เกิดใหม่เป็นองค์ชายจอมยุทธ
ข้อมูลเบื้องต้น
พระเอก เฉินเฟิง ก่อนตายอยู่ในยุคปัจจุบัน เป็นพนักงานการตลาดให้บริษัทอาหารเสริมร่างกาย เขาเป็นคนธรรมดาทั้งหน้าตาที่ไม่โดดเด่นและร่ายกายที่ผอมออกจะไปทางขี้โรค จุดเด่นของเขาที่ยังทำให้เขาได้มีงานทำคือ ความอดทน ไม่ว่าจะทนกับงานที่ทำ ทนต่อการอดนอน ทนต่อการโดนดูถูก ทนต่อการโดนเอาเปรียบ โดนหลอก โดนแกล้ง ความขยันของเขามักทำให้ตัวเขาตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่เขาชอบทำคือการอ่านนิยายจีน ชอบดูสาระคดี เขาอายุ สี่สิบปีแล้วยังไม่เคยมีแฟนเลยสักครั้ง เพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะมีใครสนใจ ทว่า เกิดอุบัติเหตุกับ เฉินเฟิง ที่เขาบังเอิญวิ่งไปช่วยเด็กข้ามถนนและตัวเองโดนรถชนตาย ร่างของเขาพุ่งกระเด็นลอยไปชนเข้ากับศาลเจ้าร้างข้างทาง สติของเฉินเฟิงไม่พอที่จะลืมตาได้ แต่เขาได้ยินเสียงที่ทรงพลังบอกกับเขาว่า ถึงเวลาเลือกทางเดินใหม่ได้แล้ว
พื้นหลังตัวละครเอก – เฉินเฟิง
ยุคก่อนตาย:
ชายวัย 40 ปี ทำงานฝ่ายการตลาดบริษัทอาหารเสริมร่างกาย
หน้าตาธรรมดา ร่างกายผอมบางถึงขั้นขี้โรค
ไม่เคยมีแฟน ชีวิตเหมือนอยู่ลำพังท่ามกลางผู้คน โดนคนเอาเปรียบเสมอ
ลักษณะเด่น:
มี “ความอดทน” เป็นคุณสมบัติเดียวที่ยืนหยัดได้ในโลกที่ไม่เห็นคุณค่าเขา
ทนทำงานหนัก อดนอน ถูกเอาเปรียบ โดนหลอกและแกแต่ไม่เคยเลิกพยายาม
ความขยันกลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้เขาถูกมองข้ามเสมอ
งานอดิเรก:
ชอบอ่านนิยายจีนโบราณ ดูสารคดี และจินตนาการตัวเองในโลกที่เขา ดูอนิเมะ ซีรี่ต่างๆ
เหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต:
วันหนึ่งขณะเดินกลับบ้าน บังเอิญเห็นเด็กวิ่งตัดถนน
เขาพุ่งไปช่วย…แล้วตัวเองถูกรถชนเสียชีวิต
ร่างของเขากระเด็นชนศาลเจ้าร้าง สติเลือนราง ก่อนได้ยินเสียงหนึ่งกล่าวว่า:
“ถึงเวลาเลือกทางเดินใหม่แล้ว”
✨ โครงสร้างระบบพลัง – โลกใหม่หลังการเกิดใหม่
กายเด่น (ร่างพิเศษ)
การมี "กายเด่น" คือพื้นฐานของการเป็นผู้ฝึกฝนที่แท้จริง แบ่งเป็น 3 ระดับ:
ระดับลักษณะตัวอย่างระดับ 1พบได้ทั่วไป อาจพัฒนาได้ในระยะยาวกายจิต, กายสัตว์, กายธาตุระดับ 2พบได้น้อย ฝึกได้เร็ว มีศักยภาพสูงกายเทพ, กายอสูร, กายมารระดับ 3พบได้ยากยิ่ง มีศักยภาพหลากหลายและทรงพลังกายเทพมาร, กายมารฟ้า, กายเทวะอสูร
วรยุทธและการฝึกฝน
สายพลังหลัก:
ลมปราณ (ควบคุม, สะสม)กระบวนท่า (เคลื่อนไหว, จู่โจม)
ลำดับขั้นผู้ฝึกฝน
สายระดับนักยุทธขั้นที่ 1 – 8นักค่ายกลขั้นที่ 1 – 5นักโอสถขั้นที่ 1 – 3
เหนือระดับนักยุทธระดับแปดขึ้นไป วีรชน บรรพกาล มรรคาดารา
ระดับสัตว์อสูร
ประเภทขั้นสัตว์อสูรขั้นที่ 1 – 5สัตว์เทวะขั้นที่ 1 – 5
⚔️ ระดับอาวุธ
อาวุธทั่วไปอาวุธธาตุอาวุธมารอาวุธเทพ
พระเอก หยวนเฉินเฟิง
เฟิ่งชิงหลาน
มู่ฉิงเย่
นานา
หวูเซียงหลาง
จงเปิน จงเหิน จงเสิน ในชุดฝึกยุทธ
เขียนผิดพลาดจุดไหนขออภัยด้วยนะครับ ช่วยแชร์ด้วยนะครับสนับสนุนคนป่วยอย่างผมด้วยขอบคุณค
พระเอกจะเก่งมากมายมหาศาลและนิยายเรื่องนี้ การใช้คำอาจมีใช้เป็นแบบคำศัพท์ประยุกษ์สมัยใหม่เข้าผสมไปด้วย อาจไม่เข้าถึงจีนโบราณ ขอโทษในนะที่นี้ด้วยนะครับ
*******ขอบคุณครับ*******
เลือกทางเดิน
ชีวิตที่แสนจะเรียบง่าย ตื่นมาทำงาน เลิกงาน กินข้าว อาบน้ำ อ่านนิยายกำลังภายใน ดูซีรี่ ดูสาระคดีทั่วไป นอน วันๆใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ตลอด อายุจะสี่สิบยังไม่เคยนอนกับผู้หญิงเลยสักครั้ง พ่อแม่จากไปตั้งแต่เด็ก โตมากับการอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า เกิดมาเป็นคนไม่ค่อยพูดถ้าไม่จำเป็น และโดนเอาเปรียบอยู่ตลอดเพราะ เป็นคนยอมคน เป็นคนขยัน อดทน นั้นเลยกลายเป็นเหยื่อพวกชอบเอาเปรียบเสมอ ถามว่ารู้ไหมว่าโดนแกล้ง โดนเอาเปรียบ ก็ต้องบอกว่ารู้แต่ยอมๆไป ให้มันผ่านไปด้วยดี เป็นคนขี้สงสารโดยเฉพาะกับสัตว์และเด็ก คนชรา
ที่พูดมาทั้งหมด คือผมเอง เฉินเฟิง
"สวัสดีครับ ผู้จัดการหลี"
"เฉินเฟิง นายมาแล้วฉันกำลังรอนายพอดี"
เฉินเฟิงที่เพิ่งเดินเข้าบริษัทกล่าวทักทายหัวหน้างานของตัวเองที่กำลังเหมือนจะรอเขาอยู่พอดี
"เรื่องอะไรครับ"
"พอดีทางบริษัท จะเลื่อนตำแหน่งให้นายเป็นหัวหน้าแผนกการตลาดนะสิ"
เฉินเฟิง ได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อหู เขาทำงานมาจะหกปีคนที่มาที่หลังเขาแต่ละคนต่างได้ดิบได้ดีกันหมดมีเขาคนเดียวที่อยู่กับที่ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเลยสักครั้ง ทั้งๆที่ใครๆก็รู้ว่าเขามีผลงานมากมาย
"จริงใช่ไหมครับ"
ผู้จัดการหลีเห็นใบหน้านึกขึ้นในใจ *ไอ้โง้
"จริงสิแต่….ทางเบื่องบนมีข้อเรียกร้องก่อนให้นายขึ้นรับตำแหน่ง ย้ายไปสาขาเซิ่นเพื่อปรับโครงสร้างที่นั้นให้เหมือนกับที่นี้ จากนั้นนายก็กลับมาได้เลย"
