Woof! Woof! I see something. เมื่อเจ้าตูบส่งเซนส์ที่ทำให้มนุษย์หวาดผวา
a day magazine
อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazine“หมาชิวาวาดูเหมือนจะสัมผัสพลังงานบางอย่างจากภาพของคุณย่าได้” แล้วภาพก็ฉายไปยังน้องหมาชิวาวาสีเนื้อตัวเล็ก หางสั้นๆ ส่ายสะบัดไปมา ส่งเสียงเล็กแหลม เงยหน้าขึ้นมองรูปหญิงชราที่ตั้งอยู่บนหิ้ง ทั้งมีอัฐิวางขนาบข้าง หัวข่าวถูกพาด “น้องหมาสัมผัสวิญญาณจากรูปได้”
ด้วยเพราะปกติมนุษย์จะได้ยินเสียงที่ความถี่ประมาณ 20,000 เฮิร์ตช แต่หูของน้องหมาไม่เหมือนหูของเราเลย พวกเขาจะได้ยินที่ความถี่ 65,000 เฮิร์ตช ทำให้หูกระดิกทันทีเมื่อมีเสียงเล็กๆ เกิดขึ้น เช่น หนูวิ่งบนฝ้าเพดาน แมลงหวี่บิน เสียงใบไม้หวีดหวิว จากช่องหูของน้องหมาที่มีรูปร่างเหมือนกรวยรับเสียงหมุนได้ ทำให้หูหันชูชันไปยังเสียงนั้น และจับทิศทางได้แม่นยำมาก
ในโพรงจมูกของน้องหมามีตัวรับกลิ่น ประมาณ 220 - 300 ล้านตัว ขณะที่มนุษย์มีแค่ 5 ล้านตัว สมองของมันมีส่วนที่ใช้ประมวลผลกลิ่นใหญ่กว่ามนุษย์เป็น 40 เท่า กลิ่นที่เราแทบไม่รู้สึกเป็นกลิ่นที่ชัดเจนสำหรับหมา พวกเขารับรู้ได้แม้กระทั่งกลิ่นของแมลงสาบที่แอบอยู่ในมุมมืด
ทั้งดวงตาของหมามีสิ่งที่เรียกว่า Tapetum Lucidum หรือเยื่อสะท้อนแสงซ่อนช่วยจับการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ทำให้มองเห็นได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า ในขณะที่เรามองไม่เห็นอะไรในความมืดเลย แต่เจ้าตูบกลับเห็นวัตถุเคลื่อนไหว
หากวิวัฒนาการของมนุษย์สืบสายพันธุ์มาจากลิง เจ้าตูบเองก็สืบสายพันธุ์มาจากหมาป่าซึ่งต้องล่าเหยื่อในธรรมชาติ การได้ยิน ดมกลิ่น มองเห็นในที่มืดจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการอยู่รอด
คนโบราณเล่ากันว่าหมาสามารถมองเห็นผี หรือหมารู้ก่อนเสมอว่าใครกำลังจะหมดลมหายใจ แต่เมื่อเล่าผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์แล้ว เจ้าหมาไม่ได้เป็นผู้พยากรณ์ มันเพียงรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสได้ สุนัขอาจสามารถดมกลิ่นสารอินทรีย์ระเหย (Volatile Organic Compounds) ที่ร่างกายปล่อยออกมา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเซลล์หรือระบบภายใน
อย่างที่เรารู้กันว่าเจ้าหมาเป็นเพื่อนซี้แสนรักที่ไม่เคยกลั้นอารมณ์ของตัวเองอยู่ พวกเขาจะส่ายหางพึ่บพั่บว่องไวหากเห็นเรากำลังเดินเข้าประตูบ้าน ส่งเสียงครางหงิงในลำคอหากเห็นเราเศร้าโศก การสังเกตว่าใครสักคนรู้สึกอย่างไรเป็นอีกหนึ่งภาษารักฉบับเจ้าหมา ไม่ต่างจากมนุษย์ที่รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังแผ่ความรู้สึกโกรธ นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกประทับใจ หรือท่าทางระริกระรี้เมื่อได้เห็นคนรัก และเจ้าหมายังดมกลิ่นความเครียด (Stress Odor) ได้ เมื่อคนเจ็บป่วยหนักหรือใกล้สิ้นลม ร่างกายจะมีอาการผิดแปลก เคมีในเลือดเปลี่ยนไป กลิ่นที่ปล่อยออกมาจึงอาจแตกต่างจากปกติ
ทั้งนี้ ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าสุนัขสามารถทำนายการเสียชีวิตล่วงหน้าเป็นชั่วโมงหรือวันได้อย่างแม่นยำ แต่เป็นไปได้ว่าสิ่งที่สุนัขรับรู้ คือสัญญาณชีวภาพที่ร่างกายแสดงออกมา มากกว่าความเข้าใจเรื่องความตาย
