เปิดรายงาน หนี้นอกระบบไทย ทะลุ 2.2 ล้านล้านบาท พร้อมเสนอ 4 แนวทางแก้ไข
ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬา จัดทำรายงานผลการศึกษาโครงการสำรวจและวิเคราะห์สถานการณ์ หนี้นอกระบบไทย พบว่าประเทศไทยมีหนี้นอกระบบรวม 2.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13.4% ของหนี้ครัวเรือน ทั้งยืมเพื่อน/ญาติ-กู้เจ้าหนี้โหด-กู้ออนไลน์ พร้อมเสนอแนะ 4 แนวทางและมาตรการแก้ปัญหาให้หนี้นอกระบบกลับมาสู่ในระบบ ก่อนลุกลามเป็นวิกฤติประเทศ
สถานการณ์หนี้นอกระบบของประเทศไทยนับเป็นปัญหาสำคัญที่เรื้อรัง สะสมมายาวนานและสะท้อนปมปัญหาที่ซับซ้อนทั้งทางด้านสังคม คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของภาคครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด การใช้กำลังข่มขู่หรือทำร้ายลูกหนี้ หรือการประจานลูกหนี้ให้ได้รับความอับอาย และที่สำคัญหนี้นอกระบบดังกล่าวอาจก่อปัญหาต่อภาคการเงินในระดับประเทศได้
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการสำรวจและวิเคราะห์สถานการณ์หนี้นอกระบบไทย : การวิเคราะห์เชิงลึกทางพฤติกรรมและบริบททางเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาและวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับหนี้นอกระบบในประเทศไทย โดยคณะผู้วิจัยจากศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
งานวิจัยนี้เลือกใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถาม (Behavioral Survey) กับกลุ่มตัวอย่างกว่า 5,000 ครัวเรือนครอบคลุมทุกภูมิภาค และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มลูกหนี้ที่มีรูปแบบการกู้ยืมแตกต่างกัน
การเงินธนาคาร จึงขอนำเสนอสาระสำคัญ รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศไทยในรายงานฉบับนี้ ดังนี้
หนี้นอกระบบสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นทางการ
“หนี้นอกระบบ” เป็นประเด็นที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ โดยมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ วัฒนธรรมในท้องถิ่น และนโยบายของรัฐในแต่ละยุค การกู้ยืมเงินนอกเหนือจากระบบธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ได้รับการรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นทั้งเครื่องสะท้อนของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นทางการ และเป็นทางออกฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางการเงินเฉพาะหน้า ซึ่งเหตุผลเหล่านี้เป็นตัวผลักดันให้หนี้นอกระบบยังคงมีอยู่และแพร่หลาย
จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ พบว่าในหลายปีที่ผ่านมา หนี้นอกระบบในประเทศไทยมีขนาดใหญ่กว่าที่หน่วยงานราชการบางแห่งเคยประเมินไว้ ด้านหนึ่งเป็นเพราะการให้คำจำกัดความของคำว่า"หนี้นอกระบบ" ที่หลากหลาย อีกด้านหนึ่งเกิดจากลักษณะการให้กู้ยืมที่ถูกนับรวมช้า หรืออาจไม่เคยถูกเปิดเผยต่อหน่วยงานทางการ
ในหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนชนบทและกึ่งเมือง ยังมีระบบการเงินส่วนบุคคลและในเครือญาติหรือเพื่อนร่วมงานที่หมุนเวียนกันอยู่โดยไม่มีหลักฐานทางเอกสารอย่างชัดเจน ผู้กู้และเจ้าหนี้ต่างอาศัยหลักความเชื่อใจ หลักประกันเชิงสังคม และผลประโยชน์ในระยะสั้น จึงมีโอกาสน้อยที่ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนปรากฏในเครติดบูโรหรือในรายงานของสถาบันการเงินทางการ
ปัญหาหนี้นอกระบบยังสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมไทย เช่น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาส แรงงานนอกระบบที่ขาดหลักประกัน รายได้ไม่แน่นอน และขาดประวัติทางการเงินที่น่าเชื่อถือ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลทำให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าสู่เงื่อนไขการกู้ยืมในระบบต้องแสวงหาช่องทางแหล่งเงินกู้อื่น ๆ จนกระทั่งก่อให้เกิดหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ความเสี่ยงสูง และผลกระทบทางสังคมที่ตามมา
ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์ด้านรายได้ของคนในหลายภาคอาชีพทรุดลงอย่างรุนแรง และทำให้การเข้าถึงสถาบันทางการเงินเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากขาดเอกสารแสดงรายได้หรือหลักประกันที่พอเพียง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้คนจำนวนมากหันไปกู้ยืมนอกระบบซึ่งให้การอนุมัติรวดเร็ว หรือลดขั้นตอนการตรวจสอบลงอย่างมาก แม้ต้องแลกมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง หรือเงื่อนไขการทวงหนี้ที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามในหลายรูปแบบก็ตาม