เฉินเฟิงพอได้ยิน ก็รู้ทันทีว่า ที่คนตรงหน้าพูดมามันไม่น่าจะใช่แล้ว จากความรู้สึกและที่เขารู้มาว่าสาขาเซิ่นที่อยู่นั้นมันไม่มีความเจริญบวกกับคนงานและพนักงานไม่ค่อยเอาการเอางาน มันคือสาขาที่ขาดทุนมากที่สุด ถามว่าทำไมไม่ยุบสาขานั้นไปให้มันสิ้นเรื่องได้จบๆ ถ้าทำได้คงทำ ไปแล้วแต่ที่ทำไม่ได้เพราะสาขานั้นมันเป็นของลูกชายเจ้าของบริษัทที่วันๆไม่สนใจทำอะไร แค่รอใช้เงินไปกับการเที่ยวเล่น
"ครับ ให้เดินทางเมื่อไร"
"พรุ่งนี้เลย"
"ครับ ทราบแล้ว"
"นายเก็บของเลยก็ได้วันนี้ไม่ต้องทำงานแล้ว ให้ไปพักผ่อนได้เลย"
"ขอบคุณครับ"
เฉินเฟิง เดินไปที่โต๊ะทำงานตัวเองและเก็บข้าวของที่โต๊ะ ทุกคนในบริเวณนั้นต่างมองเขาด้วยสายตาหลากหลายความรู้สึก ทั้ง สงสาร สะใจ เห็นใจ โล่งใจ ต่างๆนาๆ
เมื่อผู้จัดการหลีเห็น เฉินเฟิงเดินจากไปหลังเก็บของเสร็จก็เดิน ยิ้มและสบายใจเข้าห้องทำงานของตัวเอง เขาได้โบนัสทุกปีเพราะเฉินเฟิงมาตลอด ความขยันและความอดทน บวกกับการเรียนรู้ที่ดีของเฉินเฟิง ทำให้ได้ลูกค้ามาเยอะมากๆ
เวลาผ่านมาช่วงเย็น ย่านสวนสนามหญ้าหลังคอนโดที่พักของ เฉินเฟิงที่ตอนนี้กำลังนั่งให้อาหารแมวจรจัด
"เมียว เมียว"
"กินเยอะๆ ได้โตไวๆ"
เฉินเฟิง ลูบหัวเจ้าแมวน้อยอย่างเอ็นดูเขาดูอ่อนโยนมากเวลาเจอพวกสัตว์ไร้บ้านแบบนี้ เมื่อเขาได้ให้อาหารมันเสร็จเขาก็เดินเล่นไปสักพักจนมาถึงทางข้ามถนนและจังหวะที่เขากำลังจะข้ามกับมีเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งมาจากไหนไม่รู้ตัดหน้าเขา และเป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถยนต์ฝ่าไฟแดงขับมาพอดี เฉินเฟิงเกิดการตอบสนองทันทีรีบวิ่งไปพลักเด็กน้อยให้พันจากการถูกรถชน ทว่าตัวเขาเองกับรับการชนจากรถไปเต็มๆ จนเกิดเสียงดังสนั่นพร้อมเสียงกรีดร้องตกใจของคนแถวนั้น ทุกคนมองร่างที่ลอยไปชนเข้ากับศาลเจ้าอย่างจังและร่างของเฉินเฟิงก็แน่นิ่งไปพร้อมกับกองเลือด
"หายใจไม่ออก" เสียงเฉินเฟิงที่แผ่วเบา
เขาสายตาพร่ามัวแต่เห็นเด็กน้อยที่เพิ่งช่วยชีวิตยืนโบกมือให้เขาพร้อมกับรอยยิ้มและพูดเป็นเสียงคนแก่ที่ทรงพลังเข้าที่หูเขาคนเดียวว่า
"ถึงเวลาเลือกทางเดินใหม่แล้ว"
แสงสว่างเจิดจร้าสีขาว มองไปทางไหนก็เป็นสีขาว แต่จะมีอยู่ทางเดียวที่เห็นเป็นประตูทรงกลมสีดำมีไอหลากสีแปลกๆลอยออกมา
"ได้สติแล้วสินะ" เสียงคนแกดังขึ้นทรงพลังมากๆ
เฉินเฟิง มองไปรอบๆไม่เห็นใคร
"ไม่ต้องมองหาใคร ข้าเป็นผู้นำทางให้กับดวงวิญญาณที่ถูกเลือก"
"เลือก เลือกอะไร"
"เลือกจะไปเกิดใหม่ในโลกเดิมหรือเลือกจะให้ข้านำทางไปเกิดในยุคที่เจ้าจะได้สมหวัง"
เฉินเฟิง รู้สึกมึนงงกับสิ่งที่ได้ยิน สรุปแล้วตอนนี้เขาได้ตายไปแล้วคงเหลือไว้ตอนนี้ตัวเองเป็นแค่วิญญาณไปเกิดใหม่
"ไม่ต้องคิดมาก..คิดแค่ไปตามที่ข้าบอก เจ้าจะได้สมหวังมากกว่าที่เจ้าคิดหรือที่ผ่านมา"
"ผมต้องทำยังไง"
"เดินไปที่ประตู และเจ้าจะรู้เอง" พอสิ้นเสียง ก็มีทางยาวสีดำที่พื้นนำทางเฉินเฟิงไปที่ประตู
เฉินเฟิงเริ่มเดินไปที่ประตู ในหัวเขาต่างคิดไปต่างๆนาๆถึงหลังประตูบานตรงหน้า
"หยุดที่หน้าประตู รอข้าให้สัญญาณเจ้าค่อยเดินเข้าไป" เสียงที่ทรงพลังบอก เหมือนกำลังรอเวลาที่เหมาะสม
เฉินเฟิงเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วเขาไม่ถามให้มากความเขาแค่กำลังรอเวลาที่จะพบเจอสิ่งใหม่ๆ และหวังว่ามันจะสมหวังจริงๆกับชีวิตที่ถูกนำทาง
"จงจำไว้ แค่ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าต้องการ โอกาสมีเพียงแค่ครั้งเดียว"
เมื่อสิ้นเสียงที่ทรงพลังในหูของเฉินเฟิง แสงหลากสีสว่างแสบตาพร้อมกับร่างของเขาถูกดูดเข้าไปที่ประตูและหายไป
"ขอให้เจ้าโชคดีพ่อหนุ่ม ผู้มีจิตใจที่ทรงพลัง"
"กุบกับกุบกับกุบกับ" เสียงฝีเท้าของม้า
"ต้องรีบช่วยองค์ชายไปจากแถวนี้ พวกนักฆ่ามันไม่หยุดตามเราแน่"
"คุ้มกันรถม้าอย่างใกล้ชิด"
"ท่านหัวหน้า องค์ชายห้าไม่หายใจ"
"บัดซบเจ้าตรวจให้ดีก่อน ตรงนั้นมีถ้ำรีบหลบเข้าไปก่อนเร็ว"
เท่าที่เห็น ทหารองครักษ์กว่าสิบนายกำลังแตกตื่นสภาพร่างกายต่างมีบาดแผล พวกมันกำลังหนีตายจากเหล่านักฆ่าและเหมือนพวกเขากำลังคุ้มกันเจ้านายของพวกเขาที่ไปร่วมงานเลี้ยง เหล่าขุนนางแต่ขากลับถูกลอบสังหาร จนหนีตายมาได้สามวันแล้ว
"ทำยังไงดี พวกเราคงดับสิ้นแล้ว องค์ชายหลบหนีออกจากวังมาด้วย พวกเรายังไม่สามารถดูแลชีวิตเขาได้ ฝ่าบาทยังไงก็ให้โทษประหารพวกเราแน่" หนึ่งในองครักษ์พูดขึ้นอย่างกังวล
"ไม่ตอนนี้ไม่มีใครรู้ พวกเราต้องหลบและแอบสืบดูใครคือผู้อยู่เบื่องหลังครั้งนี้ อย่างน้อยต้องลากตัวบงการออกมา"
สิ้นเสียงหัวหน้าองครักษ์พวกเขาต่างรีบฝังศพและทำลายรถม้าจากนั้นต่างเดินเท้าเข้าป่าหายไปในความเงียบ
