โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

สาย 'ชาเขียวมัทฉะ' ต้องรู้! ดื่ม -เลือกอย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. 2568 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2568 เวลา 04.24 น.

“ชาเขียว หรือมัทฉะ (Matcha)” เป็นเครื่องดื่มสุขภาพที่กำลังฮอต กำลังฮิตในหมู่ของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะวัยทำงาน และคนรุ่นใหม่ หลายๆ คนเปลี่ยนจากการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ มาเป็นชาเขียว เพื่อเปดูแลสุขภาพ

“การดื่มชาดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ซึ่ง “ชา” ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมากที่สุดในโลกรองจากน้ำเปล่า โดยเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดในประเทศอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศพม่าตอนเหนือ และประเทศจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ และมีหลักฐานว่ามีการบริโภคชาในประเทศจีนมาตั้งแต่เมื่อ 5,000 ปีก่อน

โดยมีการเพาะปลูกและแปรรูปชาเป็นส่วนใหญ่ องค์การสหประชาชาติจึงได้มีมติกำหนดให้มีวันชาสากล (International Tea Day) เพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนการผลิตและการบริโภคชาที่ยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของชา

ชาเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากส่วนใบของต้นชา (Camellia sinensis) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น สายพันธุ์ของชา แหล่งกำเนิด วิธีการเก็บเกี่ยว และกระบวนการผลิตชา ส่งผลให้ใบชามีสีและรสชาติต่างกันไป เช่น ชาดำ (Black tea), ชาเขียว (Green tea), ชาอู่หลง (Oolong tea), ชาขาว (White tea), ชาเหลือง (Yellow tea), ชาแดง (Pu-erh tea) นอกจากนี้ยังมีชาสมุนไพร (Herbal tea) ที่ได้มาจากสมุนไพร ดอกไม้ หรือผลไม้ เช่น ชามะตูม ชาเก๊กฮวย ชาคาโมมายล์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'มัทฉะVSชาเขียว' ความเหมือนที่แตกต่าง คนรักสุขภาพต้องไม่พลาด!

อยากอายุยืน? ลองดื่ม “ชาดำ” 2 ถ้วยต่อวัน ลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้ 13%

“มัทฉะ” ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

“มัทฉะ (Matcha)” ที่สายสุขภาพหลงรักนั้น คือ ชาเขียวบดละเอียดที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากชาเขียวทั่วไปตรงที่เราจะบริโภคผงชาเขียวทั้งหมด ไม่ใช่แค่น้ำชาที่ได้จากการแช่ใบชา ทำให้ได้รับสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 137 เท่า

มัทฉะสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามเกรดคุณภาพได้แก่

1. มัทฉะเกรดพิธีกรรม (Ceremonial Grade):

เป็นมัทฉะคุณภาพสูงสุด ผลิตจากใบชาที่อ่อนที่สุดในช่วงแรกของการเก็บเกี่ยว รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล เหมาะสำหรับชงดื่มแบบดั้งเดิม

2. มัทฉะเกรดประจำวัน (Daily Grade):

เป็นมัทฉะที่มีคุณภาพรองลงมา เหมาะสำหรับชงดื่มในชีวิตประจำวัน หรือใช้ทำเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ลาเต้มัทฉะ

3. มัทฉะเกรดสำหรับทำอาหาร (Culinary Grade):

เป็นมัทฉะที่มีคุณภาพต่ำที่สุด เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการทำอาหารและขนมต่างๆ เนื่องจากมีรสชาติที่เข้มข้นและฝาดกว่า

โดยทั่วไปเครื่องดื่มชาเขียวชง (250 มล.) มีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) หรือสารต้านอนุมูลอิสระ (คาเทชิน ; Catechins) อยู่ที่ 50 – 100 มิลลิกรัม และคาเฟอีน 30 – 40 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณอาจแตกต่างกันตามขั้นตอนการเตรียม เวลาในการต้ม หรืออุณหภูมิของน้ำ

ชาเขียวมัทฉะ สุดยอดเครื่องดื่มชะลอวัย

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะแคทีชิน (Catechins)

มัทฉะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแคทีชิน (Catechins) โดยเฉพาะสาร EGCG (Epigallocatechin Gallate) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยลดการอักเสบ และปกป้องเซลล์จากความเสียหาย นอกจากนี้ สรรพคุณชาเขียวมัทฉะยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น มะเร็งและโรคหัวใจได้อีกด้วย

