัดส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารทุกฉบับไว้ที่วัดด้วย ทั้งนี้ ในการจัดทำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด ให้วัดพิจารณาได้ตามความเหมาะสมของวัด
กรณีวัดที่มีชื่ออยู่ในโครงการจัดทำบัญชีมาตรฐาน (สำหรับวัดนำร่อง) ให้จัดทำบัญชีระหว่างเดือนตุลาคม-มิถุนายนในปีถัดไป และนำส่งรายงานให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติภายในเดือนสิงหาคมของทุกปี
นอกจากนี้ในกฎใหม่ยังกำหนดให้วัดทุดวัด พิจารณาใช้ระบบบริจาคเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด โดยล่าสุดกรมสรรพากรได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การนำเงินบริจาคให้กับวัดมาหักลดหย่อนภาษีนั้น ต้องบริจาคเงินผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้บริจาคเงินจะไม่สามารถนำใบอนุโมทนาบัตรมาหักลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป
โดยกฎระเบียบฉบับใหม่ได้กำหนดให้เจ้าอาวาสต้องปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคมฉบับนี้ และให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์กำกับ กำชับ ติดตาม และดูแลเจ้าอาวาสในเขตปกครอง ให้บริหารศาสนสมบัติของวัด เพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติ กฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ มติ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยที่ประชุมมหาเถรสมาคม มอบหมายให้สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งให้เจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 นิกาย รับทราบและดำเนินการทันที หากเจ้าอาวาสไม่ปฏิบัติอาจมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและมีโทษได้
แต่อย่างก็ตาม ในการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตเงินของวัด คงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีแบบง่ายๆ ให้แก่เจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัด และในอนาคต ต้องมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง หรือ “Data Lake” เชื่อมโยงข้อมูลการรายรับ-รายจ่าย และการบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัด ข้อมูลภาษีจากกรมสรรพากร และข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของวัดจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้เป็นฐานข้อมูลในตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางการเงินของวัดได้แบบเรียลไทม์ รวมทั้งพัฒนาระบบ Audit ภายนอกโดยผู้ตรวจสอบอิสระ สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของวัด และประการสุดท้าย เสริมสร้างจิตสำนึก และคุณธรรมให้พระสงฆ์ผ่านหลักสูตรการศึกษาต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาของพุทธศานิกชนที่มีต่อวงการพระสงฆ์ให้กลับคืนมาโดยเร็ว
มติ ป.ป.ช. ฟันธง “ยิ่งลักษณ์” กับพวกผิดคดีจัดงานโรดโชว์ และชี้มูลความผิด จนท. คดีทุจริตเงินทอนวัด
ป.ป.ช. ชี้มูล อดีตบิ๊กการบินไทย เอื้อจัดซื้ออุปกรณ์ห้องนักบิน – ทุจริตเงินทอนวัดเพิ่มอีก 5 แห่ง
เริ่มแล้ว e-Donation บริจาคเงินออนไลน์ผ่านแบงก์-ไม่มีค่าธรรมเนียมออกใบอนุโมทนาลดหย่อนภาษีทันที
สรรพากรถกเครียด วางระบบสกัดใบเสร็จรับเงินบริจาคปลอม เตรียมบี้มูลนิธิ-สมาคมกว่า 14,000 ราย หนีภาษี