ผ่านไปจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
"มืด มันมืดและเจ็บหน้าอก ฉันตายและมาเกิดใหม่ในที่แบบไหนกัน ไม่….ฉันอยู่ในดินกลิ่นดิน โอ๊ย…หัวฉันจะระเบิด"
เสียงในใจบ่นไม่หยุดพร้อมกับภาพความทรงจำต่างปรากฎขึ้นในหัวมากมาย
"ข้าคือองค์ชายห้าแห่งแคว้นหยวน หยวนเฉินเฟิง" ชายหนุ่มที่ควรจะสิ้นใจตายไปแล้วกับได้สติขึ้นมาในหลุมฝังศพ
"ข้ามาเกิดใหม่ในร่างคนที่ตายไปแล้ว โอ๊ย…..แผลจากลูกธนูนี่มันเจ็บจริงๆ"
ช่วงเวลานั้นที่เฉินเฟิงกำลังคิดขยับตัวเขาได้แต่รู้สึกเจ็บจากแผลจนตัวชา ทว่าเขากำลังจะรวมพละกำลังขยับตัวเพื่อหายใจให้สะดวกเขากับได้ยินเสียงของคนสองคนใกล้เข้ามา
"ทำไมมันดู พิกลไม่เข้าที"
"ตาเฒ่าไป๋ ข้าว่าที่แอบหมักสุราของเจ้าถูกค้นพบ"
"เอาแบบนี้ เฒ่าหลู่เจ้าไปดูรอบๆข้าจะเข้าไปดู"
เฒ่าไป๋เดินเข้าถ้ำไปพร้อมกวาดสายตาไปที่ตำแหน่งจุดที่ซ่อนสุรา แต่แล้วตาเฒ่าไป๋กับจับเสียงลมหายใจได้จากด้านข้าง
"ไอ้มารร้ายที่ไหนมาแอบนอนแถวนี้" สิ้นเสียงเฒ่าไป๋ก็กระทืบเท้าไปที ทำให้เฉินเฟิงที่ถูกฝังกระเด็นขึ้นมาและตกลงพื้นอย่างจัง
"อ๊าก……."เสียงร้องเจ็บปวดหลุดออกมาจากปากเฉินเฟิงและก็เขาแน่นิ่งหมดสติไปทันที
ทางเฒ่าหลู่ได้ยินเสียงร้องของเฉินเฟิงรีบเข้าไปในถ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
"มีอันใดกัน "
"ข้าไม่รู้ว่าเจ้าหนูสกปรกตัวนี้มาแอบฝังตัวเองที่แห่งนี้ได้ยังไง"
"เจ้าบ้าไปแล้วใครจะมาฝังตัวเองได้ ทั้งที่ร่างกายบาดเจ็บสาหัส" เฒ่าหลู่ขณะพูดแค่ใช้สายตามองร่างของเฉินเฟิงก็รับรู้ได้ว่ามีอาการบาดเจ็บหนัก
"แล้วมันยังไง" เฒ่าไป๋เดินไปเอาสุราที่หมักแอบไว้แล้วถามขึ้น
"เท่าที่ข้าตรวจดู มีซากรถม้ากับรอยเท้า ข้าว่าเจ้าหนุ่มคนนี้น่าจะถูกไล่ฆ่ามาและบริวารคงหนีไป" เฒ่าหลู่จับชีพจรของเฉินเฟิงและตรวจดูตามร่างกาย
"ปล่อยให้มันตายไปเถอะ เราไม่ควรสนใจเรื่องภายนอกอีกแล้ว" เฒ่าไป๋หยิบสุราแล้วกำลังจะเดินจากไป
"เห็นทีคงจะไม่ได้ เจ้าดู" เฒ๋าหลู่หยิบแผ่นหยกคาดเอวของเฉินเฟิงขึ้นมา
"หยกตะวันจันทรา มันเกี่ยวข้องอะไรกับนางหนูของเรา" เฒ่าไป๋รีบพูดขึ้นมาทันที
"เอามันกลับไปกับพวกเราก่อน" เฒ่าหลู่บอกเสร็จเฒ่าไป๋ก็แบกร่างเฉินเฟิงทะยานร่างออกไปพร้อมกันทันที
พื้นที่ในเขตดินแดนป่ามรกตส่วนลึกที่สุดใจกลาง ต่างเต็มไปด้วยสัตว์ดุร้ายร่วมไปถึงพวกสัตว์อสูร พวกนักฝึกยุทธต่างมาหาประสบการณ์หรือมาหาสมบัติเสี่ยงโชคกันแต่โดยรวมต่างไม่เข้าไปส่วนลึกที่สุดเพราะมีสัตว์อสูรดุร้ายและแข็งแกร่งจำนวนมา ยังดีที่เมื่อร้อยปีก่อนพวกนักค่ายกลระดับสูงต่างสร้างเขตแดนปกป้องพื้นที่ป่ามรกตไม่ให้พวกสัตว์ร้ายออกมา แต่ทว่าใจกลางป่าส่วนลึกที่สุดกับมีบ้านพักและมีคนอาศัยอยู่ คนที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ได้จะต้องบุคคลที่น่ากลัวขนาดไหนกัน
"เอามันว่างไว้ที่เตียงหยกเหมันต์" เฒ่าหลู่บอกเสร็จจากนั้นให้เฒ่าไป๋ถอยออกไป เขาจะทำการรักษาให้ผู้บาดเจ็บ
"ได้…ข้าไปรอข้างนอก"
เฒ่าหลู่เดินไปหยิบกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่ข้างในมีเข็มทองกว่าร้อยเล่มแต่ละอันดูเงางามและยังมีไอคลื่นพลังแผ่ออกมา
"ไม่ได้ใช้นานแล้ว " เฒ่าหลู่บ่นเสร็จก็เริ่มทำการรักษา
เขาโบกมือทีเดียวเข็มทองกว่าสิบเล่มก็ลอยขึ้นตามความต้องการของเฒ่าหลู่ พริบตาเดียวเข็มกว่าสิบเล่มก็ปักอยู่บนร่างของเฉินเฟิง จากนั้นเฒ่าหลู่สบัดฝ่ามือก็มีละอองผงยาเข้าสู่บาดแผลของเฉินเฟิง ถ้าสังเกตุให้ดีตอนนี้ปากแผลของเฉินเฟิงกำลังจะปิดสมานตัว
"เฮอ..ถ้าเป็นตอนข้ายังหนุ่มๆคงเสร็จเร็วกว่านี้" เฒ่าหลู่บ่นเสร็จก็เดินออกไปนอกห้อง
"เป็นเช่นไรอาการ" เฒ่าไป๋เห็นสหายเดินออกมาถามขึ้น
"เจ้าไม่รู้หรือแกล้งโง่ อดีตเจ้าโอสถอยู่มีหรือจะปล่อยให้มันตาย" พูดเสร็จก็เดินไปนั่งโต๊ะรินน้ำชาดื่มโดยมีเฒ่าไป๋ตามไปด้วย
"รอมันลืมตาตื่นค่อยถามมัน..เอาป้ายหยกมาจากที่ใด"
"อืม"
ผ่านไปหนึ่งวัน
"เรายังไม่ตาย คงมีคนมาช่วยเราไว้แน่" เฉินเฟิงลืมตาขึ้นมองไปรอบๆเห็นรอบตัวเป็นบ้านไม้แต่สร้างได้ดีเป็นระเบียบเรียบร้อยงานก่อสร้างไม่แพ้ยุคที่เข้าอยู่เลย
เขานั่งสงบจัดเรียงข้อมูลของร่างที่เขามาอยู่ ร่างนี้คือองค์ชายห้า หยวนเฉินเฟิง พ่อเขาคือฮองเต้ หยวนจางเฉินส่วนแม่เขาไม่รู้เพราะตอนพ่อเขาไปงานล่าสัตว์เกิดเหตุหายตัวไปสองปีก็อุ้มเขากลับมาและแต่งตั้งเป็นองค์ชายห้า ทางราชสำนักต่างไม่เข้าใจและทำการให้มีกาตตรวจสอบโลหิตผลคือเป็นพ่อลูกทางสายเลือดจริงๆ แต่การบอกเล่าของพ่อเขาคือแม่เขาได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ต่อจากนั้นหยวนเฉินเฟิงก็ใช้ชีวิตที่ถูกพ่อเขาตามใจมากกว่าลูกคนอื่นๆ มีดีที่หน้าตาที่หล่อเหลาเพียงเท่านั้น ครั้งนึงพ่อเขาหาอาจารย์ยอดฝีมือมาฝึกสอนแต่หยวนเฉินเฟิงกับขี้เกียจไม่ชอบกฎระเบียบวินัยความลำบากเลย เขาหนีเรียนเป็นประจำและเที่ยวสำราญไปทั่ว จนกระทั่งเขากับถูกขุนนางใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลประโยชจากฮองเต้ จนทำให้เกิดเหตุลอบสังหารในที่สุด