องค์ความรู้ทางวิชาการหรือรายงานของสถาบันวิจัยหลายแห่งได้เน้นย้ำว่า หากหนี้นอกระบบมีขนาดใหญ่จนกลายเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างหนี้ครัวเรือนโดยรวม อาจก่อให้เกิดผลลบในระดับมหภาค เช่น ลดทอนกำลังซื้อ (purchasing bower) ของประชาชน ทำให้ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของระบบการเงินในภาพรวมสูงขึ้น และอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเมื่อกลุ่มใหญ่ของผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ในระบบได้อย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขหนี้นอกระบบ 2.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13.4% ของหนี้ครัวเรือน
งานวิจัยนี้ได้จัดทำการวิเคราะห์ภาพรวมของหนี้นอกระบบในหลายมิติ ทั้งในแง่มูลค่าของหนี้สัดส่วนครัวเรือนที่ถือหนี้นอกระบบ และรูปแบบการกู้ยืมที่แตกด่างจาก "หนี้ในระบบ" ตัวเลขที่ได้สะท้อนความจริงที่ว่า หนี้นอกระบบอาจไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างเล็ก ๆ ซ่อนเร้นในสังคม แต่มีความกว้างขวางและเกี่ยวโยงกับภาคเศรษฐกิจในหลายส่วน
ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจ พบว่าครัวเรือนโดยส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง (มากกว่า3,500 ครัวเรือน) มีหนี้สินในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ หรือทั้งสองประเภทควบคู่กัน โดยสัดส่วนของผู้ที่มีหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียวอาจไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนทั้งหมด หากแต่เมื่อคำนึงถึงกรณีที่ครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่งมีหนี้ทั้งสองระบบบ สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น
และเมื่อนำข้อมูลคุณภาพมาเสริมก็ยิ่งปรากฏชัดว่า ความเข้าใจของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับ "หนี้นอกระบบ" มีความหลากหลาย บางกลุ่มจะไม่นับรวมเงินกู้จากญาติหรือเพื่อนโดยไม่มีดอกเบี้ยว่าเป็นหนี้นอกระบบ เพราะเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่า ขณะที่บางกลุ่มจะนับรวมทุกกรณีที่ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการนิยามในงานวิจัยนี้
ด้านมูลค่าหนี้นอกระบบ งานวิจัยได้เปรียบเทียบกับการคำนวณของสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าตัวเลขที่โครงการศึกษาของคณะผู้วิจัยประเมินออกมาสูงกว่าอย่างชัดเจน โดยอาจอยู่ในระดับเกือบ 2.20 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 13.4 ของมูลค่าหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งขัดแย้งกับตัวเลขที่หน่วยงานทางการเคยรายงานว่าหนี้นอกระบบอาจมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.28-1.33
ทั้งนี้ความแตกต่างกันอย่างมากนี้ถูกอธิบายว่าเกิดจาก "นิยามหนี้นอกระบบ" ที่กว้างกว่าหรือละเอียดมากกว่า เพราะงานวิจัยได้นับรวมถึงรูปแบบการยืมเงินระหว่างบุคคลที่ไม่เป็นทางการ ปราศจากเอกสาร หรือไม่มีดอกเบี้ย ตลอดจนมีการชี้ให้เห็นรูปแบบการนับรวมแชร์หรือเงินกู้ระยะสั้นแบบต่าง ๆ ที่อาจไม่ปรากฏในบัญชีรายงานของใคร
ในมิติของความหลากหลาย การสัมภาษณ์เชิงลึกได้ค้นพบว่าหนี้นอกระบบไม่จำกัดเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น บางครัวเรือนที่มีรายได้ประจำก็ยังใช้หนี้นอกระบบในฐานะ "แหล่งเงินกู้เสริม" เมื่อหมุนไม่ทันกำหนดชำระกับธนาคาร หรือเมื่อต้องการเงินฉุกเฉินแล้วการขอสินเชื่อในระบบล่าช้าเกินไป
บางคนเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัทที่มีรายได้ต่อเดือนมั่นคง แต่เลือกกู้ยืมนอกระบบผ่านเพื่อนสนิทหรือเจ้าหนี้ในชุมชนที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพราะสามารถตกลงเงื่อนไขได้ยืดหยุ่นกว่า และอาจลดข้อยุ่งยากต่าง ๆ ได้มากกว่า
50% ของครัวเรือนทั้งหมด มีหนี้สินทั้งในระบบ/นอกระบบ
เมื่อพิจารณาจากฐานข้อมูลครัวเรือนที่ทำแบบสอบถามและเปรียบเทียบกับกับของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) ในช่วงปี 2560-2566 จะพบว่าทิศทางโครงสร้างประชากรครัวเรือนไทยมีขนาดเล็กลง คือมีการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนที่มีสมาชิก 1-2 คน อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ครัวเรือนขนาด 3 คนขึ้นไปมีสัดส่วนลดลง ในส่วนของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทีละน้อยแต่ไม่มากพอจะสร้างส่วนเกินทางการเงินที่ชัดเจน ทำให้หลายครัวเรือนต้องก่อหนี้เป็นครั้งคราวเพื่อนำมาใช้จ่ายและผ่อนชำระหนี้ที่มีอยู่เดิม
การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าครัวเรือนประมาณร้อยละ 50 มีหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ แต่สัดส่วนการมีหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียวค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่มักเป็นรูปแบบหนี้ที่ผสมกันระหว่างในระบบและนอกระบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำข้อมูลจากคณะผู้วิจัยมารวมด้วยจะเห็นได้ว่าหลายครัวเรือนมีความเข้าใจคำว่า"หนี้นอกระบบ" ไม่ตรงกัน มีบางครัวเรือนที่กู้เงินจากเพื่อนหรือญาติ และยังยืนยันว่าไม่ถือเป็นหนี้นอกระบบเพราะเป็นการช่วยเหลือที่ไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยต่ำเกินกว่าที่ผู้กู้รู้สึกว่าเป็นปัญหา
งานวิจัยยังพบประเด็นนำสนใจเกี่ยวกับ"การบริหารหนี้ในครัวเรือน" กล่าวคือ ครัวเรือนจำนวนมากมีการโยกย้ายเงินกู้ระหว่างในระบบและนอกระบบไปมา ตัวอย่างเช่น มีการกู้ในระบบเพื่อโปะหนี้นอกระบบ หรือกู้นอกระบบเพื่อชำระยอดค้างกับธนาคารที่กลัวว่าจะตามทวงหนี้ดอกเบี้ยล่าช้า แม้ว่าการทำแบบนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีในระยะยาว แต่สะท้อนให้เห็นว่าในสภาพแวดล้อมที่คนต้องการสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน
หนี้นอกระบบกลายเป็นเครื่องมือ "เร่งด่วน" ในการกู้เงินได้ทันที นี่จึงเป็นพื้นที่ว่างที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินทั่วไปยังเดิมเต็มได้ไม่ดีพอ
กู้เงินนอกระบบโปะหนี้ในระบบ ผ่อนบ้าน-ผ่อนรถ-ผ่อนบัตรเครดิต
การกู้ยืมในระบบเป็นเครื่องมือหลักสำหรับผู้ที่มีประวัติการเงินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ สินเชื่อหลักในระบบธนาคารอาจอยู่ในรูปของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อซื้อยานพาหนะ สินเชื่อเพื่อการศึกษา หรือสินเชื่ออเนกประสงค์ การคิดดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะมีข้อกำหนดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้ผู้มีความมั่นใจในความโปร่งใสของอัตราดอกเบี้ยและวิธีทวงถามหนี้
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ขั้นตอนขอสินเชื่อในระบบจำเป็นต้องมีเอกสารแนบที่ครบถ้วน เช่น สลิปเงินเดือน หลักฐานการเสียภาษี หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือสัญญาจ้างงานระยะยาว ทำให้ผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น เกษตรกรรายย่อย แรงงานอิสระ หรือผู้ค้าหาบเร่ แทบไม่มีโอกาสกู้เงินในระบบ ธนาคารบางแห่งเริ่มมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยที่ดอกเบี้ยต่ำลงและมีเงื่อนไขผ่อนปรน แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมอย่างแพร่หลาย ครัวเรือนหลายกลุ่มจึงถูกกีดกันออกจากตลาดเงินกู้ในระบบ อันนำไปสู่การพึ่งพาหนี้นอกระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่ามีครัวเรือนส่วนหนึ่งที่มีหนี้สินในระบบหลักหลายรายการ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และผ่อนบัตรเครดิด แต่เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถชำระได้ทันกำหนด ก็หันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบระยะสั้น โดยหวังว่าในอนาคดอันใกล้จะมีรายได้เพิ่มและโปะคืนได้ทันเวลา ซึ่งหากสถานการณ์เป็นตามคาดก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่ แต่หากเกิดรายได้ไม่เป็นไปตามแผน หนี้นอกระบบจะกลายเป็นดอกเบี้ยก้อนใหม่ที่สูงกว่าเดิม และส่งผลให้เกิดการกู้หมุนกู้ซ้ำไปได้ไม่รู้จบ
หนี้นอกระบบในไทยมีความหลากหลาย ยืมเพื่อน/ญาติ-กู้เจ้าหนี้โหด--กู้ออนไลน์
หนี้นอกระบบในประเทศไทยมีความหลากหลาย ไม่ใช่เพียงการกู้กับ "เจ้าหนี้ดอกเบี้ยโหด" รายเดียว แต่กลับพบว่ามีทั้งการหยิบยืมในหมู่เครือญาติหรือเพื่อนสนิทโดยไม่มีดอกเบี้ย (แต่มีเงื่อนไขทางสังคมอื่น ๆ) การกู้แบบใช้ตัวแทนซึ่งมีค่าหัวคิว มีการกู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ หรือแม้แต่การกู้ระยะสั้นเพื่อหมุนเงินในธุรกิจร้านค้า
การสัมภาษณ์กลุ่มลูกหนี้ค้นพบว่ามีสาเหตุหลักในการหันไปพึ่งหนี้นอกระบบหลายประการเหตุผลหนึ่งคือขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ธนาคาร เช่น ไม่มีสลิปเงินเดือนหรือรายได้ไม่สม่ำเสมอ บางคนอาจมีประวัติเครติดบูโรที่ไม่ดี จึงต้องหันไปกู้แหล่งอื่น
อีกเหตุผลหนึ่งคือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงินสดเดี๋ยวนั้น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบ้านหลังประสบภัย หรือค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า อีกทั้งหนี้นอกระบบบางรูปแบบมีความง่ายและรวดเร็ว ไม่มีการตรวจสอบประวัติยาวนาน เช่น การกู้ผ่านเพื่อนหรือญาติที่รู้จักกันมานาน จึงกลายเป็นทางออกที่ผู้กู้ยอมรับความเสี่ยงเพื่อประโยชน์ด้านเวลา