2. กระตุ้นการเผาผลาญและช่วยควบคุมน้ำหนัก

มัทฉะประกอบด้วยสารคาเฟอีนและแคทีชิน ซึ่งทำงานร่วมกันช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย (Thermogenesis) และเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก (Resting Metabolic Rate) ส่งผลให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

นอกจากนี้ มัทฉะยังมีคุณสมบัติพิเศษช่วยลดความอยากอาหาร และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล รวมถึงให้พลังงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและตกอย่างรวดเร็วเหมือนกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หรือกาแฟ

3. เพิ่มพลังงานและความตื่นตัว โดยไม่ทำให้ใจสั่น

มัทฉะมีกรดอะมิโนพิเศษที่เรียกว่า L-theanine ซึ่งทำงานร่วมกับคาเฟอีน เพื่อให้พลังงานที่สม่ำเสมอและยาวนาน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ก่อให้เกิดอาการหงุดหงิดหรือใจสั่นเหมือนเวลาที่เราดื่มกาแฟ

4. บำรุงสมอง เพิ่มความจำ และสมาธิ

สาร L-theanine ในมัทฉะมีส่วนช่วยเพิ่มระดับของสารสื่อประสาทสำคัญในสมอง เช่น โดปามีน เซโรโทนิน และ GABA ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยปรับปรุงอารมณ์ ความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้น

ที่น่าสนใจคือ เมื่อร่างกายได้รับ L-theanine และคาเฟอีนพร้อมกัน (ซึ่งทั้งสองชนิดนี้พบได้ในมัทฉะ) จะยิ่งส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการปกป้องเซลล์ประสาทจากความเสียหาย การลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ รวมถึงการเพิ่มสมาธิและความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ

5. ช่วยดีท็อกซ์และล้างพิษตับ

มัทฉะอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นในการดีท็อกซ์ร่างกาย โดยช่วยกำจัดสารพิษและโลหะหนักที่สะสมอยู่ให้ออกไป นอกจากนี้ สาร EGCG ที่พบมากในมัทฉะยังมีบทบาทสำคัญในการบำรุงการทำงานของตับให้แข็งแรง พร้อมทั้งช่วยป้องกันการเกิดพังผืดในตับ และลดการอักเสบของตับได้อีกด้วย ทำให้ตับสามารถทำหน้าที่กำจัดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและระบบหลอดเลือด

สารแคทีชินในมัทฉะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง EGCG มีคุณประโยชน์อย่างมากต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ซึ่งกลไกเหล่านี้มีผลโดยตรงในการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

7. ช่วยชะลอวัยและปกป้องผิวพรรณ

สารต้านอนุมูลอิสระในมัทฉะ โดยเฉพาะ EGCG มีคุณสมบัติในการต่อต้านการอักเสบและชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการชะลอความเสื่อมของผิวหนังและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ยิ่งไปกว่านั้น มัทฉะยังช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากรังสี UV และมลภาวะต่าง ๆ ได้ด้วย

8. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

มัทฉะมีสารหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน A, C, E, วิตามินบีรวม และแร่ธาตุสำคัญต่าง ๆ เช่น สังกะสีและซีลีเนียม โดยจะทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น

ที่สำคัญ สาร EGCG ในมัทฉะยังต้านไวรัสและแบคทีเรียได้ ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่

ความเชื่อเรื่องการดื่มชาเพื่อสุขภาพ

1. ชามีสารต้านอนุมูลอิสระจริงหรือไม่?

จริง เพราะในชามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า คาเทซิน (Catechins) โดยในชาเขียว (Green tea) จะมีมากกว่าชาดำ (Black tea) เนื่องจากไม่ผ่านกระบวนการหมัก

2. ดื่มชาช่วยป้องกันโรคมะเร็งจริงไม่?

มีการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม และมะเร็งกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาในคนถึงชนิดชา ปริมาณที่เหมาะสม และความปลอดภัยในระยะยาว

3. ดื่มชาช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในใบชา มีส่วนช่วยในการย่อยและการดูดซึมไขมันและคาร์โบไฮเดรต และช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน โดยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) จากชาดำ (Black tea) มีประสิทธิภาพมากกว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในชาเขียว (Green tea) แต่การดื่มชาในปัจจุบันที่มีการผสมน้ำตาลหรือนมข้นในปริมาณมาก มีพลังงานสูงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

4. ดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองจริงหรือ?

มีการศึกษาพบว่าการดื่มชาดำ (Black tea) หรือชาเขียว (Green tea) อย่างน้อย 3 แก้วต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ 21% ทั้งนี้การเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานอื่น ๆ อาจลดประสิทธิภาพของสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ได้ รวมถึงน้ำตาลและสารให้ความหวานอาจทำให้เบาหวานคุมได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดได้

5. ดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานได้จริงหรือ?

การศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ในชา มีคุณสมบัติเป็นสารต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ตับอ่อน และอาจช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินที่เป็นสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานได้ ซึ่งมีผลต่อความต้านทานภาวะดื้ออินซูลิน

การศึกษาในคนมักใช้เป็นสารสกัดจากชาเขียวในปริมาณมาก หรือดื่มชาดำที่ไม่ใส่น้ำตาล ตั้งแต่ 500 - 1500 มิลลิลิตรต่อวัน และยังไม่มีการศึกษาในระยะยาวถึงความปลอดภัย

6. ดื่มชาช่วยลดไขมันในเลือดจริงหรือไม่?

มีการศึกษาพบว่าการรับประทานสารสกัดจากชาเขียวช่วยลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไขมันไม่ดี (LDL ; Low Density Lipoprotein) ในเลือดได้ ในการทดลองส่วนใหญ่ใช้เป็นสารสกัดชาเขียวเข้มข้นสูง หากต้องการให้ได้ผลตามงานวิจัยอาจจะต้องดื่มชาเขียวกว่าวันละ 160 แก้ว และยังไม่มีการศึกษาในระยะยาวถึงความปลอดภัย ดังนั้นการปรับวิธีการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย อาจเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและปลอดภัยมากกว่า

เคล็ดลับเลือกดื่มชาให้ดีต่อสุขภาพ

1. ไม่ดื่มชาที่ร้อนเกินไป หรืออุณหภูมิมากกว่า 55 - 65 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า การดื่มชาที่ร้อนมากเกินไป เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

2. เลือกชาใส เลี่ยงการเติมน้ำตาล ครีมเทียม หรือนม เนื่องจากลดประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระในชาได้ สามารถปรุงแต่งกลิ่นวานิลลาหรืออบเชยเล็กน้อยเพื่อเลียนแบบความหวานได้ หรือหากชอบออกรสหวานแนะนำเป็นชาสมุนไพรรสผลไม้เนื่องจากชาบางชนิดมีรสหวานจากธรรมชาติโดยไม่ต้องเติมสารให้ความหวาน

3. เลือกซื้อชาแก้วขนาดเล็กสุด ในกรณีที่เลือกดื่มชาที่มีการเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือครีมเทียม เพื่อลดพลังงานหรือน้ำตาลที่ได้รับต่อวัน

4. ลดระดับความหวาน หากติดดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน แนะนำค่อย ๆ ปรับลดระดับความหวานลงทีละน้อย เช่น จากเดิมเลือกความหวาน 100% ปรับลดวามหวานลงเหลือ 50% หรือ 25%

5. ลดความถี่การดื่มชาที่มีการเติมน้ำตาล ครีมเทียม นม หรือท็อปปิ้งเพิ่มเติม ไม่ควรดื่มเกิน 1 - 2 แก้วต่อสัปดาห์

วิธีเลือกและเตรียมมัทฉะคุณภาพดี

การเลือกมัทฉะคุณภาพดี เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากเครื่องดื่มสุขภาพชนิดนี้

สี : ควรมีสีเขียวสดใส หลีกเลี่ยงมัทฉะที่มีสีเขียวอมเหลืองหรือน้ำตาล เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผงชาเก่าเก็บ หรือคุณภาพต่ำ

กลิ่น : ควรมีกลิ่นหอมสดชื่น หากมีกลิ่นอับหรือกลิ่นเหม็นหืน แสดงว่าอาจเก็บไว้นานเกินไปหรือเก็บในสภาพไม่เหมาะสม

ความละเอียด : มัทฉะคุณภาพดีจะมีเนื้อละเอียดคล้ายแป้ง สัมผัสนุ่มเนียน ไม่มีเศษหยาบหรือก้อนเล็ก ๆ ปะปน

อ้างอิง:โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ , krungsricard

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...