กองทัพผลัดใบ สู่ สายบู๊!! 'บิ๊กคิม-บิ๊กเฟื่อง-แม่ทัพไก่' ส่งสัญญาณ พร้อมรบ ศึกนอก จับตา ศึกใน-คลื่นใต้น้ำ 'ผบ.หยอย' สานต่อ 'ผบ.อ๊อบ'
รายงานพิเศษ
กองทัพผลัดใบ สู่ สายบู๊!!
‘บิ๊กคิม-บิ๊กเฟื่อง-แม่ทัพไก่’
ส่งสัญญาณ พร้อมรบ ศึกนอก
จับตา ศึกใน-คลื่นใต้น้ำ
‘ผบ.หยอย’ สานต่อ ‘ผบ.อ๊อบ’
หลังรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา แสดงบทบาทเข้มทันที ด้วยการประกาศผ่านสื่อ ถึงความพร้อมรบ
รวมทั้งสิ่งแรกที่สั่งการ ในฐานะ ผบ.ทอ. คือ สั่งหน่วยขึ้นตรง พร้อมรบ สวมชุดพรางสนาม กันตั้งแต่วันแรกที่มีอำนาจเต็ม ในฐานะ ผบ.ทอ. 1 ตุลาคม 2568
ถือเป็นการตั้งใจประกาศ เพื่อส่งสัญญาณไปถึงกัมพูชา ถึงความพร้อมรบ ด้วยการโชว์เครื่องบิน F 5 ติดระเบิด ขนาด 2,000 ปอนด์ ที่เคยทิ้งในวันสุดท้ายก่อนหยุดยิง
“เราไม่ได้ต้องการสงคราม แต่ถ้าเราต้องการสันติภาพ เราต้องพร้อมรบ” พล.อ.อ.เสกสรรพูดสั้นๆ แต่นัยหนักหน่วง พร้อมสร้างความฮือฮา ด้วยการประกาศที่จะไม่จัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่ง หรือ การแสดงความยินดีใดๆ เพราะทหารยังคงอยู่ที่ชายแดน และเสี่ยงอันตรายทุกวันทุกคืน
ก่อนที่วันรุ่งขึ้น พล.อ.อ.เสกสรรจะสวมชุดนักบิน ออกตรวจความพร้อมรบตามที่สั่งการ เริ่มที่กองบิน 3 วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา และอยู่ในเป้าหมายของการถูกโจมตี หากมีการสู้รบขึ้นอีกรอบ
เพราะหลังการสู้รบกับกัมพูชา เมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น พบว่าทิศทางการใช้กำลังในการสู้รบ โดยเฉพาะการใช้โดรนติดอาวุธ ของฝ่ายกัมพูชาเริ่มมีการใช้ในการสู้รบบ้างแล้ว มีการส่งโดรนจำนวนมากขึ้นบินในเขตอธิปไตย ที่เชื่อกันว่าเป็นการเตรียมการเพื่อใช้โดรนติดอาวุธ และโดรนพลีชีพ ในการสู้รบ
ทอ.จึงต้องมีการปรับแผนการรบ มาให้ความสำคัญในการใช้โดรนต่อสู้มากขึ้น ถึงขั้นที่ ทอ.จะปรับแผนในสมุดปกขาว ในการเปลี่ยนจากฝูงบิน ที่มีเครื่องบินรบ เป็นฝูงบินโดรนแทน ทั้งฝูงบิน F 5 E/F ที่กองบิน 21 อุบลฯ และเครื่องบิน Alpha Jet ที่กองบิน 23 อุดรธานี
พล.อ.อ.เสกสรรจึงเล่นบทบู๊ ประกาศว่า นักบิน ทอ. ก็คือ นักรบ ประกาศให้กำลังพลพร้อมรบ โดยเฉพาะกองบิน 3 ที่อยู่ใกล้ชายแดนกัมพูชา และอยู่ใกล้พื้นที่ที่เราเคยปฏิบัติการในห้วงที่ผ่านมา
พร้อมเตือนว่า ต้องไม่ชะล่าใจ คิดในแง่ร้ายเสมอ ยิ่งเรื่องอธิปไตยชาติ ไม่สามารถจะประมาทได้เลย เพราะการใช้กำลังครั้งต่อไป จะไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา อาจจะถูกโจมตีด้วยโดรนขนาดเล็ก และจะถูกอาวุธระยะไกลยิงเข้าใส่
“ถ้าผมเป็นฝ่ายตรงข้าม ใครทำผมเจ็บที่สุด ผมก็จะทำคนนั้นก่อน นั่นก็คือ พวกเรา” พล.อ.อ.เสกสรรประกาศ
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
การที่ พล.อ.อ.เสกสรรเป็นเพื่อนเตรียมทหาร 26 กับ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. จึงทำให้การปรึกษาหารือภารกิจมีความใกล้ชิด
พล.อ.อ.เสกสรรมั่นใจว่า จากนี้ไปการรวบรวมทั้ง 2 เหล่าหรือ 3 เหล่าทัพ จะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมให้สัญญาว่า “จะทำอย่างดีที่สุด”