สิ่งที่น่าสนใจคือ มีข้อมูลว่าเกือบร้อยละ 70 ของครัวเรือนที่กู้เงินนอกระบบใช้เงินในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือยานพาหนะที่อาจนำไปสู่รายได้กลับคืน ถึงแม้จะมีดอกเบี้ยสูง แต่พวกเขายอมจ่ายเพื่อความรวดเร็วและไม่ต้องการหลักประกันรูปธรรม เช่น โฉนดที่ดิน หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ธนาคารเรียกร้อง
ลูกหนี้กังวลเครือข่ายความสัมพันธ์ 79% ยอมจ่ายหนี้นอกระบบก่อน
หนึ่งในประเด็นโดดเด่นของงานวิจัยคือการดพบว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ (ประมาณ 79%) ยอมจ่ายหนี้นอกระบบก่อน เมื่อมึงบประมาณจำกัดและต้องเลือกระหว่างชำระหนี้ธนาคารหรือหนี้นอกระบบให้ตรงกำหนด เหตุผลสำคัญที่เกิดขึ้นจากการสัมภาษณ์เชิงลึกคือความกังวลด้าน "เครือข่ายความสัมพันธ์" กับเจ้าหนี้นอกระบบ ซึ่งอาจเป็นเพื่อน ญาติ หรือคนในชุมชน
นอกจากนั้นยังกลัวจะเสียโอกาลกู้ใหม่ในอนาคตหากยังต้องเจอกับเหตุฉุกเฉิน ตรงกันข้าม หากลูกหนี้ล่าช้ากับธนาคารหรือสถาบันการเงินในระบบ ยังมีโอกาสเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้ หรือคาดหวังว่าจะมึนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐนอกจากนี้บางคนเห็นว่าความเสี่ยงทางกฎหมายจากการผิดนัดชำระหนี้กับธนาคารเป็นเรื่องระยะยาว และมีขั้นตอนดำเนินคดีที่ใช้เวลา ต่างจากหนี้นอกระบบที่อาจเกิดการทวงหนี้รุนแรงหรือการกระทบถึงชื่อเสียงในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว
ผลพฤติกรรมเช่นนี้สร้างความท้าทายให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินทางการ เพราะอาจส่งผลให้เกิดหนี้เสีย (NPL) ได้ง่ายขึ้นหากลูกหนี้ค้างชำระติดต่อกันหลายงวด ในแง่ของระบบข้อมูลเครดิดบูโรเรามักไม่สามารถเห็น "หนี้นอกระบบ" ที่ลูกหนี้มีอยู่เบื้องหลัง ทำให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงลูกหนี้ได้ยาก เมื่อเพิ่มพฤติกรรมที่ลูกหนี้ยอมจ่ายหนี้นอกระบบก่อนเพื่อรักษาความสัมพันธ์เข้ามา จึงเกิดเป็นช่องว่างของข้อมูลซึ่งผู้ปล่อยกู้ในระบประเมินได้ยาก
ผลการสัมภาษณ์เชิงลึก มุมมองลูกหนี้และเจ้าหนี้
จากการสัมภาษณ์เชิงลึกในเขตกรุงเทพมหานครและภูมิภาคอื่น ๆ ที่คัดเลือกตามความหลากหลายของอาชีพและรายได้ พบว่า ลูกหนี้นอกระบบจำนวนมากเข้ามาสู่สถานะนี้เพราะต้องการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าบ้าน หรือคำใช้จ่ายฉุกเฉินทางการศึกษา บางคนเป็นคนขับรถรับจ้างหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่ไม่มีรายได้คงที่ บ้างอาจกู้ยืมพร้อมกันหลายที่เพื่อหมุนเวียนเงิน ส่วนเจ้าหนี้บางรายเป็นคนที่มีอาชีพหลัก เช่น ข้าราชการ ครู หรือบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความสัมพันธ์กว้างขวางในชุมชน จึงใช้เครือข่ายเหล่านั้นสร้างระบบปล่อยกู้ขนาดเล็กจนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ส่วนหนึ่งมีมุมมองคล้ายกันว่าการกู้ยืมนอกระบบไม่จำเป็นต้องเป็นเรียงรายเสมอไป เนื่องจากยังมีรูปแบบที่ช่วยเหลือกันในกรณีที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคาร และบางกรณีเป็นการยืมแบบไม่คิดดอกเบี้ยจริง ๆ ทว่า ในกรณีที่เป็นการปล่อยกู้ในเชิงธุรกิจ ใช้อัตราดอกเบี้ยสูง การผิดนัดหรือ"เบี้ยวหนี้" จะนำไปสู่การทวงถามที่ค่อนข้างรุนแรงซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อสภาพจิตใจและความมั่นคงในชีวิตของผู้กู้
สำหรับเจ้าหนี้ที่อยู่ในระบบตัวแทน (agent) ซึ่งรับเงินทุนจากนายทุนต้นทางมาปล่อยต่อ พบว่ามีความเข้มงวดมากกว่าในแง่การติดตามและการทำสัญญา เพราะต้องแบกรับความเสียงหากลูกหนี้ที่ตนรับผิดชอบจ่ายไม่ไหว ในบางพื้นที่ปรากฏการปล่อยกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน โดยหักเงินต้นล่วงหน้าตั้งแต่วันแรก หรือมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยทุกวันจนกว่าจะแข็งแข็งแรงพอไปขอปิดหนี้ในก้อนเดียว ทำให้ยอดหนี้จริงยิ่งสูงขึ้นโดยที่ลูกหนี้ไม่ตระหนัก
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหนี้นอกระบบ
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงานอิสระพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด หรือผู้ประกอบการรายเล็กที่ถูกจำกัดการคลื่อนที่และขาดรายได้ไปช่วงหนึ่ง ต่างประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง หลายคนไม่สามารถขอสินเชื่อธนาคารได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องหลักฐานรายได้หรือไม่ผ่านเงื่อนไขประเมินความเสี่ยงของธนาคาร
