“ราคาทองคำ” พุ่งทะลุ 3,800 ดอลลาร์ครั้งแรกในประวัติการณ์ อานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่า
"ราคาทองคำ" ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,812 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าและนักลงทุนจับตาความเสี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐสหรัฐ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
วันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 13.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาทองคำ พุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่เหนือระดับ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาความเสี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ
ราคาทองคำในตลาดพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 1.4% แตะระดับ 3,812.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดกาล แซงหน้าสถิติเดิมที่ทำไว้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยราคาทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ติดต่อกัน ขณะที่ราคาโลหะมีค่าอื่น ๆ ก็ปรับตัวแรงเช่นกัน เงินซิลเวอร์พุ่งขึ้นมากสุด 2.4% ส่วนแพลทินัมและพัลลาเดียมดีดตัวแรงจากภาวะอุปทานตึงตัวและกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่อ้างอิงโลหะมีค่า
ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่นักลงทุนรอความคืบหน้าการเจรจาระหว่างผู้นำสภาคองเกรสสหรัฐกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในวันจันทร์ ซึ่งจะมีขึ้นก่อนกำหนดเส้นตายงบประมาณรัฐบาลกลางหมดอายุ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราวได้ หน่วยงานรัฐอาจถูกปิดทำการ และอาจส่งผลให้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายน ต้องเลื่อนการเปิดเผยออกไป ทั้งนี้การอ่อนค่าของดอลลาร์ทำให้ราคาทองคำและโลหะมีค่าถูกลงสำหรับผู้ซื้อส่วนใหญ่ทั่วโลก
ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอจะช่วยเสริมแนวโน้มให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดของสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผลอย่างทองคำ อย่างไรก็ดีท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่ผสมผสานและมุมมองที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่เฟด ทำให้แนวโน้มวงจรการลดดอกเบี้ยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ตลาดยังจับตาความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของเฟด หลังทนายของ ลิซา คุก กรรมการเฟด ได้ยื่นต่อศาลสูงสุดเพื่อให้เธอยังสามารถทำงานต่อไปได้ ระหว่างการต่อสู้กับความพยายามของทรัมป์ที่จะปลดออกจากตำแหน่ง
นักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ระบุว่า ราคาทองคำเมื่อเทียบกับดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังไม่ถือว่าแพงเกินไป และควรสะท้อนเบี้ยความเสี่ยงจากเฟด จึงทำให้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีมูลค่าคุ้มค่า
ราคาทองคำทะยานขึ้นแล้วกว่า 45% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและการกลับมาลดดอกเบี้ยของเฟด โดยราคาทองคำกำลังจะปิดบวกติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 และปริมาณถือครองทองคำในกองทุน ETF สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ทั้ง Goldman Sachs และ Deutsche Bank ต่างคาดว่ากระแสราคาทองคำขาขึ้นจะยังดำเนินต่อไป
ด้านโลหะมีค่าอื่น ๆ เผชิญภาวะตึงตัวรุนแรง โดยสัญญาเช่า (lease rates) ของซิลเวอร์ แพลทินัม และพัลลาเดียม พุ่งสูงกว่าปกติสะท้อนอุปทานขาดแคลนยาวนานหลายปี ขณะที่ Citigroup ระบุว่าความกังวลใหม่ที่กลุ่มโลหะกลุ่มนี้อาจถูกจัดให้อยู่ในข่ายการสอบสวนตามมาตรา 232 ของทรัมป์เกี่ยวกับแร่ธาตุสำคัญ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด โดยเฉพาะความเสี่ยงที่พัลลาเดียมอาจถูกเก็บภาษีนำเข้า โดยคาดว่าผลการทบทวนจะแล้วเสร็จปลายเดือนตุลาคม
ณ เวลา 13.50 น. ตามเวลาในสิงคโปร์ ราคาทองคำปรับขึ้น 1.2% มาที่ 3,806.23 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์บลูมเบิร์กอ่อนลง 0.2%
ซิลเวอร์พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตั้งแต่ปี 2554 แตะระดับ 46.79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากสัปดาห์ก่อนทะลุ 45 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ขณะที่แพลทินัมพุ่งขึ้น 2.6% ทะลุ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดตั้งแต่ปี 2558 ส่วนพัลลาเดียมเพิ่มขึ้นมากสุด 2.9% แตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
อ้างอิง : bloomberg.com