ตามตำนานของผืนแผ่นดินอียิปต์ ดินแดนแห่งแม่น้ำไนล์ที่ไหลเอื่อย และอบอวลไปด้วยความเชื่อในสามเหลี่ยมพีระมิด ยังมีเทพองค์หนึ่งที่ใครก็ไม่อาจลืมได้ ‘อะนูบิส’ คือชื่อของเขา บุตรของเทวีเนฟทิสและเทพเซต อะนูบิสมีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนเทพเจ้าองค์อื่น หัวของเขาเป็นหมาไนสีดำสนิท ทว่าร่างกายกลับเป็นดังมนุษย์ปกติทุกประการ
อะนูบิสถูกสอนให้เฝ้าสุสานและดำเนินพิธีกรรมแห่งความตาย เพราะโลกที่เขาอยู่ เป็นโลกที่แสนขมุกขมัว ไร้ลมพัดโบก ด้วยทุกชีวิตในที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่ไร้ลมหายใจ แต่ก่อนที่มนุษย์จะสิ้นลม วิญญาณของพวกเขาจะถูกพาเข้าไปในห้องแห่งการตัดสินที่มี ‘เทพโอซิริส’ ผู้พิพากษาความตาย นั่งสง่างามรออยู่บนบัลลังก์ กลางแสงสลัว และกลิ่นธูปโบราณ
เทพเจ้าหมาไนที่มีแววตาลึกลับจะทำหน้าที่หยิบหัวใจของผู้ตายขึ้นวางบนตราชั่งทองคำ ข้างหนึ่งนั้นจะมีขนนกของเทพีมาอัตที่เป็นเจ้าแห่งความยุติธรรมวางอยู่ เมื่อใดที่หัวใจมนุษย์หนักกว่าขนนก จะถูก ‘อัมมิต’ กัดกิน อัมมิตเป็นสัตว์ร้ายแห่งอียิปต์ที่รูปลักษณ์ช่างน่าหวาดกลัว หัวของมันเป็นจระเข้ ร่างกายดั่งสิงโต และขาหลังเป็นท่อนขาแบบฮิปโปโปเตมัส การที่หัวใจของมนุษย์ถูกอัมมิตกัดกิน หมายความว่าวิญญาณดวงนั้นไม่อาจเดินทางไปสู่โลกหลังความตายได้อีก เพราะขณะที่มีชีวิต พวกเขาไม่ได้ดำเนินตัวเองอยู่บนความดี ใช้หัวใจดวงนี้อย่างอยุติธรรม จะเรียกว่าทำร้ายผู้อื่นอยู่เสมอก็ไม่ผิดนัก วิญญาณของคนเหล่านี้จะถูกส่งไปยังนรกไฟชั่วนิรันดร์
หากหัวใจมีน้ำหนักเบา หรือไม่ก็สมดุลพอดีกับขนนก พวกเขาก็จะเดินทางต่อไปสู่โลกหลังความตายได้ แม้ดวงวิญญาณจะก้าวเท้าสู่พื้นยมโลกอย่างหวาดระแวง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน แต่อะนูบิสจะยิ้มอ่อน เพราะเขาเป็นเพียงผู้เดียวที่รู้ว่าจะพาทุกดวงวิญญาณไปสู่จุดหมายอย่างปลอดภัยได้อย่างไร
ในประเทศไทยเองก็มีความเชื่อลึกลับบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตสี่ขานะ เคยได้ยินเรื่อง ‘น้ำตาหมาดำ’ หรือเปล่า เขาเล่ากันว่าหากนำมันมาป้ายตาจะช่วยเบิกดวงเนตรที่สาม เพื่อมองเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น สาเหตุที่ต้องเป็นน้ำตาหมาดำก็เพราะหมาดำเป็นสัญลักษณ์ความเศร้า ความตาย หรือลางร้าย เช่นกันกับแมวดำที่เราจะผวาทุกครั้งเมื่อน้องเดินดุ่มๆ ผ่านเท้า หรือวิ่งว่องไวตัดหน้ารถยนต์
แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แน่ชัดหรอกว่าน้ำตาหมาดำจะทำให้มองเห็นวิญญาณได้จริง มันถูกคาดการณ์ว่าอาจเป็นเรื่องทางจิตวิทยาและผลของความคาดหวังมากกว่า การที่นำน้ำตาหมาดำป้ายดวงตาแล้วเชื่อว่ามีพลังเหนือธรรมชาติ เป็นเพราะสมองจดจ่ออยู่กับสิ่งผิดปกติรอบตัว ทำให้สามารถสังเกตเงา เสียงแผ่วเบา หรือรูปทรงเล็กจิ๋วที่กำลังเคลื่อนไหวได้มากขึ้น คล้ายกับปรากฏการณ์ ‘Pareidolia’ กลไกธรรมชาติของสมองที่เชื่อมโยงภาพที่เราเห็น เทียบกับคลังในความทรงจำ และกระบวนการคิดของเราอย่างอัตโนมัติ ทำให้เกิดการตีความออกมาเป็นผลลัพธ์ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งนี้ สิ่งนี้เหมือนสิ่งนั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเทพอะนูบิสในแดนอียิปต์ หรือน้ำตาหมาดำเบิกเนตรที่สาม พึงสังเกตเจ้าตูบเพื่อนซี้ในยามค่ำคืนให้ดีนะ เพราะโลกของพวกเขาไม่มีวิทยาศาสตร์เหมือนอย่างโลกของเรา