Economic Intelligence Center (ElC) และรายงานของ Today Bizview (2566) ได้ชี้ให้เห็นว่าสัญญาณการเติบโตของหนี้นอกระบบรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โรคระบาด ประกอบกับมาตรการ "พักหนี้" หรือ "ลดดอกเบี้ย" ของธนาคารในระบบยังไม่ทั่วถึงหรือไม่เร็วพอ จึงทำให้ผู้คนที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนระยะสั้นหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบอย่างกว้างขวาง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในบางส่วน ไม่ได้หมายความว่าหนี้นอกระบบจะลดลงทันที เนื่องจากผู้กู้มักค้างชำระดอกเบี้ยที่สะสมมา และจำเป็นต้องกู้เพิ่มเพื่อจ่ายภาระหนี้ครั้งก่อน หากไม่มีมาตรการใด ๆ เข้าแทรกแซง ลูกหนี้อาจตกอยู่ในวงจรหนี้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนมุมมองเป็น "ผู้ปล่อยกู้" ในอนาคตหากมีโอกาส ได้เงินมาก้อนหนึ่งแล้วอยากนำมาเก็งกำไรต่อผ่านการปล่อยกู้ระยะสั้น เป็นต้น
ภาพรวมปรากฏการณ์หนี้นอกระบบ เป็นทั้งแหล่งเงินกู้หลักและเงินกู้รอง
จากข้อมูลทั้งหมด การวิจัยได้มองเห็นภาพรวมของการอธิบายปรากฏการณ์หนี้นอกระบบในประเทศไทยอีกในบางประเด็น ได้แก่
ประเด็นแรกคือ นิยามของหนี้นอกระบบที่หลากหลาย มีส่วนอย่างยิ่งต่อความแตกต่างของตัวเลขและมูลค่าหนี้ที่แต่ละหน่วยงานรายงานสำนักงานสถิติแห่งชาติมักให้น้ำหนักกับ "หนี้ผิดกฎหมาย" ที่เก็บดอกเบี้ยสูงเกินกำหนด ต่างจากงานวิจัยนี้ที่นิยาม "ทุกกรณีที่ไม่ผ่านสัญญาทางการ" เป็นหนี้นอกระบบ จึงพบจำนวนครัวเรือนที่มีหนี้และมูลค่าหนี้สุดว่าตัวเลยทางการอย่างมาก
ประเด็นต่อมาคือ ครัวเรือนส่วนหนึ่งเป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ในเวลาเดียวกัน แสดงถึงความทับซ้อนของบทบาทในชุมชนและสังคม ผู้ที่ยืมเงินจากธนาคารด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วอาจใช้ช่องทางส่วนตัวปล่อยกู้นอกระบบต่อด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อกินส่วนต่าง การผสานบทบาทนี้ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกว้างขวางในชุมชน เมื่อมีรายหนึ่งผิดนัดชำระก็อาจส่งผลต่อผู้อื่นในลักษณะลูกโซ่
อีกประเด็นที่สำคัญคือ การที่หนี้นอกระบบบเป็นทั้งแหล่งเงินกู้หลักและแหล่งเงินกู้รองโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้เป็นปกติ หนี้นอกระบบยิ่งเป็นช่องทางหลัก แต่สำหรับคนที่กู้ในระบบอยู่แล้วก็ยังต้องใช้หนี้นอกระบบเป็นตัวช่วยฉุกเฉินเมื่อสภาพคล่องสะดุด ความสัมพันธ์ทางสังคมกลายเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้กู้หลายคนเลือกชำระหนี้นอกระบบก่อน เพื่อรักษาช่องทางการกู้ยืมไว้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ช่องว่างการเข้าถึงสินเชื่อในระบบยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แรงงานอิสระและผู้ประกอบการนอกระบบจำนวนมากแทบไม่สามารถยื่นกู้ขนาคารได้เลย เนื่องจากขาดเอกสารรับรองรายได้หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน บางรายแม้จะมีรายได้แต่ไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียนภาษี ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือได้ ขณะที่ตลาดเงินกู้นอกระบบเติบโตผ่านตัวแทนและแพลดฟอร์มดิจิทัลซึ่งกำหนดดอกเบี้ยสูงและมีความเสี่ยงในการละเมิดความเป็นส่วนตัว
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่านอกจากจะมีมิติทางโครงสร้างเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ การก่อตัวของหนี้นอกระบบยังผูกพันลึกซึ้งกับพฤติกรรมเชิงสังคมและวัฒนธรรม อันได้แก่การรักษาหน้าหรือความสัมพันธ์ในชุมชน ความรู้ทางการเงินที่จำกัด และความหวังว่าระบบสินเชื่อในระบบจะยืดหยุ่นให้ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกร้องการทวงหนี้รุนแรง จึงมิใช่เรื่องนำแปลกใจที่งานวิจัยหลายชิ้นเสนอว่าการแก่ไขปัญหาหนี้นอกระบบจำเป็นต้องคำนึงถึงมิติความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ
หากหนี้นอกระบบมากเกินจุดควบคุม อาจก่อวิกฤติลูกโซ่เป็นปัญหาประเทศ
การขยายตัวของเศรษฐกิจนอกระบบสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่แม้จะมีการเติบโตในภาคบริการและอุตสาหกรรม แต่ก็มีแรงงานจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมหรือขาดความต่อเนื่องในการทำงาน ทำให้รายได้ผันผวน เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างภาวะชะลอตัวหรือวิกฤตโรคระบาด ผู้คนเหล่านี้จะประสบความยากลำบากยิ่งขึ้น และไม่มีหลักประกันทางสังคมเพียงพอในเมื่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบยังติดข้อจำกัด หนี้นอกระบบจึงกลายเป็นกลไกเสริมที่เกิดขึ้นทดแทน