"เจ้าตื่นแล้ว " เฒ่าหลู่เดินมาพร้อมกับเฒ่าไป๋และทักขึ้น
มีลิ้งให้อ่านฟรีนะครับเพื่อเพื่อนๆอยากจะใช้ส่งแชร์ให้เพื่อนมาอ่านด้วยกันหรือเป็นของขวัญตัวเอง อ่านฟรีหลังจากที่รับลิ้งไปแล้วสามวัน ทักขอกันเข้ามาครับทักมาได้เลยนะ
กราบไหว้
"ฟื้นเสียที นึกว่าจะนอนเป็นผักไปอีกหลายวัน" ชายชราอีกคนพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ เขาคือ เฒ่าไป๋
เฉินเฟิงมองทั้งสองคนด้วยความระมัดระวัง เขาพยายามจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อคารวะ แต่ความเจ็บที่หน้าอกก็ทำให้ต้องนิ่วหน้า "พวกท่านคือ…? แล้วที่นี่คือที่ใด? พวกท่านช่วยข้าไว้หรือขอรับ?"
เฒ่าไป๋ยกน้ำเต้าขึ้นจิบก่อนจะตอบ "ช่วยรึ? ก็แค่เจ้าเฒ่าหลู่มันมือบอนไปหน่อย เห็นเจ้าหนูอย่างแกนอนหายใจรวยรินอยู่ในดินก็เลยขุดขึ้นมาดูเล่น ไม่งั้นเจ้าคงได้นอนในดินต่อแล้ว"
"เฮ้อ…เจ้าก็พูดจาให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้รึไง" เฒ่าหลู่ถอนหายใจกับนิสัยของสหายรัก ก่อนจะหันมาพูดกับเฉินเฟิงด้วยรอยยิ้ม "ไม่ต้องกังวลไป ที่นี่คือป่าเขามรกต พวกเราเจอเจ้าบาดเจ็บสาหัสอยู่ในถ้ำเลยพาตัวมารักษา บาดแผลของเจ้าหนักหนาเอาการ แต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว"
เฉินเฟิงรู้สึกขอบคุณจากใจจริง เขากำลังจะเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง แต่เฒ่าไป๋กลับเดินตรงเข้ามาจ้องหน้าเขาเขม็ง
"เอาล่ะ เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว" เฒ่าไป๋กล่าวเสียงเข้ม "ข้าจะถามเจ้าแค่คำเดียว…"
เขาล้วงหยิบบางสิ่งออกมาจากอกเสื้อ มันคือแผ่นหยกสีขาวนวลรูปพระอาทิตย์และจันทราที่คล้องกันอยู่ มันคือ "หยกตะวันจันทรา" ที่เคยเป็นของดูต่างหน้าของเจ้าของร่างเดิม
"ป้ายหยกชิ้นนี้…เจ้าได้มาจากที่ใด?" น้ำเสียงของเฒ่าไป๋ที่เคยดูกวนประสาท บัดนี้กลับจริงจังและกดดันอย่างยิ่ง จนเฉินเฟิงสัมผัสได้ว่าคำตอบของเขาในครั้งนี้ อาจมีความสำคัญมากกว่าชีวิตของเขาเสียอีก
“ท่านแม่ของข้า…ตามที่ท่านพ่อบอก นางเกิดอุบัติเหตุตอนข้าอายุได้หนึ่งขวบ” เฉินเฟิงกล่าวออกมาตามความทรงจำที่ปรากฏขึ้น
เฒ่าไป๋กับเฒ่าหลู่ที่นั่งอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้น ทั่วทั้งร่างต่างสั่นสะท้าน ไม่เพียงเท่านั้น น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม เขาทั้งสองย้อนคิดถึงอดีตวันที่พวกเขาพบเด็กสาวไร้ญาติคนหนึ่ง และรับนางมาเป็นเหมือนลูกสาวตัวน้อย ๆ เติมเต็มชีวิตที่ปลีกตัวออกจากยุทธภพ
เด็กสาวเติบโตขึ้นพร้อมความสามารถที่ได้รับจากการฝึกฝนของเขาทั้งสี่ เปี่ยมด้วยคุณธรรม รูปโฉมงดงาม แต่ครั้งหนึ่งที่นางออกเดินทางผจญภัยในยุทธภพ…กลับหายไปเนิ่นนานเกือบยี่สิบปี และวันนี้กลับได้ยินข่าวของนาง…จากบุตรชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ขอข้าตรวจสอบก่อน” เฒ่าหลู่พูดพลางลุกเดินไปที่ห้องยาสมุนไพรของตน แล้วหยิบขวดแก้วเล็ก ๆ ที่บรรจุของเหลวสีแดงเลือดของแม่เฉินเฟิงที่เขาเก็บไว้ตอนทดลองตัวยา
“มันคือสิ่งใด?” เฉินเฟิงถามเมื่อเห็นเฒ่าหลู่เดินกลับมาพร้อมขวดแก้ว
เฒ่าหลู่ไม่พูดมาก เขาเปิดฝาใช้นิ้วเดินลมปราณให้ของเหลวในขวดลอยขึ้นมาเป็นม้วน แล้วตวัดเบา ๆ ไปที่มือของเฉินเฟิง ดูดโลหิตจากบาดแผลที่เปิดไม่นาน โลหิตทั้งสองสายเริ่มประสานกัน
“เป็นลูกของฉิงเอ่อ…จริง ๆ” เฒ่าหลู่กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก
“เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่?” เฒ่าไป๋รีบถาม
“ข้า…ไม่เคยพลาด”
“พวกท่าน…รู้จักแม่ของข้า?” เฉินเฟิงรีบถาม
“เจ้าควรเรียกพวกข้าว่า ‘ท่านตา’ ” เฒ่าหลู่ตอบ สายตาที่เคยมองเฉินเฟิงด้วยความระวังกลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน
“เอ่อ…คือ ข้ากำลังจะบอกพวกท่านว่า…ท่านแม่ของข้า อาจจะยังมีชีวิตอยู่” เฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงรอบคอบ
เขาคิดวิเคราะห์จากเรื่องที่ท่านพ่อเคยเล่า แต่ท่าทีหลบสายตาและการไม่เคยพาเขาไปยังที่เกิดเหตุ ล้วนเป็นข้อสงสัย บวกกับการเห็นสองตาเฒ่าที่ดูเสียใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของแม่เขา เขาจึงพูดออกไปด้วยความตั้งใจ
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เฒ่าไป๋ถามเร็ว
“ทุกครั้งที่ท่านพ่อพูดถึงเรื่องนี้ เขามักหลบสายตาข้าและหากแม่ข้าเสียจริง เหตุใดจึงไม่พาข้าไปที่เกิดเหตุหรือเห็นร่างของนาง?”
เฒ่าไป๋นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นทันที
“งั้นเราไปหาไอ้บัดซบพ่อเจ้า!”
“เดี๋ยวก่อน…อย่าลืมว่าเราสองคนถอนตัวจากยุทธภพแล้ว” เฒ่าหลู่รีบห้าม แม้ในใจจะร้อนรนไม่ต่างกัน
“กลัวอะไร! ใครขวาง ข้าจะฆ่ามัน!” เฒ่าไป๋โพล่งอย่างเดือดดาล
“แค่พวกทางการราชวงศ์บัดซบ ข้าโบกมือครั้งเดียวราชวังก็ถล่มหมดแล้ว!”
“ใจเย็นเถอะ เพื่อเจ้าหนูน้อยเราไม่มีควรทำสิ่งใดโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เรื่องนี้ต้องให้บุตรชายนางเป็นคนจัดการ เราแค่ช่วยเหลืออยู่ข้างหลังก็พอ” เฒ่าหลู่พูดพลางมือไขว้หลังด้วยท่าทีสุขุม
“เจ้ามันลีลาเช่นสตรี!” เฒ่าไป๋บ่นแต่ก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย
เฉินเฟิงมองตาปริบ ๆ สลับไปมาระหว่างคนแก่สองคนจากที่เคยอ่านนิยายและดูหนังมา เขารู้ทันทีว่าทั้งสองคือ “ผู้อาวุโสยอดฝีมือ” ที่ถอนตัวออกจากยุทธภพจริง ๆ
“เจ้าหลานชาย เจ้าชื่ออะไร?” เฒ่าหลู่ถาม
“ข้า…หยวนเฉินเฟิง ขอรับ”
“ต่อไปเรียกข้าว่า ‘ท่านตาหลู่’ ส่วนทางนั้น ‘ท่านตาไป๋’ และข้าจะเรียกเจ้าว่า ‘เฟิงเอ่อ’ ”
ทั้งสองต่างยินดีที่ได้พบกับเฉินเฟิง พวกเขาเริ่มเล่าอดีตให้ฟังอย่างต่อเนื่อง
เฉินเฟิงได้รับรู้สถานะของทั้งคู่ รวมถึงเรื่องอีกมากมายเช่น แท้จริงแล้ว ทั้งสองเคยอยู่ในกลุ่ม “สี่เฒ่าผู้ถอนตัวจากยุทธภพ” และแต่ละคนล้วนมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา
▪ เฒ่าไป๋ หรือ ไป๋ฉีเหยียน ผู้ก่อตั้งสำนักมารเทวะ ระดับยุทธขั้นหก ปัจจุบันขั้นเจ็ด กายเด่นระดับสอง ‘กายมาร’
▪ เฒ่าหลู่ หรือ เจ้าสำนักโอสถเทวะรุ่นที่สอง อัจฉริยะด้านการรักษาและใช้พิษ ไม่ยึดติดกฎ ระดับนักยุทธขั้นสี่ นักโอสถขั้นสาม
▪ เฒ่าจ้าว หรือ จ้าวฉิงหยาง เจ้าสำนักเทพฟ้า ฉายา ‘เทพศาสตราวุธ’ คิดค้นวิชาอาวุธเกือบทุกชนิด ระดับนักยุทธขั้นหก
▪ เฒ่าเอีย หรือ เอียจางลู่ แห่งสำนักพิทักษ์หมู่ดาว นักค่ายกลระดับห้า อันดับหนึ่งของแคว้น
จากทั้งสี่คน มีเพียงเฒ่าไป๋ที่มี ‘กายเด่น’ โดยตรง
“สุดยอดไปเลยแต่ละคน!” เฉินเฟิงอดชื่นชมไม่ได้
“น่าเสียดายที่พี่ใหญ่จ้าวกับน้องเล็กเอียด่วนจากไปก่อน…จึงอดได้พบเจ้า” เฒ่าไป๋ส่ายหน้าอย่างเศร้า
“ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปกราบไหว้พวกเขาทั้งสอง” เฒ่าหลู่จับมือเฉินเฟิงนำทางไปยังสวนหลังบ้าน
บรรยากาศเขียวขจี เต็มไปด้วยไม้ดอกนานาชนิด และท้องฟ้าสดใสเฉิดฉาย สดชื่นยิ่งกว่าชาติก่อนของเขาหลายเท่า
“ตรงหน้าซ้ายของเจ้าคือพี่ใหญ่ และขวาคือน้องเล็ก พวกเขาเลี้ยงดูแม่ของเจ้าด้วยเช่นกัน…กราบไหว้พวกเขาเสีย”
เฉินเฟิงหยุดหน้าหลุมศพ แล้วก้มกราบสามครั้ง
“ดีมาก ดีจริง ๆ พี่ใหญ่น้องเล็ก…ท่านดูเขาสิ เขาคือบุตรของนางหนูน้อยของเรา” เฒ่าไป๋พูดด้วยน้ำเสียงยินดี
“ว่าแต่…ท่านสองคน ใครคือพี่ใครคือน้อง?” เฉินเฟิงถามอย่างสง
"ข้า"
"ข้า"
"เอิ่ม…" เฉินเฟิงพอเดาได้ว่า เขาสองคนน่าจะอายุเท่ากัน เลยไม่มีบทสรุปที่แน่นอน
"ท่านตาทั้งสอง หลานขอกราบไหว้ท่านทั้งสอง" เฉินเฟิงรู้สึกถึงความรักที่ตาเฒ่าทั้งสองมีให้มารดาของตน และเขาเองก็เป็นคนขี้สงสารคนแก่เป็นทุนเดิมจากชาติก่อน จึงอยากทำให้ถูกต้องอย่างเป็นทางการ
ทางสองเฒ่าต่างมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม และคิดในใจว่า เฉินเฟิงเป็นคนรู้ความเอามาก ๆ
"เฟิงเอ่อ ตาได้จับตรวจชีพจรของเจ้าแล้ว ร่างกายของเจ้าเหมาะกับการฝึกยุทธมาก ๆ แต่เหตุใดระดับยุทธของเจ้ายังไม่ทะลุขั้นหนึ่ง?" เฒ่าหลู่เอ่ยขึ้น
"เออ…คือเรื่องนั้น…" เฉินเฟิงจะกล้าบอกได้อย่างไรว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นขี้เกียจเพียงใด
"ไม่เป็นไร มีข้ากับเจ้าไป๋ ยังไม่ถือว่าช้าไป เราจะช่วยเจ้าให้ได้กายเด่น และเริ่มฝึกยุทธ" เฒ่าหลู่กล่าว ก่อนจะพาเฉินเฟิงไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
เฉินเฟิงเดินตามทั้งสองลงมายังใต้เขา ทางเดินลึกมาก ภายในระหว่างทางมีกลิ่นคาวเหม็นสุด ๆ ความสงสัยเกิดขึ้นในใจ เขาอยากถามว่านี่คือสถานที่แบบใด แต่ก็ไม่กล้าถาม ได้แต่อดทนและรอดู
ไม่นานก็ถึงจุดสุดทาง เป็นบ่อน้ำสีแดงขนาดกว้าง น้ำในบ่อเดือดผุด ๆ คงเป็นสาเหตุของกลิ่นคาวเลือด
"ที่เจ้าเห็นคือบ่อโลหิตอสูรและในมือข้าคือหินเทวะฟ้าดิน" เฒ่าหลู่หยิบหินออกมา จนเกิดแสงสว่างสีฟ้าส่องประกายเจิดจ้า เขาโยนลงไปในบ่อ ทำให้บ่อโลหิตเดือดมากขึ้น และเปลี่ยนสีไปเป็นน้ำเงินสลับแดง พร้อมออร่าสีดำแผ่กระจาย
"พลั่ก!"
"เห้ย…." เฉินเฟิงถูกเฒ่าไป๋เตะกระเด็นลงบ่อทันที
"ตูม… โอ้ย! อ๊ากกก!" เฉินเฟิงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกน้ำร้อนเผา ดั่งโดนไฟลุกท่วมกาย
"เฟิงเอ่อ สงบจิตใจ ตั้งสติให้ดี บ่อโลหิตกับหินเทวะฟ้าดินจะทำให้เจ้าได้กายเด่นระดับสาม นี่คือผลงานชิ้นสุดท้ายของเฒ่าเอีย น้องเล็กของเรา เขาสร้างไว้เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับทายาทของแม่เจ้าโดยเฉพาะ ถ้าเจ้าทนได้และดูดซับพลังในบ่อจนหมด เจ้าก็สำเร็จแล้ว"
"อ๊าก… กี่วันขอรับท่านตา?" เฉินเฟิงกัดฟันถาม
"ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง หากเจ้าไม่ดึงพลังเข้าสู่ตัวเอง คงใช้เวลาครึ่งปี แต่ถ้าเจ้ารู้จักเดินลมปราณภายใน ดูดพลังจากภายนอก อาจใช้เวลาไม่ถึงเดือน"
"ข้าอยากรู้วิธีเดินลมปราณ"
"ฝากเจ้าแล้วนะ ตาเฒ่า" เฒ่าหลู่หันไปบอกเฒ่าไป๋ ก่อนตัวเองจะเดินจากไป
"หลานชาย ฟังตานะ…นี่คือเคล็ดวิชาลมปราณระดับห้าดาวที่ตาปรับปรุงมาอย่างยากลำบาก 'วิชาปราณรัศมีมาร' เป็นวิชาลมปราณที่ผู้ฝึกสามารถดูดกลืนพลังของอีกฝ่าย แปรเปลี่ยนมาเป็นของตนเองได้และยังสามารถดูดซับพลังจากภายนอกได้เช่นกัน ต่อไปเจ้าหลับตา…สัมผัสเสียง ความรู้สึก…และลมหายใจ…"
เฒ่าไป๋บอกเคล็ดวิชา พร้อมกับสอนท่าโคจรพลังภายใน
เฉินเฟิงอดทนฟังพร้อมมอง และเริ่มเข้าใจสิ่งที่ได้จากการเดินลมปราณ เขารู้สึกว่าความทรมานจากอาการปวดแสบปวดร้อนค่อย ๆ ลดลง
"มันมีอยู่จริง…" เฉินเฟิงรู้สึกดีใจ เขาเคยอ่านนิยายจีนโบราณและใฝ่ฝันอยากมีพลังยุทธ วันนี้…เขากำลังเดินไปถึงสิ่งที่หวังแล้ว
"เจ้าเด็กคนนี้เข้าถึงวิชาไวมาก!" เฒ่าไป๋เอ่ยอย่างประทับใจ เพียงสอนรอบเดียว เฉินเฟิงก็เข้าถึงวิชาได้ เมื่อเห็นว่าเฉินเฟิงสามารถดูดพลังจากบ่อได้แล้ว และไม่แสดงอาการเจ็บปวดทรมานเหมือนตอนแรก เขาเดินพลังตัดเกล็ดเลือดของตนเองใส่ลงไปในบ่อ ก่อนจะเดินออกจากถ้ำไป… ฯลฯ
ครบหลักสูตร
เวลาผ่านไปสามเดือนหลังจากที่เฉินเฟิงได้มาเกิดใหม่เฒ่าหลู่และเฒ่าไป๋ต่างนั่งจิบชาด้วยอารมณ์กำลังดี เหตุใดหรือ? เพราะเฉินเฟิง…ตั้งแต่ได้รับ “กายเด่น” ทุกสิ่งกลับกลายเป็นเรื่องง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ เพียงหนึ่งเดือน เฉินเฟิงสามารถฝึกวิชาทั้งหมดของเฒ่าไป๋ได้สำเร็จ
วิชาโอสถ, การหลอมยา, การฝังเข็ม, ตำราพืชสมุนไพรเฉินเฟิงซึมซับได้หมดราวกับหยดน้ำไหลลงผืนผ้า
เมื่อวิชาทั้งหมดถูกเรียนจนครบ สองเฒ่าจึงพาเขาไปยัง “ห้องของเฒ่าจ้าว” ที่เต็มไปด้วยคัมภีร์ยุทธ กระบวนท่าต่าง ๆวิชาทวนราชัน วิชากระบี่นภา วิชาธนูดับตะวัน วิชาอาวุธอีกมากมาย
แต่ละบทเป็นคำภีร์ระดับสี่ถึงห้า ซึ่งตามปกติแม้ยอดฝีมือยังต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีทว่าเฉินเฟิงใช้เวลาเพียง หนึ่งเดือน ก็ครอบครองวิชาเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์ เข้าสู่เดือนสุดท้าย เฉินเฟิงขอลงเรียนใน “ห้องของเฒ่าเอีย” และดูจะโปรดปรานเป็นพิเศษ
เพราะความรู้ในนั้นเกี่ยวกับ “ค่ายกล” และ “การสร้างอาวุธ” เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์จากโลกเดิมที่เขาเคยรู้จัก
เขาเริ่มจากคำภีร์ค่ายกลแบบแรก: การสร้างค่ายกลด้วยวัตถุ การเดินค่ายกลด้วยลมปราณอักขระ การสร้างอาวุธ ตำราสัตว์อสูร 108 สายพันธุ์ ตำรา 72 สัตว์เทวะ
เฉินเฟิงอ่านทั้งวันทั้งคืนโดยแทบไม่หลับไม่พัก ราวกับโลกตรงหน้า…คือโลกในฝันที่เขารักสุดหัวใจ วันหนึ่ง เฉินเฟิงทิ้งตัวลงนอนบนต้นไม้โดยถือคัมภีร์ติดตัว พลางพึมพำกับตัวเอง
“ในป่ามรกตที่เราอยู่ ยังไม่เห็นสัตว์อสูรหรือสัตว์เทวะตามในรูปเลยสักตัว…”
เฒ่าไป๋เอ่ยขึ้นจากด้านล่าง “เมื่อก่อนเคยมีสัตว์อสูรอยู่ แต่พวกเราไล่ไปแล้วบ้าง ฆ่าทิ้งไปบ้าง…บ่อโลหิตที่เจ้าเห็น ก็เกิดจากเลือดของมันที่ท่านตาเอียเก็บไว้"
เฒ่าหลู่เสริมขึ้น “เจ้าลองสังเกตดี ๆ ดูสิ สัตว์อสูรจะมี ‘ลูกแก้วกลม’ ตรงกลางหน้าผาก ส่วนสัตว์เทวะจะมี ‘ผลึกแก้วเรียว’
ระดับของพวกมันดูได้จากแสงที่เปล่งออกจากข้างในผลึกมีแสงกี่จุด ก็คือระดับของมัน”
เฒ่าไป๋กระโดดออกจากหน้าผา กวักมือเรียก
“มา ๆ วันนี้ลองปะมือกับข้าหน่อย!”
“ท่านตา ท่านอายุมากแล้ว เกิดเป็นอะไรขึ้นจะทำยังไง…” เฉินเฟิงพูดอย่างอบอุ่น แต่ก็กระโดดตามไปด้วยความเร็วทันที
“ฮา ๆ ๆ ไอ้หลานเวร เดี๋ยวนี้กล้าล้อข้าแล้ว!” เฒ่าไป๋หัวเราะถูกใจ เขาเคยสอนและชี้แนะวิชาให้มากมาย แต่ไม่เคยมีใครเรียนรู้เร็วเท่ากับเฉินเฟิง
แม้ในหมู่ยอดฝีมือ หากจะเข้าถึง “แก่นของวิชา” ก็ยังต้องใช้เวลานับปีแต่เฉินเฟิงทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เหตุผลนั้นไม่ใช่แค่ “กายเด่นระดับสาม” หากรวมถึงความขยันและความอดทนของเขาด้วย
เฒ่าไป๋ซัดพลังออกด้วยฝ่ามือ
“รับมือ! ฝ่ามือมารเทวะ!” พลังไอมารก่อร่างเป็นฝ่ามือสีดำพุ่งเข้าใส่เฉินเฟิงด้วยความรุนแรง
เฉินเฟิงเบิกตากว้าง
“โหย! ท่านตาไป๋ พลังที่ซัดมา…ถึงหกส่วนเลยนะ!”แต่เขาไม่ได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาขยับเท้า ใช้ฝ่ามือสร้างวงหยินหยาง
พลังฝ่ามือที่พุ่งเข้ามาถูกเฉินเฟิงชักนำวนรอบตัว แล้วสลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
“ห่ะ…” เฒ่าไป๋ตกตะลึง
เฒ่าหลู่รีบถาม
“เฟิงเอ่อ…เจ้าพึ่งใช้วิชาอะไร?”
เฉินเฟิงแอบยิ้ม เขารู้ดีว่าพลังจากโลกเดิมของเขายังมีบางส่วนที่โลกนี้ไม่เคยพบเห็น
“วิชา…ไท๊เก้ก ขอรับ ท่านตา” เฉินเฟิงตอบด้วยรอยยิ้ม
เฒ่าหลู่ถอนหายใจ
“ไม่ต้องประลองแล้ว…ถึงเวลาแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้…”เขากวักมือเรียก
“เฟิงเอ่อ มาหาตาเถอะ”
เฉินเฟิงเดินไปนั่งใกล้ ๆ อย่างสงบ
“เจ้ารับของพวกนี้ไป” เฒ่าหลู่หยิบ ป้ายห้อยเอว ออกมาห้าอัน
“พวกนี้คือ…?”
เฒ่าหลู่อธิบายแต่ละชิ้นอย่างชัดเจน:
ป้ายหยกตะวันจันทรา ของฟานฉิงเอ่อ แม่ของเจ้า มีความหมายสูงส่งป้ายหยกสำนักโอสถเทวะ ใช้เข้าร้านยาทุกสาขาทั่วแคว้นป้ายหยกสำนักเทพฟ้า หากเจ้าพบอันตรายรุนแรง ให้ไปแสดงที่นั่น พวกเขาจะช่วยเหลือป้ายหยกสำนักพิทักษ์หมู่ดาว ใช้เก็บของในมิติ ค่ายกลพิเศษที่เฒ่าเอียสร้างไว้ป้ายหยกพรรคมารคุณธรรม เฒ่าไป๋มอบให้ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของสำนักที่เคยรุ่งเรือง
เฉินเฟิงรับมาแล้วหลับตาครู่หนึ่ง เขาเข้าใจดีว่าสิ่งเหล่านี้…คือ “คำสัญญา” ที่เฒ่าทั้งสองมอบไว้บนเส้นทางของเขา
“ท่านตาไม่ต้องห่วง…หลานรู้ดีว่าจะทำอย่างไร หลานจะสืบหาท่านแม่และช่วยพรรคมารคุณธรรมกลับมาอีกครั้ง”
เฉินเฟิงลุกขึ้น ก้มกราบทั้งสองอย่างเคารพเต็มหัวใจ
“ดีจริง ๆ เจ้าไปเก็บข้าวของเถอะทุกอย่างตาเตรียมไว้ให้ที่ห้องของเจ้าแล้ว” เฒ่าหลู่เอ่ย
เฉินเฟิงเดินจากไปพร้อมรอยน้ำตาจาง ๆ เขาคิดถึงโลกเดิมเขาเคยไม่มีใคร แต่ตอนนี้…จะต้องจากคนที่เขารักมากที่สุดไปอีกครั้ง
เขาเก็บของอย่างสนุกสนาน ใช้ลมปราณแตะที่ป้ายหยกจากสำนักพิทักษ์หมู่ดาวเพื่อดูดสิ่งของเข้าไป และนำออกโดยการโคจรพลังภายใน
“ทันสมัยเกินไปแล้ว สนุกดีจริง ๆ” เขาพึมพำอย่างมีความสุข
เมื่อทุกอย่างพร้อม เฉินเฟิงเดินออกมา แต่เฒ่าหลู่และเฒ่าไป๋…กลับไม่อยู่แล้ว เหลือเพียงข้อความบนโต๊ะ
“ไม่ต้องอำลา จะรอคอยเจ้ากลับมา”
เฉินเฟิงอ่านก็รู้สึกแน่นหน้าอก แต่เขาก็ต้องอดทนและเดินหน้าต่อไป
"เราควรออกจากที่แห่งนี้ได้แล้ว" เฉินเฟิงรู้ทิศทาง เพราะเขาศึกษาแผนที่มาแล้วจากห้องของเฒ่าเอีย
เมื่อร่างเฉินเฟิงหายไป ทุกอย่างก็เงียบสงบ
ผ่านไปหนึ่งวันหลังจากที่เฉินเฟิงออกจากภูเขาแห่งการฝึกฝน บริเวณต้นป่ามรกต ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนแคว้นหยวนความวุ่นวายเริ่มปรากฏ…
“รีบหนี! เร็วเข้า พวกมันตามมาแล้ว!” เสียงโวยวายดังขึ้นจากกลุ่มคนประมาณสิบกว่าชีวิตที่วิ่งหนีด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“ด้านหน้าเป็นป่ามรกตนะ ท่านพ่อ!”
“มันดีกว่าโดนพวกโจรฆ่าตาย!”
กลุ่มคนเหล่านั้นมีธงสำนัก “เฟิงคุ้มภัย” ปักอยู่ข้างรถม้าขนสัมภาระ ดูแล้วน่าจะเป็นขบวนสำนักคุ้มภัยที่ถูกลอบโจมตี
“หนีไปไหน พวกบ้า! คิดว่าข้าไม่กล้าตามไปหรือไง! ป่ามรกตหรอ? ฮา ๆ พวกสัตว์ร้ายไม่ทำให้ข้ากลัวหรอก!” หัวหน้าโจรภูเขา ตะโกนด้วยความคึกคะนอง เขามีระดับยุทธขั้นสามและนำลูกน้องเกือบร้อยบุกไล่ฆ่ากลุ่มคุ้มภัย
“พวกโจรชั่ว! ถ้าข้ากับพ่อไม่โดนพิษ เจ้าคงตายไปนานแล้ว!”
“ฮา ๆ ปากดีนักนะเจ้า! เดี๋ยวเจ้ากับพ่อจะได้ไปพบยมบาลพร้อมกัน!”
คุญชายใหญ่แห่งเฟิงคุ้มภัย เฟิงอู่หยาง อายุสิบเจ็ดปี นักยุทธขั้นสอง กำลังพยุงร่างที่บาดเจ็บของพ่อ เฟิงอู่ซวง ซึ่งเป็นเจ้าสำนัก
แม้จะฝึกจากสำนักศึกษาราชวงศ์ แต่พลังในร่างถูกพิษเล่นงานหนัก ทำให้เขาต้านโจรไม่ได้
“บัดซบ! ข้าจะฆ่าเจ้า!” เฟิงอู่ซวงเห็นลูกชายบาดเจ็บ ก็คลุ้มคลั่ง โคจรพลังทะยานเข้าสู้ทันทีแม้จะเสียเปรียบ
ห่างออกไปไม่ไกล มีชายคนหนึ่งยืนสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆเขาชื่อ…หยวนเฉินเฟิง ผู้เพิ่งเดินออกจากภูเขาแห่งการฝึกฝน หลังจากกายเด่นของเขาตื่นขึ้น
“พวกโจรภูเขา…เห็นในความทรงจำของร่างเดิมบอกว่าเลวร้ายมาก ข้าไม่คิดว่าจะเจอไวขนาดนี้…แจ้งตำรวจดีไหม?”เขาขมวดคิ้ว แล้วพึมพำต่อ
“โถ…ลืมไป นี่คนละโลกแล้วนี่หว่า…”
เสียงต่อสู้ดุเดือดดังขึ้นตลอด ผ่านไปสามสิบกระบวนท่า เฟิงอู่ซวงพ่ายแพ้ ถูกโจรฟันจนร่างกระเด็นมานอนข้างลูกชาย หายใจโรยริน
“ฮา ๆ เหลือแค่สองพ่อลูกแล้ว…ส่วนคนที่เหลือ ข้าจะโยนร่างมันให้สัตว์ในป่ากินเป็นกุศลก็แล้วกัน!”
หัวหน้าโจรเดินเข้ามาด้วยท่าทีเย้ยหยัน ดั่งพญายมกำลังจะปลิดชีพทั้งสอง
ทันใดนั้น…
“ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!”
“อ๊าก! เฮือก! อ้า! เอื้ออ!”
สี่ศพของลูกสมุนหัวหน้าโจรล้มลง หน้าอกของแต่ละศพทะลุราวกับถูกยิงด้วยกระสุน แต่ถ้ามองใกล้ ๆ จะพบว่า…คือ “ลูกหินเล็ก ๆ เปื้อนเลือด”
หัวหน้าโจรชะงักทันที รับรู้ได้ในสัญชาตญาณว่า…มี
“ยอดฝีมือ” ปรากฏแล้ว!
“ตกใจแปลว่าเจ้ายังไม่เคยเจอความตาย…” เสียงดังขึ้น พร้อมร่างของเฉินเฟิงที่ปรากฏตัวจากด้านหลังสองพ่อลูก
บุรุษชุดดำลวดลายเรียบหรู เดินเพียงหนึ่งก้าว…แต่ไกลดั่งสิบก้าว ใบหน้าสง่างาม คิ้วคม ดวงตาเปล่งประกายแต่แผ่ความเย็นชาเข้ากระดูกจนขั้วหัวใจแข็งตาย
“ข้าน้อย…ขอโทษที่ล่วงเกินผู้มีฝีมือ ข้าน้อยขอลา!” หัวหน้าโจรรีบถอย ลูกน้องก็พากันเผ่นหนีโดยไม่คิดชีวิต
เฉินเฟิงเดินตรงมาหาสองพ่อลูกที่นอนหายใจรวยริน เขามองเพียงครู่เดียวก็ทราบทันทีอาการสาหัสระดับเข้า ICU ในโลกเดิม…แต่ในตอนนี้ เขารักษาได้
“ปึก! ปึก! ปึก!” เฉินเฟิงสะกัดจุดกลางอากาศเพื่อห้ามเลือด จากนั้นป้อนยาลูกกลอนและส่งกำลังภายในเข้าสู่ร่างของสองพ่อลูก
ภายในเวลาเพียงครึ่งก้านธูป อาการดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“บาดแผลปิดสนิท…พิษถูกขับออก…เหลือเชื่อจริง ๆ …”
“ลูกพ่อ…เรารอดแล้ว…” เฟิงอู่ซวงน้ำตาคลอ รีบก้มหัวคาราวะเฉินเฟิงทันที
“ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ!”
“ไม่เป็นไร…เห็นคนถูกโจรทำร้าย ใครก็ต้องช่วย” เฉินเฟิงตอบกลับแบบที่เขาเคยอ่านจากนิยาย ในใจรู้ดี…เขาเริ่มเดินอยู่บนเส้นทางของ “พระเอกยุทธภพ” แล้ว
“ไม่ทราบว่าผู้มีพระคุณมีนามใด ข้าน้อยเฟิงอู่ซวง และลูกชายข้า เฟิงอู่หยาง เราเปิดสำนักคุ้มภัยในเมืองโจว”
“หยวนเฉินเฟิง…” เสียงตอบของชายหนุ่มดังขึ้นอย่างหนักแน่น เส้นทางแห่งยุทธภพของเขา…เริ่มต้นที่คำสัญญา และบัดนี้ เขาได้ “ผูกสัมพันธ์” กับสองคนแรกในโลกภายนอกแล้ว
****ขอบคุณครับ****
*สำหรับคนที่อยากได้ลิ้งอ่านฟรีตอนที่เก็บเหรียญทักมาได้นะครับ มีให้สิบคนเท่านั้น*