มหาเถรสมาคม ออกแนวปฏิบัติใหม่ คุมเข้มบัญชี-การเงินวัดทั่วประเทศ เริ่มใช้ 1 ต.ค.68
ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝาก การเบิกถอน การจัดทำบัญชีรายรับ–รายจ่าย และรายงานเงินคงเหลือของวัดทั่วประเทศ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568
วันที่ 25 สิงหาคม 2568 มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2568 สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เรื่องแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดและแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด โดยเนื้อหาระบุว่า
ในการประชุมมหเถรสมาคม ครั้งที่ 16/268 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 เลขาธิการมหาเถรสมาคม เสนอว่า ในคราวการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ได้มีมติที่ 399/2568 เรื่องข้อปรารภการบริหารศาสนสมบัติตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติ-คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม ได้มีมติโดยสรุป มอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอหลักการทั่วไป
สำหรับการจัดการศาสนสมบัติวัดโดยด่วน พร้อมทั้งแจ้งข้อปรารภเป็นการกำชับมหาเถรสมาคม ให้เร่งรัด และมอบหมายการดำเนินการในพันธกิจด้านศาสนสมบัติ ร่วมกันพิจารณาดำเนินการ กำหนดกฎเกณฑ์ และกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัด เพื่อเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณากำหนดเป็นกฎเกณฑ์สำหรับบังคับใช้แก่คณะสงฆ์
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด ได้พิจารณาแล้วเพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ.2564 ประกอบกับมติมหาเถรสมาคม มติที่ 399/2568 เรื่องข้อปรารภการบริหารศาสนสมบัติตามพระธรรมวินัย และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และมติที่ 402/2568 เรื่อ นโยบายคณะสงฆ์ในการบริหารศาสนสมบัติ ตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ขอนมัสการมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา ดังนี้
1. กำหนดแนวปฏิบัติในการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก ธนาคาร และการเก็บรักษาบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด ดังนี้
การเปิดบัญชีและการเบิกถอนเงินฝากธนาคารของวัด
1.1 การปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ให้ปิดบัญชีเงินฝากกับชนาคารที่สำนักงานตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่วัดตั้งอยู่เท่านั้น
1.2 ระบุชื่อบัญชีเงินฝากธนาคารว่า "เงินของวัด………." หรือ "วัด…….." เท่านั้น ห้ามมีคำว่าโดย……. (บุคคลใดบุคคลหนึ่ง) ต่อท้ายชื่อวัด
1.3 ระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามถอนเงิน หรือสั่งจ่ายเช็ค จากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดอย่างน้อย 3 รูป/คน ประกอบด้วย 1. เจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายสงฆ์ 2. ไวยาวัจกรที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าอาวาส และ 3. บุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร
1.4 เงื่อนไขการถอนเงิน หรือจ่ายเช็ค ให้กำหนดผู้มีอำนาจลงนานจำนวน 2 ใน 3 รูป/คน โดยมีเจ้าอาวาสลงนามถอนเงินหรือสั่งจ่ายเช็คด้วยทุกครั้ง
1.5 การถอนเงินฝากธนาคารของวัด ให้ใช้การถอนเงินโดยใช้ใบถอนเงินของธนาคารและสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเท่านั้น การเก็บรักษาบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด ให้เก็บรักษาไว้ ณ ที่วัด ในที่ปลอดภัยไม่ให้สูญหาย
2. การจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดหรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด ดังนี้
2.1 ให้วัดทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดและบันทึกบัญชีทุกครั้งที่มีรายการรับและรายการจ่าย พร้อมให้สรุปเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือน จำนวน 12 เดือน (เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม) ส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ในส่วนเอกสารหลักฐานประกอบรายรับ - รายจ่าย ให้เก็บไว้ที่วัด เพื่อรับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
2.2 ให้วัดจัดทำรายงานเงินคงเหลือของวัด โดยจัดทำ ณ วันสุดท้ายของเดือน เป็นประจำทุกเดือน โดยให้รายงานทั้งเงินสด เช็ค และเงินฝากธนาคารที่เป็นบัญชีของวัดทุกบัญชี ที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อของวัด และรวบรวมส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ
2.3 ให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดของสำนักงาน-พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการบันทึกบัญชีของวัด ซึ่งหากวัดใดได้นำระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด ใช้ในการบันทึกบัญชีของวัดแล้ว ไม่ต้องดำเนินการจัดทำข้อ 2.1 และข้อ 2.2 อีก แต่วัดต้องรายงานบัญชี มาตรฐานสำหรับวัดส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยสำเนาเอกสารไว้ที่วัดด้วยทุกฉบับ ทั้งนี้ ในการจัดทำระบบบัญชี มาตรฐานสำหรับวัด ให้วัดพิจารณาได้ตามความเหมาะสมของวัด
2.4 กรณีวัดที่มีรายชื่ออยู่ในโครงการจัดทำบัญชีญชีมาตฐาน (สำหรับวัดนำร่อง ให้จัดทำบัญชีระหว่างเดือนตุลาคม - มิถุนายน ในปีถัดไป และนำส่งรายงานให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนา-แห่งชาติ ภายในเดือนสิงหาคม
3. ให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด
4. ให้เจ้าอาวาสปฏิบัติตามมติฉบับนี้ และให้เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ กำกับ กำชับ ติดตามและดูแลเจ้าอาวาสในเขตปกครอง ให้บริหารศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติ กฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ มติ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
หากไม่ปฏิบัติตาม ย่อมมีความผิดฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและมีโทษได้
5. มอบหมายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการดังต่อไปนี้
5.1 กำหนดแบบบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัดตามมติฉบับนี้
5.2 ให้คำแนะนำแก่วัดในการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด
5.3 ให้มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล หรืออาจจะประสานงานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่ตรวจสอบ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจสอบภายในระดับจังหวัด สำนักงานตำรวจ-แห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เพื่อทำการตรวจสอบบัญบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่ายของวัด และรายงานเงินคงเหลือของวัด พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานประกอบได้ตามความเหมาะสมและให้รายงานการตรวจสอบให้มหาเถรสมาคมทราบ
6. ให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นควรน่าเสมทานถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ
2. มอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งเจ้าคณะจังหวัด ทั้ง 2 นิกาย
3. ให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม