ธุรกิจกลางคืน-โรงแรมยิ้มรับ ปลดล็อกเหล้าเบียร์ เงินสะพัดนับแสนล้าน
ธุรกิจกลางคืน-โรงแรมรับอานิสงส์ รัฐบาลเล็งปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งยกเลิกโซนนิ่ง ขยายเวลาเปิดถึงตี 4 และให้ขายได้ในช่วง 14.00-17.00 น. ตั้งเป้ามีผลภายในเดือน ม.ค. 2569 ก่อนยุบสภา เชื่อปลุกเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากร้านโชห่วย-คนขับแท็กซี่ ยันผู้จัดประชุมสัมมนา-คอนเสิร์ต ส่วนร้านอาหารกลางคืนลุ้นโตพุ่ง 50% เงินสะพัดนับแสนล้าน ขณะที่องค์กรเฝ้าระวังผลกระทบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จี้ทบทวนผลพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด พร้อมชั่งน้ำหนักผลดี-เสีย จัดระเบียบดึงเงินเข้ารัฐ
จากกรณีนโยบายรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมหารือเพื่อยกเลิกการโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เปิดกว้างขายได้ทั่วประเทศ ขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น. และผ่อนคลายข้อห้ามขายช่วงเวลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 14.00-17.00 น. โดยมีเป้าหมายให้สามารถดำเนินการได้ทันทีภายในเดือน ม.ค. 2569
ธุรกิจกลางคืนขานรับรัฐบาล
นายเรวัตร คงชาติ กรรมการสมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหารกลางคืน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปลดล็อกให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. การยกเลิกโซนนิ่งนี้ ไม่เพียงเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้างด้วย
เพราะผู้ประกอบการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้รับอานิสงส์ ตั้งแต่รายย่อยที่รับลูกค้าต่อจากร้านอาหาร-ผับบาร์อย่างร้านข้าวต้มรอบดึก และผู้ขับแท็กซี่-รถรับจ้าง, ร้านชำ-ร้านโชห่วย ไปจนถึงธุรกิจท่องเที่ยว-บันเทิง เช่น การจัดประชุมสัมมนา, โรงแรมที่พักและผู้จัดคอนเสิร์ต
คาดยอดขายโตพรวดถึง 50%
นอกจากนี้ การปรับแก้กฎหมายให้การเปิดกิจการโปร่งใสขึ้น เชื่อว่าจะทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา ทำให้รัฐมีรายได้ทั้งจากภาษีการขายและอื่น ๆ เพิ่มตามไปด้วย ส่วนด้านการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการจะเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการแข่งขันในด้านโปรโมชั่นและความบันเทิงในร้านเป็นหลัก
ส่งผลให้หากสามารถบังคับใช้จริงหลังเดือนมกราคม 2569 อาจผลักดันให้ธุรกิจร้านอาหารกลางคืนเติบโตได้มากถึง 50% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบหลายปี จากทั้งปัจจัยหนุนทางตรงอย่างเวลาทำการที่นานขึ้น และทางอ้อม เช่น สภาพเศรษฐกิจซึ่งจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนมากยิ่งขึ้นด้วย
เนื่องจากกิจกรรมกลางคืนหรือไนต์ไลฟ์ของไทย เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้หากมีโอกาสท่องเที่ยวได้นานขึ้น อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเพิ่ม หรือจูงใจให้พักในไทยนานขึ้น รวมถึงจับจ่ายในไทยมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จะมีรายได้และเม็ดเงินมาจับจ่ายมากขึ้น
มีเม็ดเงินเข้าระบบนับแสนล้าน
เช่นเดียวกับการจัดโซนนิ่ง ซึ่งปัจจุบันโซนที่ได้รับความนิยมเปลี่ยนไป ไม่จำกัดอยู่เพียงสีลม, พัฒน์พงศ์, อาร์ซีเอ เพชรบุรีตัดใหม่ และรัชดาภิเษกแล้ว แต่ขยายไปยังย่านอื่น ๆ อาทิ เลียบด่วน หรือทองหล่อด้วย นอกจากนี้ กฎหมายเดิมยังเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น เนื่องจากหากร้านจำเป็นต้องเปิดเกินเวลาเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ มีความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ
ดังนั้น หากปรับกฎหมายให้เข้ากับบริบทของผู้บริโภคและการประกอบธุรกิจในปัจจุบันแล้ว นอกจากเม็ดเงินที่จะกลับเข้าสู่ระบบในระดับหลายแสนล้านบาท/ปี ทั้งทางตรงจากภาษี และทางอ้อมหรือเงินที่สูญเสียไปกับการเป็นเงินใต้โต๊ะ
“อย่างไรก็ตาม อีกจุดที่รัฐควรคำนึงถึงในการแก้กฎหมายครั้งนี้ คือการจัดสรรเม็ดเงินรายได้ที่จะได้รับมากขึ้น ไปใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เกิดการคืนสู่สังคมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”
สมาคมโรงแรมหนุนเต็มที่
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างมาก ทั้งประเด็นปลดล็อกโซนนิ่งการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ การขยายเวลาเปิดสถานบริการถึง 04.00 น. และยกเลิกข้อกำหนดห้ามขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพราะกฎหมายไม่สอดคล้องกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหากปลดล็อกหาซื้อและนั่งดื่มในพื้นที่ร้านต่าง ๆ ได้
“ระเบียบปัจจุบันวันสำคัญทางศาสนา กำหนดให้งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมองในแง่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การงดขายในวันเหล่านั้นไม่จำเป็น เพราะวันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามีหลากหลายศาสนาและหลากหลายสัญชาติมาก ดังนั้น ถ้าสามารถยกเลิกได้ก็ควรทำ” นายเทียนประสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปถึงเวลา 04.00 น.นั้น จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจกลางคืนได้มากน้อยแค่ไหน ผลดีผลเสียมากน้อยเท่าใดนั้น ต้องรอผลการศึกษาออกมาก่อน หรือหากสังคมมีข้อกังวลจะทดลองขยายเวลา 3 หรือ 6 เดือนก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาประเมินผลอีกครั้ง
แนะทบทวน-ชั่ง นน.ผลดี/เสีย
นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) กล่าวว่า ก่อนที่รัฐบาลเตรียมจะยกเลิกการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย และให้ขายได้ถึงตี 4 รวมถึงยกเลิกโซนนิ่งนั้น ภาครัฐควรทบทวนและประเมินผลว่า ในพื้นที่ซึ่งปลดล็อกการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำร่องไปก่อนหน้าอย่างกรุงเทพมหานคร, จ.ภูเก็ต, จ.ชลบุรี, จ.เชียงใหม่ และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีนั้น ได้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คุ้มค่ากับปัญหาด้านความปลอดภัย อุบัติเหตุ และเหตุความรุนแรงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่
“ควรชั่งน้ำหนักให้รอบด้าน เพราะปัจจุบันมูลค่าความสูญเสียโดยรวมจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูงกว่าภาษีที่จัดเก็บได้อยู่แล้ว เป็นภาระในทางสาธารณสุขมหาศาล อุบัติเหตุก็ไม่ได้ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น”
ย้ำมุ่งจัดระเบียบดึงเงินเข้ารัฐ
นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ ควรเน้นการจัดระเบียบสถานประกอบการทั้ง กลุ่ม คล้ายสถานบริการที่คาดว่ามีมากกว่า 200,000 ราย และธุรกิจสถานบริการที่มีกว่า 1,800 ราย ให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง การจัดโซนนิ่งจำเป็นต้องมีการประเมินประสิทธิภาพของมาตรการเดิมด้วย ดังนั้น ควรแก้ไขระดับ พ.ร.บ.ให้ทันสมัยดีกว่า และจัดระเบียบใหม่ให้คุ้มครองสุจริตชน รวมถึงเพิ่มรายได้เข้ารัฐ
“การปรับครั้งนี้ ควรขยายความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการให้มากขึ้น และอุดช่องโหว่การจ่ายใต้โต๊ะ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการที่ตั้งใจทำตามกฎหมายทำมาหากินได้โดยสุจริต พร้อมลงโทษหนักกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ปิด 1-5 ปี เป็นต้น”
เชียงใหม่กังวลจดทะเบียน
นายธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า หากมองในมุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องดูเป็นบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ก็จะกระตุ้นรายได้จากนักท่องเที่ยวได้ระดับหนึ่ง สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีสถานบริการที่เป็นร้านอาหาร สถานบันเทิงที่จดทะเบียนถูกต้องจำนวนทั้งสิ้นเพียง 26 แห่ง (เป็นการจดทะเบียนก่อนปี 2548) จากจำนวนสถานบริการที่มีอยู่กว่า 10,000 ราย
เมื่อมีกฎหมายโซนนิ่งออกมา ก็ไม่มีใครสามารถยื่นจดทะเบียนได้อีกเลย ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีโซนนิ่งอยู่บริเวณถนนวงแหวนย่านศาลากลาง แต่แทบไม่มีใครไปเปิดสถานบริการ เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว และปัจจุบันบริเวณนั้นเป็นโรงเรียนและที่พักอาศัย ขณะที่สถานบริการทั้ง 26 ราย ที่ยังเปิดบริการมีอยู่ไม่ถึง 10 รายที่เป็นร้านอาหารและสถานบันเทิง นอกนั้นเป็นสถานอาบอบนวด
ภาษีสรรพสามิตยังสูงอยู่
รัฐบาลออกมาตรการนี้มา ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงในแต่ละจังหวัดมีเงื่อนไขและจำนวนสถานบริการกี่แห่งที่เปิดได้จริง สำหรับจังหวัดเชียงใหม่มีสถานบริการกว่า 10,000 ราย มีต้นทุนในการจดทะเบียนสถานบริการใหม่ คาดว่าอาจมีสถานบริการไม่เกิน 10% ของผู้ประกอบการทั้งหมด 10,000 ราย ที่จะไปยื่นจดทะเบียนสถานบริการใหม่ เพื่อใช้มาตรการการยกเลิกโซนนิ่ง
นอกจากนี้ สถานบริการยังต้องเสียภาษีสรรพสามิต แม้รัฐบาลจะปรับลดจาก 10% เหลือ 5% แต่ก็ยังเป็นอัตราที่สูง เช่น สถานบริการมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท ต้องเสียภาษี 1 แสนบาทต่อเดือน แม้ภาษีจะลดเหลือ 5% ก็เป็นแค่ระยะเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งในข้อเท็จจริงมองว่าไม่คุ้ม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจกลางคืน-โรงแรมยิ้มรับ ปลดล็อกเหล้าเบียร์ เงินสะพัดนับแสนล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net