“กัมพูชา” รื้อโครงการเกตเวย์อินเทอร์เน็ตแห่งชาติ นักสิทธิเตือนเสี่ยงปิดกั้นเสรีภาพออนไลน์
"กัมพูชา" รื้อโครงการ National Internet Gateway ภายใต้รัฐบาลสมเด็จฮุน มาเนต มุ่งรวมศูนย์การสื่อสารออนไลน์ของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจเป็นเครื่องมือควบคุมข้อมูล-จำกัดเสรีภาพประชาชน
วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 13.22 น.สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานอ้างเอกสารภายในรัฐบาลกัมพูชาว่า รัฐบาลมีแผนเริ่มดำเนินการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักของศูนย์เกตเวย์อินเทอร์เน็ตแห่งชาติ (National Internet Gateway: NIG) ในปีหน้า ซึ่งถือเป็นการรื้อฟื้นโครงการที่หยุดชะงักไปนาน โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโครงการนี้อาจเพิ่มอำนาจรัฐในการควบคุมและตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของประชาชน
ระบบ NIG ของกัมพูชาจะทำหน้าที่เป็น ศูนย์รวมเส้นทางข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั้งหมดของประเทศ ผ่านเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถบล็อกเว็บไซต์ ควบคุมเส้นทางข้อมูล และตรวจสอบการสื่อสารออนไลน์ได้อย่างละเอียด
นักวิชาการบางรายเปรียบเทียบโครงสร้างนี้ว่า “คล้ายกับ Great Firewall of China” หรือกำแพงไฟควบคุมอินเทอร์เน็ตของจีน
รัฐบาลกัมพูชาเคยออกกฎรองรับการจัดตั้ง NIG ตั้งแต่ปี 2564 แต่กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม (MPTC) ได้เลื่อนการดำเนินการออกไปโดยไม่ชี้แจงเหตุผล
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวกลับมาเดินหน้าอีกครั้งภายใต้รัฐบาลของ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนใหม่ซึ่งรับตำแหน่งต่อจาก สมเด็จฮุน เซน ในปี 2566
เอกสารของกระทรวงแผนการลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่มีชื่อว่า“Install and Manage National Internet Gateways” เปิดเผยรายละเอียดใหม่ โดยระบุว่า Telecom Cambodia และ MPTC จะเริ่มดำเนินการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569
ตามแผนดังกล่าว หน่วยงานทั้งสองจะจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการเกตเวย์อินเทอร์เน็ตแห่งชาติ (National Internet Gateway Management Center) เพื่อบริหารจัดการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ปกป้องความมั่นคง และรักษาระเบียบสังคม วัฒนธรรม และประเพณีของชาติ
แม้เอกสารระบุจังหวัดสำคัญ เช่น กรุงพนมเปญ และพระสีหนุ (ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำของประเทศ 3 เส้น) แต่ยังไม่ชัดเจนว่าศูนย์บริหารดังกล่าวจะตั้งอยู่ที่ใด
ในเอกสารยังระบุว่ารัฐบาลมีแผนใช้เทคโนโลยี Big Data และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และจัดการข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย องค์กรสิทธิมนุษยชนกัมพูชา Licadho เตือนว่าการจัดตั้ง NIG จะเป็นหายนะต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพราะจะยิ่งเปิดช่องให้รัฐบาลควบคุมพื้นที่ออนไลน์ที่เหลืออยู่น้อยนิด
นาลี พิโลร์จ (Naly Pilorge) ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของ Licadho กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า “เกตเวย์อินเทอร์เน็ตจะขยายอำนาจของรัฐบาลในการเข้าถึงและปราบปรามข้อมูลหรือบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพทางออนไลน์อย่างรุนแรง”
เอกสารระบุว่าโครงการมีงบประมาณเริ่มต้นเพียง 11.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับก่อสร้างและค่าแรงเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริหาร พร้อมทั้งอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท Huawei ของจีน และพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อจัดหาทุน
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญชี้ว่างบดังกล่าวเป็นเพียงเศษเสี้ยวของต้นทุนจริง เนื่องจากระบบลักษณะนี้ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ และระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งกัมพูชายังไม่มีศักยภาพดำเนินการได้ด้วยตนเอง
เหงียน ฟง ฮวง ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าวว่า กัมพูชาอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเปิดช่องให้พันธมิตรภายนอก เช่น วิศวกรจาก Huawei หรือรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในประเทศได้
ด้าน Huawei ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้ทุนหรือมีส่วนร่วมในโครงการนี้ โดยระบุในอีเมลตอบกลับ Nikkei ว่า “Huawei Cambodia ไม่ได้ให้ทุนหรือบริการใด ๆ แก่โครงการ National Internet Gateway และไม่ได้มีแผนเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้”
แม้รัฐบาลกัมพูชาพยายามจำลองโมเดลกำแพงไฟของจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ชาร์ลส์ ม็อก (Charles Mok) นักวิจัยจาก Stanford University มองว่า“ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่อาจสร้างระบบแบบจีนได้เต็มรูปแบบ”
เนื่องจากจีนมีเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มในประเทศของตนเอง เช่น WeChat และ Alibaba ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ไม่มีตลาดใหญ่พอ หรือขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเทียบเท่า
เขาเสริมว่า แนวโน้มการควบคุมข้อมูลในภูมิภาคนี้เริ่มเปลี่ยนไปสู่การใช้กฎหมายหลายฉบับควบคุมแทนระบบรวมศูนย์ ซึ่งในกรณีกัมพูชา รัฐบาลก็เพิ่งออกกฎหมายว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงไซเบอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิดิจิทัล
โทบี เมนเดล ผู้อำนวยการองค์กรสิทธิมนุษยชน Centre for Law and Democracy ซึ่งเคยให้คำปรึกษารัฐบาลกัมพูชาในกฎหมายอินเทอร์เน็ตบางฉบับ กล่าวว่า “แนวคิดเรื่องเกตเวย์อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เพราะจะเพิ่มต้นทุนให้ผู้ใช้งานและทำให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตลดลง ซึ่งขัดกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของกัมพูชาโดยสิ้นเชิง”
อ้างอิง : asia.nikkei.com