หลายฝ่ายกังวลว่าหากหนี้นอกระบบขยายตัวเกินจุดที่ควบคุมได้ อาจก่อให้เกิดวิกฤตเป็นลูกโซ่ในระดับชุมชนหรือระดับประเทศ หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้และดอกเบี้ยสะสมได้ วิกฤตดังกล่าว อาจไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะแผ่กระจายผ่านความขัดแย้งทางสังคมหรือการคุกคามนอกกฎหมายที่นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ทั้งยังอาจกระทบต่อกำลังซื้อในระยะยาวของครัวเรือนจำนวนมาก
ภายในอนาคตอันใกล้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่มักใช้รูปแบบงานไม่ประจำ (gig economy) การกู้ยืมนอกระบบมีแนวโน้มจะยังคงเป็นตัวเลือกที่คนจำนวนหนึ่งพึ่งพา เนื่องจากการกู้ในระบบส่วนใหญ่ยังเน้นการตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ หากสถาบันการเงินในระบบไม่ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกลุ่มแรงงานไร้หลักฐานหรือผู้ที่มีวัฏจักรรายได้ผันผวนหนี้นอกระบบก็ยิ่งมีพื้นที่เติบโต
4 ข้อเสนอพร้อมแนวทางออกมาตรการ เพื่อแก้หนี้นอกระบบให้เข้ามาสู่ในระบบ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้นำเสนอจำนวน 4 ข้อต่อไปนี้เป็นข้อเสนอเบื้องต้นที่ร่างจากข้อมูลเชิงลึกในรายงานที่ได้ทำการศึกษา โดยยังไม่ได้มีการศึกษาผลได้ ผลเสีย และความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากการออกแบบหรือนำไปใช้ของแต่ละมาตรการอย่างละเอียด จึงอาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในภายหลัง
อย่างไรก็ดี ในการนำเสนอมาตรการเหล่านี้ คณะผู้วิจัยได้ให้เหตุผล ที่มา ผลที่คาดว่าจะได้รับและตัวอย่างมาตรการเอาไว้แล้วในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ มาตรการทั้งหมดที่นำเสนอมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้หนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ แต่ยังคงประโยชน์ที่ผสมผสานกันของทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ และน่าจะเป็นมาตรการที่ธนาคารพาณิชย์สามารถทำได้จริงภายได้เงื่อนไขที่ภาครัฐอาจต้องให้การสนับสนุนเพิ่มเติม
1. สร้างความร่วมมือระหว่างเจ้าหนี้ในระบและนอกระบบบ (Formal-Informal Lenders Partnership)
เหตุผล เจ้าหนี้ในระบบ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของรัฐ มักมีต้นทุนการเงินต่ำและสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี แต่อาจขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกหนี้รายย่อยที่ไม่มีเอกสารรายได้ชัดเจน ในขณะที่เจ้าหนี้นอกระบบซึ่งมีความรู้เชิง "ภาคสนาม" สามารถเข้าถึงและติดตามลูกหนี้รายย่อยได้ง่ายกว่า แต่ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนเงินสูงและความเสี่ยงผิดกฎหมาย
หากนำทั้งสองฝ่ายมาทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างที่เหมาะสม เช่น "ระบบส่งต่อลูกหนี้" หรือ "สินเชื่อสองชั้น (Two-tier Lending)" จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกหนี้ ลดดอกเบี้ย และทำให้เจ้าหนี้นอกระบบสามารถเข้าสู่ระบบได้ในอนาคต
ผลที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อลูกหนี้ที่มีความเปราะบางแต่ในมีหลักฐานทางการเริ่นให้รับการ "ค้ำประกันข้อมูล" จากเจ้าหนี้นอกระบบ พวกเขาก็จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นและได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมขึ้น
ในทางกลับกัน เจ้าหนี้นอกระบบจะลดภาระด้านต้นทุนเงินทุน และอาจได้รับค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมในการส่งต่อลูกหนี้ให้ธนาคาร ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์จะได้ฐานข้อมูลคุณภาพจากเจ้าหนี้นอกระบบ ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นหนี้เสียลดลงในระยะยาวด้วย
แนวทางดำเนินมาตรการ
มาตรการสร้าง "Formal-Informal Credit Linkage"
ภาครัฐอาจส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ร่วมมือกับเครือข่ายเจ้าหนี้นอกระบบในชุมชน เพื่อจัดทำ "เครดิตสกอร์" เบื้องต้นโดยอ้างอิงพฤติกรรมการชำระหนี้ที่เจ้าหนี้นอกระบบมีอยู่ จากนั้นธนาคารจึงประเมินความเสี่ยงขั้นที่ 2 และอนุมัติวงเงินสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยมีเจ้าหนี้นอกระบบเป็นผู้รับรอง หรือตกลงแบ่งตัดส่วนผลกำไรในรูปแบบคำธรรมเนียม
ระบบสินเชื่อสองชั้น (Two-tier Lending)
ระบบสินเชื่อสองชั้น (Two-tier Lending) แบ่งเป็นชั้นที่ 1 ซึ่งให้เจ้าหนี้นอกระบบปล่อยกู้ระยะสั้น วงเงินไม่สูง และอัตราดอกเบี้ยไม่เกินที่กฎหมายกำหนด หากลูกหนี้มีประวัติผ่อนชำระดี จึงส่งส่งต่อลูกหนี้เข้าสู่ชั้นที่ 2 เพื่อกู้ในวงเงินที่สูงกว่าและดอกเบี้ยถูกกว่า ผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินภาครัฐอีกทั้งอาจจัดตั้ง "กองทุนค้ำประกัน" เพื่อช่วยรองรับความเสี่ยงส่วนหนึ่งและดึงดูดให้สถาบันการเงินในระบบเข้าร่วม
2. พัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อเก็บข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการปล่อยสินเชื่อรายย่อย
เหตุผล การปล่อยสินเชื่อรายย่อย (Micro Lending) มักขาดข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นทางการ (Formal Data) เช่น ประวัติเดินบัญชีธนาคารหรือหลักฐานรายได้ที่ตรวจสอบได้ ในขณะที่ลูกหนี้รายย่อยมักมีข้อมูล "ไม่เป็นทางการ" (Informal Data) เช่น ประวัติการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันมือถือ ประวัติการจ่ายค่าสาธารณูปโภค หรือยอดขายออนไลน์ ซึ่งสะท้อนศักยภาพทางการเงินของผู้กู้ได้ดี แต่ยังไม่ได้นำมาใช้งานอย่างเป็นระบบ
การประยุกต์เทคโนโลยี Big Data, AI/ML (Articial Intelligence / Machine Learning) และ e-KYC (Electronic Know Your Customer) จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยที่ไม่มีเอกสารทางการเงินเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
ผลที่คาดว่าจะได้รับ การประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลที่ครบถ้วนและมีความหลากหลายจะส่งเสริมให้ธนาคารหรือผู้ให้กูในระบบสามารถเห็น "ตัวตนทางการเงิน" ของผู้กู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่งผลให้ลูกหนี้ที่เคยพึ่งพาหนี้นอกระบบสามารถแสดงศักยภาพและได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม
อีกทั้งการใช้เทคโนโลยียังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและทำให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการติดตามสถานะการใช้เงินกู้และสนับสนุนกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ได้อย่างทันท่วงที
แนวทางดำเนินมาตรการ
สร้างแพลตฟอร์มกลาง (Credit Data Sharing Platform)
ภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับ (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลัง) อาจสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภค ข้อมูลโทรศัพท์มือถือถือ หรือธุรกรรมดิจิทัล เพื่อนำมาสร้าง "เครดิตสกอร์ทางเลือก"(Alternative Credit Sconing) โดยต้องมีกฎหมายและมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรัดกุมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความปลอดภัยของข้อมูล
สนับสนุนโครงการ e-KYC และ Digital ID
การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน e-KYC, Digital ID และ Biometric จะช่วยลดอุปสรรคในการยืนยันตัวตนและดรวจสอบประวัติผู้กู้ พร้อมกันนี้ควรส่งเสริมให้ผู้ให้บริการด้านดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือผู้ให้บริการโทรคมนาคม แบ่งปันข้อมูลผู้ใช้งานอย่างถูกกฎหมาย เพื่อสร้างโปรไฟล์ทางการเงิน (Financial Profile) ที่น่าเชื่อถือ
ส่งเสริมการเก็บข้อมูลในระดับชุมชน (Community-Based Data Collection)
ในพื้นที่หรือชุมชนที่ขาดโครงสร้างอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีขั้นสูง ควรพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลแบบง่าย (เช่น Mobile App หรือ Web-based Form) ให้กลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ใช้บันทึกประวัติการฝาก-ถอน และการกู้-คืน จากนั้นนำข้อมูลนี้เชื่อมต่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจปล่อยสินเชื่อรายย่อย
ใช้เทคโนโลยีติดตามการใช้เงินกู้
การพัฒนาแอปพลิเคชันติดตามการเบิกใช้เงินกู้ให้ผู้กู้บันทึกรายรับ-รายจ่าย และแชร์ข้อมูลต่อเจ้าหนี้ (ภายได้ข้อตกลงที่ชัดเจน) จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเห็นสถานะทางการเงินได้อย่างโปร่งใส และหากลูกหนี้มีแนวโน้มจะผิดนัดชำระ ก็สามารถแจ้งเดือน "ศูนย์กลางไกล่เกลี่ยหนี้" เพื่อหาแนวทางแก้ไขได้ทันการณ์
3. สนับสนุนการจัดตั้ง "ศูนย์กลางไกล่เกลี่ยหนี้และให้คำปรึกษา" ระดับชุมชมชน
เหตุผล การกู้ยืมนอกระบบมักเกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนมีความจำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อผู้กู้ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือการเงินเพียงพอ กระบวนการทวงหนี้จึงอาจพัฒนาไปสู่การข่มขู่ คุกคาม หรือการฟ้องร้องทางคดีได้ง่าย
ขณะเดียวกันหากมีหน่วยงานที่เป็นกลางทำหน้าที่ช่วยไกล่เกลี่ย จะช่วยลดความตึงเครียดในการเจรจาหนี้ระหว่างเจ้าหนี้นอกระบบและลูกหนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกปลอดภัยและมีหลักประกันในกระบวนการที่เป็นธรรม
ผลที่คาดว่าจะได้รับ การจัดตั้งศูนย์กลางไกล่เกลี่ยหนี้จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดจากการทวงหนี้นอกระบบ อีกทั้งยังลดภาระค่าใช้จ่ายทางคดีที่ไม่จำเป็น ลูกหนี้ที่มีข้อจำกัดทางการเงินสามารถใช้ช่องทางนี้เจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยหรือขยายเวลาผ่อนชำระได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบการคุ้มครองสิทธิ และลดอคติที่ประชาชนมักมีต่อสถาบันการเงินในระบบ นอกจากนี้ ภาครัฐ รวมถึงสถาบันการเงินอาจเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของศูนย์กลางไกล่เกลี่ยหนี้และให้คำปรึกษา เพื่อให้สามารถออกแบบการให้สินเชื่อรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
แนวทางดำเนินมาตรการ
จัดตั้งเครือข่ายไกล่เกลี่ยหนี้ระดับชุมชน
ภาครัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจัดตั้ง "คณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้" โดยมีตัวแทนจากภาคชุมชน องค์กรการเงินท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องทุกข์และไกล่เกลี่ยประนีประนอมระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้นอกระบบ
ฝึกอบรมและพัฒนาองค์ความรู้ผู้ให้คำปรึกษา
ควรมีพลักสูตรอบรมบุคลากรที่ปฏิปติดนี้ในศูนศูนธ์กลางใกล้เกลี่ยหนี้ ศรรบครอบตามานกฎหมายพฤติกรรมผู้บริโภค และทักษะการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ที่ปรึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการเงินในระบบ
จัดทำกลไกให้ธนาคารหรือผู้ให้กู้ในระบบร่วมติดตามสถานะหนี้ของลูกหนี้ที่เข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย หากลูกหนี้มีประวัติชำระดีหรือสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ ก็อาจพิจารณาเปิดช่องทางให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบในอนาคต
พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อการไกล่เกลี่ยหนี้
ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจพัฒนาระบบ IT กลาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อตกลงประวัติการชำระ และสถานะการเจรจาหนี้อย่างโปร่งใสและเป็นมาตรฐาน พร้อมทั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด
4. พัฒนาสินเชื่อรายย่อยฉุกเฉิน (Micro Emergency Loan) ภายใต้ความร่วมมือรัฐ-ธนาคาร-ชุมชน
เหตุผล ประชาชนจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างเฉียบพลันและจำเป็นต้องใช้เงินในจำนวนไม่สูงมาก (เช่น 5,000-30,000 บาท) ทว่า มักประสบอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อธนาคาร เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือมีรายได้ไม่แน่นอน การจัดทำสินเชื่อฉุกเฉินแบบดอกเบี้ยต่ำจึงสามารถเป็น "กันชน" ช่วยป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้ต้องกู้ยืมนอกระบบและเสี่ยงต่อการโดนดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด
ผลที่คาดว่าจะได้รับ สินเชื่อฉุกเฉินในอัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยให้ประชาชนที่ขาดเงินสำรองชั่วคราวลดการพึ่งพาเจ้าหนี้นอกระบบและหลีกเลี่ยงการถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกัน ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการสามารถบริหารความเสี่ยงได้ด้วยแนวคิดค้ำประกันกลุ่ม (Group Lending) หรือรับความค้ำประกันบางส่วนจากภาครัฐ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาหนี้เสียระยะยาวและส่งเสริมสุขภาวะทางการเงินที่ดีในระดับชุมชน
แนวทางดำเนินมาตรการ
ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายชุมชน
ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สหกรณ์ออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ด้านการบริหารเงิน และติดตามสถานะของผู้กู้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจกลไกสินเชื่อฉุกเฉินและเข้าถึงบริการได้อย่างต่อเนื่อง
ออกแบบวงเงินและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม
กำหนดวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินในระดับที่เพียงพอต่อความจำเป็นเร่งด่วน เช่น 5,000-30,0000บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกใช้สินเชื่อในระบบแทนการกู้นอกระบบสนับสนุนแนวคิดค้ำประกันกลุ่ม (Group Lending) ส่งเสริมให้ผู้กู้รวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยในชุมชนเพื่อค้ำประกันร่วมกัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน และช่วยให้สถาบันการเงินลดความเสี่ยงในการปล่อยกู้