พล.อ.อ.เสกสรรได้สานต่อแนวทางของบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ.คนก่อน ในการเสริมสร้างฝูงบินโดรนและกองบินโดรน โดยกองทัพอากาศได้เสนอของบประมาณกลางในการจัดซื้อโดรนติดอาวุธโดรนพลีชีพ และระบบแอนตี้โดรน ที่ทันสมัยควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาในส่วนของ ทอ.เอง เช่น M-Solar X
นอกจากเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาและความพร้อมรบแล้ว ในกองทัพอากาศยังถูกจับตามองว่า เมื่อ พล.อ.อ.เสกสรร ขึ้นมาเป็น ผบ.ทอ. จะมีแนวทางอย่างไร
เป็นที่รู้กันว่า ในบรรดา 6 เสืออากาศ พล.อ.อ.เสกสรร สนิทสนมกับบิ๊กเอก Hollywood พล.อ.อ.ระวิน ถนอมสิงห์ ผบ.คปอ. เพราะเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 ด้วยกันและเป็นนักบินรบ สายบู๊ ที่เป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด จนเป็นเสมือนเสนาธิการคู่ใจ
ขณะที่บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสธ.ทอ. จาก ตท.28 น้องรัก พล.อ.อ.พันธ์ภักดี ก็มีความสนิทสนมใกล้ชิดและเป็นเสมือนคู่หูพี่น้องกับบิ๊กแอน พล.อ.อ.วชิระพล เมืองน้อย (ตท.27) ผช.ผบ.ทอ.
ท่ามกลางการจับตามองว่า พล.อ.อ.อนุรักษ์ จะได้เป็น ผบ.ทอ. คนต่อไปเมื่อ พล.อ.อ.เสกสรรเกษียณตุลาคม 2571 หรือไม่
พล.อ.อ.เสกสรร ยังตั้ง เสธ.แจ๊ค พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย (ตท.29) รอง เสธ.ทอ. เป็นโฆษกกองทัพอากาศเอง หลังจากที่เคยเป็นรองโฆษก ทอ.มาก่อนแล้ว
ถือว่าเป็นการเปิดทางให้ได้แสดงผลงานในการทำสงครามด้านข่าวสารโดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน
และถูกจับตามองว่าจะเป็นแคนดิเดต ผบ.ทอ.คนต่อไปด้วยอีกคน
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
ท่ามกลางกระแสชาตินิยม ที่คนไทยส่วนใหญ่อยากให้ทหารรบ จัดการเขมรให้จบในรุ่นเรา จึงเห็นทิศทางความเข้มข้นของกองทัพ ตั้งแต่การต่อต้านการเปิดด่าน
โดย ผบ.เหล่าทัพชุดก่อน ได้มีมติร่วมกันให้ปิดด่าน จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคาม และการสร้างรั้วชายแดน ซึ่งนี่กลายเป็นมติที่ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่ หลัง 1 ตุลาคม เห็นพ้อง และยึดเป็นหลักการด้วย
ส่งผลให้รัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ต้องยึดท่าทีตามกองทัพ ยิ่งในสถานการณ์ที่คะแนนนิยมกองทัพพุ่งสูงเช่นนี้ นายอนุทินจึงไฟเขียวให้กองทัพตัดสินใจในการแก้ปัญหาชายแดน
และกลายเป็นเทรนด์ และจุดยืนของ ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ ที่ต้องประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าว เพื่อสอดรับความต้องการของประชาชน และส่งสัญญาณถึงเขมรไปพร้อมๆ กันด้วย
พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ กับ พล.อ.อมฤต บุญสุยา
ขณะที่ ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ ก็ยึดแนวทางเดียวกับ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 24 โดยยึดแนวทางสานต่องาน ให้มีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นหลักด้านความมั่นคงของชาติ เป็นที่พึ่งของประชาชน
