BYD ขอรัฐผุด EV 4.0 จ่อเพิ่ม Local Content ไทย หลัง ส.อ.ท. บุกคุยถึงโรงงาน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถามต่อหน้า BYD ให้เพิ่ม Local Content ชิ้นส่วนไทยหลังคุยถึงโรงงาน ด้าน BYD ทยอยเพิ่มสัดส่วนแตะที่ 54% แล้ว พร้อมขอรัฐสนับสนุน EV-PHEV ต่อให้ผุดมาตรการ EV 4.0
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมโรงประกอบ โรงแบตเตอรี่ และโรงเชื่อมของ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (BYD) ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 จ.ระยอง ว่าขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยต้องการให้บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มากขึ้น แม้ว่าต้นทุนการผลิตในไทยจะสูงกว่าเล็กน้อยจากค่าไฟฟ้า แต่การสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น การจ้างงาน และภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคมไทย
ปัจจุบันแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนลดลงเหลือประมาณ 400,000 คน จากเดิมกว่า 600,000 คน เนื่องจากการใช้ชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ หากโรงงานต่างชาติในไทยเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจ้างงานในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายเซียว ไห่ ผิง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สำนักท่านประธานกลุ่ม บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของ BYD ในประเทศไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยภายหลังเปิดดำเนินการผลิตเดือนกรกฎาคม 2567 มีกำลังการผลิตสะสมแล้วกว่า 55,000 คัน และคาดว่าทั้งปีจะผลิตได้กว่า 40,000 คัน หรือเกือบเต็มศักยภาพการผลิต โดยกำลังผลิตเฉลี่ยเดือนละ 5,000-6,000 คัน
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานกว่า 5,800 คน โดยเป็นแรงงานไทยถึง 92% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 80% และคาดว่าปลายปีนี้จะขยับเป็น 95% ของทั้งหมด โดยในจำนวนนี้มีผู้บริหารประมาณ 40 คน และวิศวกรกว่า 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 20 แห่ง รับนักเรียน-นักศึกษาฝึกงานต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน BYD มีสัดส่วนโลคอลคอนเทนต์ (Local Content) อยู่ที่ 54% เพิ่มขึ้นจาก 45% เมื่อปีก่อน โดยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่นกว่า 35 ราย และความร่วมมือในประเทศกว่า 529 ชิ้นส่วน (Part) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการสร้างฐานการผลิตที่มั่นคงในไทย
“แม้เศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะชะลอตัว แต่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้ายังเติบโตดี โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่บริษัทให้ความสำคัญมากขึ้น”
ตลาดยานยนต์ในไทยปีนี้คาดว่าจะมียอดขายรวมประมาณ 600,000 คัน โดยในจำนวนนี้ 100,000 คัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนว่า “ไทย” ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ ประเทศผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลก
นอกจากนี้ ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงานอยู่ที่ 150,000 คันต่อปี และมีแผนเดินสายการผลิต 2 กะ เพื่อรองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานและกำลังซื้อในประเทศ แต่ก็ถือเป็น “โอกาสทอง” ที่จะต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV Hub) ของภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
“ที่ผ่านมารัฐบาลไทยสนับสนุนมาตรการ EV-3.0-3.5 ได้ดีมาก โดยหากรัฐบาลสามารถต่อยอดมาตรการไปสู่ EV4.0 หรือ 4.5 จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนและผู้บริโภคได้มากขึ้น รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งระดับโลก”
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าส่งออกรถยนต์รวม 10,000 คัน หลังจากวันที่ 25 สิงหาคม 2568 สามารถส่งออกแล้ว 959 คัน โดยรวมส่งออกทั้งหมดกว่า 3,300 คัน ไปยังตลาดยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี และเบลเยียม รวมถึงเวียดนาม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
“บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของศูนย์บริการทั่วประเทศ เพื่อยกระดับบริการหลังการขาย พร้อมเดินหน้าใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง เทคโนโลยี AI และระบบอัจฉริยะ ในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย”
ในประเด็นข่าวเชิงลบเรื่อง “การเรียกรถคืน” จำนวน 1 แสนคัน ผู้บริหาร BYD ยืนยันว่าเป็นรถรุ่นปี 2015 ที่ผลิตในจีนและไม่ได้จำหน่ายในไทย พร้อมย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อลูกค้าอย่างสูงสุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : BYD ขอรัฐผุด EV 4.0 จ่อเพิ่ม Local Content ไทย หลัง ส.อ.ท. บุกคุยถึงโรงงาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net