โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนส่วนใหญ่แยกเสียง มนุษย์จริง กับ “เสียงโคลน ที่สร้างจากเอไอไม่ออก

the Opener

เผยแพร่ 20 ต.ค. 2568 เวลา 03.48 น. • The Opener

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยล่าสุดเผยว่า คนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเสียงของ “มนุษย์จริง” กับ “เสียงจำลอง” ที่สร้างโดยเอไอได้แล้ว

งานวิจัยล่าสุดตีพิมพ์ในวารสารPLoS One นักวิจัยพบว่า ขณะนี้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะ เสียงโคลน (Cloned voices) ที่เอไอสร้างขึ้นกับเสียงมนุษย์จริงได้

เทคโนโลยีโคลนเสียงด้วยเอไอ (AI voice cloning) ทำงานโดยการวิเคราะห์และดึงลักษณะเฉพาะของเสียงจากข้อมูลเสียงต้นฉบับออกมา แล้วนำมาสร้างเสียงจำลองที่สามารถเลียนแบบได้อย่างแม่นยำ ทำให้กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมของมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ ซึ่งบางครั้งถึงขั้นใช้เสียงที่ลอกเลียนจากโพสต์ในโซเชียลมีเดียของเหยื่อหรือคนในครอบครัวของเหยื่อเอง

“กลุ่มผู้สูงอายุ” เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด งานวิจัยของมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธพบว่า ผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีอย่างน้อย 2 ใน 3 เคยมีประสบการณ์ถูกมิจฉาชีพพยายามหลอกลวงทางโทรศัพท์ โดยเกือบร้อยละ 60 เกิดขึ้นผ่านการโทรด้วยเสียง

ในงานวิจัย ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองฟังตัวอย่างเสียงจำนวน 80 เสียง ครึ่งหนึ่งเป็นเสียงจากเอไอ และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเสียงมนุษย์จริง โดยพวกเขาจะให้คะแนนเสียงเหล่านั้นตามระดับ “ความน่าเชื่อถือ” งานวิจัยพบว่าร้อยละ 58 ของผู้เข้าร่วมทดลอง เข้าใจผิดคิดว่าเสียงโคลนนั้นเป็นเสียงจริง

“ประเด็นสำคัญที่สุดของการวิจัยนี้คือ เสียงที่สร้างโดยเอไอ โดยเฉพาะเสียงโคลน ฟังดูเหมือนเสียงมนุษย์จริง ๆ ไม่ต่างจากการบันทึกเสียงของคนจริงเลย” ดร.นาดีน ลาแวน หัวหน้านักวิจัยและอาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยควีนแมรี ลอนดอน กล่าว

นักวิจัยระบุว่า เสียงที่สร้างโดยเอไอ แบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ เสียงปลอมที่สร้างขึ้นโดยเอไอ (generic AI) กับเสียงที่จำลองหรือโคลนมาจากมนุษย์จริง (Cloned voices) ซึ่งสร้างขึ้นจากเสียงของคนจริงๆ ที่ถูกบันทึกเอาไว้ ซึ่งเสียงที่ถูกโคลนมาจากมนุษย์จริงนั้น ตรวจจับได้ยากกว่า

ดร.นาดีนบอกว่า สิ่งที่น่าทึ่งคือ เราใช้เครื่องมือที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งหมายความว่าใครๆ ก็สามารถสร้างเสียงที่ฟังดูสมจริงได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก หรือไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านโปรแกรมมิงหรือเทคโนโลยีเฉพาะทางใดๆ เลย

การโคลนเสียงด้วยเอไอสร้างความกังวล โดยเฉพาะการนำเสียงของคนที่มีชื่อเสียงมาโคลนโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น เสียงของนักแสดงอย่าง สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน พบว่า เสียงจากเอไอฟังดู “คล้ายกับเสียงของเธอจนน่าขนลุก”

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ เสียงปลอม (deepfake) เพื่อเลียนแบบนักการเมืองหรือผู้สื่อข่าว ในความพยายามบิดเบือนความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ดร.นาดีน ชี้ว่า ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ควรมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ และควรมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้น

“ในมุมมองของนักวิจัย ฉันอยากแนะนำให้บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีนี้ พูดคุยกับนักจริยธรรมและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรมและกฎหมาย เช่น เรื่องการเป็นเจ้าของเสียง การให้ความยินยอม และขอบเขตของมันในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้” ดร.นาดีนกล่าว

เธอกล่าวว่า หากเทคโนโลยีนี้ถูกใช้อย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในด้านต่างๆ เช่น ด้านการศึกษา การกระจายเสียง การผลิตหนังสือเสียง หรือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถพูดได้ หรือมีความยากลำบากในการสื่อสารทางเสียง

งานวิจัยล่าสุดพบว่า การเรียนรู้ผ่านเสียงที่ใช้เอไอช่วย สามารถเพิ่มแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมในการอ่านของนักเรียนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่นักเรียนมีภาวะสมาธิสั้น (ADHD) นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้คนในการสื่อสารข้ามกำแพงด้านภาษาได้ โดยที่ยังคงรักษาน้ำเสียงเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลไว้เหมือนเดิม

ที่มา
Most people can’t tell the difference between AI and human voices, study finds

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...