โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ราคาทองคำ” พุ่งทะลุ 3,800 ดอลลาร์ครั้งแรกในประวัติการณ์ อานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 06.37 น.

"ราคาทองคำ" ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,812 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าและนักลงทุนจับตาความเสี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐสหรัฐ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

วันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 13.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาทองคำ พุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่เหนือระดับ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาความเสี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ

ราคาทองคำในตลาดพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 1.4% แตะระดับ 3,812.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดกาล แซงหน้าสถิติเดิมที่ทำไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยราคาทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ติดต่อกัน ขณะที่ราคาโลหะมีค่าอื่น ๆ ก็ปรับตัวแรงเช่นกัน เงินซิลเวอร์พุ่งขึ้นมากสุด 2.4% ส่วนแพลทินัมและพัลลาเดียมดีดตัวแรงจากภาวะอุปทานตึงตัวและกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่อ้างอิงโลหะมีค่า

ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่นักลงทุนรอความคืบหน้าการเจรจาระหว่างผู้นำสภาคองเกรสสหรัฐกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในวันจันทร์ ซึ่งจะมีขึ้นก่อนกำหนดเส้นตายงบประมาณรัฐบาลกลางหมดอายุ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวได้ หน่วยงานรัฐอาจถูกปิดทำการ และอาจส่งผลให้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายน ต้องเลื่อนการเปิดเผยออกไป ทั้งนี้การอ่อนค่าของดอลลาร์ทำให้ราคาทองคำและโลหะมีค่าถูกลงสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่ทั่วโลก

ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอจะช่วยเสริมแนวโน้มให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดของสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผลอย่างทองคำ อย่างไรก็ดีท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่ผสมผสานและมุมมองที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่เฟด ทำให้แนวโน้มวงจรการลดดอกเบี้ยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ตลาดยังจับตาความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของเฟด หลังทนายของ ลิซา คุก กรรมการเฟด ได้ยื่นต่อศาลสูงสุดเพื่อให้เธอยังสามารถทำงานต่อไปได้ ระหว่างการต่อสู้กับความพยายามของทรัมป์ที่จะปลดออกจากตำแหน่ง

นักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ระบุว่า ราคาทองคำเมื่อเทียบกับดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังไม่ถือว่าแพงเกินไป และควรสะท้อนเบี้ยความเสี่ยงจากเฟด จึงทำให้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีมูลค่าคุ้มค่า

ราคาทองคำทะยานขึ้นแล้วกว่า 45% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและการกลับมาลดดอกเบี้ยของเฟด โดยราคาทองคำกำลังจะปิดบวกติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 และปริมาณถือครองทองคำในกองทุน ETF สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ทั้ง Goldman Sachs และ Deutsche Bank ต่างคาดว่ากระแสราคาทองคำขาขึ้นจะยังดำเนินต่อไป

ด้านโลหะมีค่าอื่น ๆ เผชิญภาวะตึงตัวรุนแรง โดยสัญญาเช่า (lease rates) ของซิลเวอร์ แพลทินัม และพัลลาเดียม พุ่งสูงกว่าปกติสะท้อนอุปทานขาดแคลนยาวนานหลายปี ขณะที่ Citigroup ระบุว่าความกังวลใหม่ที่กลุ่มโลหะกลุ่มนี้อาจถูกจัดให้อยู่ในข่ายการสอบสวนตามมาตรา 232 ของทรัมป์เกี่ยวกับแร่ธาตุสำคัญ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่พัลลาเดียมอาจถูกเก็บภาษีนำเข้า โดยคาดว่าผลการทบทวนจะแล้วเสร็จปลายเดือนตุลาคม

ณ เวลา 13.50 น. ตามเวลาในสิงคโปร์ ราคาทองคำปรับขึ้น 1.2% มาที่ 3,806.23 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์บลูมเบิร์กอ่อนลง 0.2%

ซิลเวอร์พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตั้งแต่ปี 2554 แตะระดับ 46.79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากสัปดาห์ก่อนทะลุ 45 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ขณะที่แพลทินัมพุ่งขึ้น 2.6% ทะลุ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดตั้งแต่ปี 2558 ส่วนพัลลาเดียมเพิ่มขึ้นมากสุด 2.9% แตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

อ้างอิง : bloomberg.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...