ภายใต้ปณิธาน “กองทัพไทยเพื่อราชอาณาจักรไทย – ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชั้นยศคือคนสำคัญ – นำไปสู่กองทัพปฏิบัติการร่วมที่ทันสมัย – บรรลุทุกภารกิจ และความท้าทาย”
ถือเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับ พล.อ.ทรงวิทย์ อีกทั้ง พล.อ.อุกฤษฎ์ก็ถือเป็นสายฮาร์ดคอร์ โดยเฉพาะในเรื่องกัมพูชา ซึ่งมีแนวทางในการแก้ปัญหาตามที่ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ประกาศเอาไว้ ในนามมติของผู้บัญชาการเหล่าทัพและคณะผู้บัญชาการทางทหารชุดใหม่
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 คนใหม่ ที่ต้องมารับเผือกร้อน กรณีบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว โดยที่ พล.ท.วรยสส่งสัญญาณเล่นบทบู๊ ในการแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนาน
อีกทั้งบทเรียนที่บิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่ถูกโจมตีหนัก ในช่วงที่เป็นแม่ทัพภาค 1 กับการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จึงทำให้ พล.ท.วรยสต้องออกแอ๊กชั่นแรง
โดยทันทีที่รับตำแหน่งแม่ทัพภาค 1 พล.ท.วรยส ประกาศสั้นๆ แต่หนักแน่น และเข้มข้นว่า “ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1 ที่พร้อมจะปกป้องรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ โดยจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และด้วยชีวิต โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ”
รวมทั้งการประกาศว่า กองทัพภาคที่ 1 เป็นหน่วยทหารที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ และความไว้วางพระราชหฤทัย จากพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ให้ปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการพิทักษ์ความมั่นคงของชาติ และดูแลรักษาพระบรมเดชานุภาพ แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์
“ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 จะเป็นกองทัพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง โดยใช้ขีดความสามารถในการพิทักษ์เทิดทูนสถาบัน และมุ่งมั่นไปสู่การเป็นกองทัพที่พร้อมรบ และพร้อมถวายงานอย่างสูงสุด”
พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์
เป็นที่รู้กันดีว่า พล.ท.วรยสมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับแกนนำรุ่นเตรียมทหาร 28 ที่เป็นทหารคอแดงนอกกองทัพบก และมีบทบาทสำคัญในขั้วอนุรักษนิยม
ท่ามกลางการจับตามองว่า เมื่อ พล.ท.วรยสทำหน้าที่แม่ทัพภาค 1 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) แล้วบทบาทของการเป็นทหารคอแดง จะยิ่งชัดเจนขึ้น
โดยมีแม่ทัพน้อย 1 และรองแม่ทัพคอแดง เป็นทีมงาน ที่น่าจับตามองคือ แม่ทัพกอล์ฟ พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ (ตท.28) รองแอ้ม พล.ต.ณัฐเดช จันทรางศุ (ตท.28) และรองลาภ พล.ต.สิทธิพร จุลปานะ (ตท.30)
อาจกล่าวได้ว่า พล.ท.วรยส เป็นสายตรงขั้วอนุรักษนิยม ที่น่าจับตามอง และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.พนา ผบ.ทบ.อีกด้วย
ถือเป็นแม่ทัพรุ่นเด็กที่สุดเมื่อเทียบกับแม่ทัพภาคอื่นที่เป็นเตรียมทหารรุ่น 26 รุ่นเดียวกับ ผบ.ทบ.
ขณะที่ในส่วนของกองทัพเรือ บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.คนใหม่ ก็ได้แสดงทีท่าที่เข้มข้นต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือคือ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด โดย ผบ.ทร.ได้สั่งการให้มีการรื้อบ้าน 3 หลังในฐานทหารที่บ้านหนองรี บ้านชำราก จ.ตราด เพื่อเรียกความเชื่อมั่น
รวมทั้งประกาศที่จะเร่งเดินหน้าจัดหาเรือฟริเกตมาเสริมกำลังรบทางเรือ ในระหว่างที่รอเรือดำน้ำจีนจะต่อเสร็จในอีกกว่า 3 ปีข้างหน้า รวมทั้งเสริมสร้างฝูงบินโดรน ในส่วนของกองทัพเรือ เพื่อดูแลพื้นที่ชายแดน
และจะยึดแนวทางจากการเจรจาจากไม้นวมไปหาไม้แข็งสู่การใช้กำลังในการกดดันและผลักดันฝ่ายตรงข้าม
ขณะที่มีการจับตามองในกองทัพเรือว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์จะให้ความไว้วางใจกับแคนดิเดต ผบ.ทร.คนใดมากที่สุด ที่มีอยู่ถึง 4 คน โดยแบ่งออกเป็นสองคู่ คือเหลืออายุราชการ 1 ปี และ 2 ปี
คู่แรก บิ๊กอ๋อย พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช (ตท.25) รอง ผบ.ทร. และบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะระถี (ตท.26) ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่มีอายุราชการถึง 2570
คู่สอง ผช.เอก พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล (ตท.26) ผู้ช่วย ผบ. ทร. และ เสธ.ต้น พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล (ตท.27) เสนาธิการทหารเรือ ที่มีอายุราชการถึง 2571
โดยคู่ที่สองนี้เป็นที่จับตามองกันเพราะโครงการสำคัญที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์มอบหมาย จะอยู่ในมือคู่ที่สองนี้ เช่น คาดว่าจะให้ พล.ร.อ.นเรศรับผิดชอบโครงการเรือดำน้ำจีน
ส่วน พล.ร.อ.ธาดาวุธ ให้รับผิดชอบโครงการต่อเรือฟริเกต เสมือนให้ทำงานแข่งกัน
แม้จะมีกระแสข่าวว่าได้มีการวางตัว ผบ.ทร.คนต่อไปในหนึ่งปีข้างหน้าไว้แล้วก็ตาม แต่บิ๊กแมว พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร.คนก่อน ยืนยันว่าระหว่างตนเอง กับ พล.ร.อ.ไพโรจน์ ไม่มีสัญญาใดๆ ต่อกัน ในเรื่องการเลือก ผบ.ทร.คนใหม่ ให้เป็นการพิจารณาของ พล.ร.อ.ไพโรจน์เอง
อย่างไรก็ตาม หลังการแต่งตั้งโยกย้ายยังมีควันหลงผลพวงการโยกย้ายที่ยังมีบทความที่ส่งต่อกันในแอพพลิเคชั่นไลน์ โจมตีวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาของ พล.ร.อ.จิรพล รวมถึงการจัดวางตัวบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ในหลายระดับ
หรือแม้แต่ตัว พล.ร.อ.ไพโรจน์เองในช่วงโค้งสุดท้ายของการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ยังคงมีกระแสข่าวความพยายามในการเปลี่ยนแปลงจนนาทีสุดท้ายที่พุ่งตรงไปที่ตัว พล.ร.อ.ไพโรจน์ แต่เพราะ พล.ร.อ.จิรพลเข้าใจสถานการณ์ดีเพราะเมื่อครั้งที่ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือก็โดนโจมตีอย่างหนักเช่นกัน จึงไม่ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจใดๆ
จึงมีการจับตามองว่าในกองทัพเรือยังมีคลื่นใต้น้ำเล็กๆ อยู่หรือไม่ อันเป็นผลพวงจากการแต่งตั้งโยกย้ายและการจัดวางตัวบุคคลในสายงานต่างๆ ในระดับ รวมถึงการแต่งตั้งผู้ช่วยทูตทหาร
เหล่านี้สะท้อนว่ารอยร้าวในกองทัพเรือยังคงมีอยู่ แม้จะเป็นแค่รอยเล็กๆ ก็ตาม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กองทัพผลัดใบ สู่ สายบู๊!! ‘บิ๊กคิม-บิ๊กเฟื่อง-แม่ทัพไก่’ ส่งสัญญาณ พร้อมรบ ศึกนอก จับตา ศึกใน-คลื่นใต้น้ำ ‘ผบ.หยอย’ สานต่อ ‘ผบ.อ๊อบ’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly