โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผ่าผลงาน 5 ปี “ดนุชา พิชยนันท์” ก่อนส่งไม้ต่อเลขาธิการสภาพัฒน์ คนใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ส.ค. 2568 เวลา 17.30 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2568 เวลา 00.25 น.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ "สภาพัฒน์" ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เพราะองค์กรแห่งนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็น Think Tank หรือ “มันสมอง” หลักของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน-วางกรอบนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงเป็นผู้มีข้อเสนอแนะที่ตั้งอยู่บนหลักการที่น่าเชื่อถือส่งตรงไปถึงรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้ตรงเป้า

ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่ง “เลขาธิการสภาพัฒน์” จึงไม่ใช่เพียงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั่วไปในระบบราชการ แต่เป็นตำแหน่งที่ต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในการวางแผนทั้งด้านงบประมาณ ยุทธศาสตร์ประเทศ โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์สำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ทิศทางของการพัฒนา และรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก

ล่าสุดตำแหน่งสำคัญนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้โยก “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒน์ ให้ไปนั่งเป็น เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คนใหม่ เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

การโอนย้ายครั้งนี้นับเป็นการสิ้นสุดบทบาทของนายดนุชาในฐานะเลขาธิการสภาพัฒน์ลำดับที่ 16 หลังจากที่เขาได้ดำรงตำแหน่งนี้มาเป็นเวลา 5 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยในช่วงปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติต่ออายุการดำรงตำแหน่งของเขาออกไปอีก 1 ปี

ย้อนผลงาน “เลขาธิการสภาพัฒน์”

ผลงานของ “เลขาธิการสภาพัฒน์” ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ต้องเรียกว่า นายดนุชา เริ่มต้นการดำรงตำแหน่งเบอร์หนึ่งของสภาพัฒน์ในช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจและสังคมไทย เพราะประเทศต้องเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤต” ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม นั่นคือ วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ในสถานการณ์ดังกล่าว บทบาทของสภาพัฒน์ในฐานะ Think Tank ของรัฐบาลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องเป็นหน่วยงานที่วิเคราะห์สถานการณ์ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมออกแบบมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือกับวิกฤติเหล่านี้

“ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ

โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลไทยได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ฉบับ รวมวงเงินทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

สภาพัฒน์ได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการและฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดทั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญในการดูแลให้การใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ให้มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย

นอกจากมาตรการด้านสาธารณสุข เช่น การจัดหาวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับประชาชนแล้ว สศช.ยังได้มีส่วนร่วมในการวางแผนกระจายวัคซีนไปยังภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การผลิตสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกระจายวัคซีนให้กับชาวต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย และกลุ่มผู้ทำงานที่เป็น Expat ขององค์กรระหว่างประเทศ

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลาย สศช.ยังมีบทบาทในการวางแผนการเปิดเมืองอย่างเป็นขั้นตอน โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดแผนการทำงานที่เหมาะสม

ขณะที่มาตรการด้านเศรษฐกิจ สศช.ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลในการออกแบบและวางแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลายมาตรการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการคนละครึ่งที่ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ

ปัญหาหนี้ครัวเรือน

อีหนึ่งวิกฤตที่ถาโถมเศรษฐกิจไทย นั่นคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นอีกวิกฤตสำคัญ ซึ่งสภาพัฒน์ได้เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไข ประเทศไทยมีอัตราหนี้สินภาคครัวเรือนสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ในการออกแบบโครงการ "คุณสู้เราช่วย" ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งช่วยให้ประชาชนที่ติดเครดิตบูโรสามารถกลับมาจ่ายหนี้ได้ และลดระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โครงการนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการในระยะที่ 2

เช่นเดียวกับการสร้างจิตสำนึกและความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลแก่ประชาชน โดยที่ผ่านมา เลขาสศช. มักแจ้งเตือนไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ใช้จ่ายเกินตัวจนเกิดปัญหาหนี้สิน การสร้างวินัยทางการเงินส่วนบุคคลนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันที่สำคัญในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่การคลัง (fiscal space) เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติการคลังในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ 2 ฉบับ

ผลงานที่สำคัญ ในระหว่างการดำรงตำแหน่งเลขาสศช. นั่นคือ การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งเป็นแผนหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยได้มีการกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศที่สำคัญไว้ 13 ด้าน

แผนนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงอายุ ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน สภาพัฒน์ กำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและจัดทำ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งจะเป็นแผนที่ต้องนำประสบการณ์และบทเรียนจากการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการวางแผนสำหรับอนาคต การจัดทำแผนฉบับนี้จึงเป็นภารกิจสำคัญที่เลขาธิการสภาพัฒน์คนใหม่จะต้องสานต่อให้สำเร็จ

“ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์

การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

อีกเรื่องที่ลืมไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย นั่นคือ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่นายดนุชา นั่งเป็นเลขาฯ สศช. และสภาพัฒน์ เองก็มีบทบาทสำคัญในการวางโครงร่างสร้าง Roadmap โดยอยู่ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

โดยมีส่วนร่วมสำคัญในการยกร่างแผน การติดตาม และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการจัดทำแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

งานส่วนนี้ถือเป็นงานที่มีความต่อเนื่องและต้องได้รับการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบจึงต้องมีการส่งมอบงานและความรู้อย่างละเอียดเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น

ดันไทยเป็นสมาชิก OECD

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เขามองว่ามาตรฐานและกฎระเบียบของ OECD ถือว่าเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ หากไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้จะส่งผลดีต่อการได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ การลงทุนและทำธุรกิจของต่างชาติในไทยจะมีมาตรฐานและหลักปฏิบัติที่ชัดเจนสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ความพยายามในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงที่นายดนุชาดำรงตำแหน่ง โดยสภาพัฒน์ได้ทำงานร่วมกับ OECD อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นายมาทีอัส คอร์มานน์ เลขาธิการ OECD ได้เดินทางเยือนประเทศไทยถึง 2 ครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ OECD ให้กับประเทศไทย

ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายดนุชาพร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ได้เข้าร่วมการหารือกับเอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำ OECD และอุปทูตโรมาเนีย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD และแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้เทคนิคการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) เพื่อประกอบการยกร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ณ กรุงปารีส

สำหรับขั้นตอนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ของไทยมีความคืบหน้าไปตามลำดับ ประเทศไทยได้ยื่นขอสมัครเมื่อเดือนเมษายน 2567 และได้รับเชิญให้เข้าสู่กระบวนการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิกแล้วตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2567 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทำแผนเข้าเป็นสมาชิก (Accession Roadmap) และได้เข้าร่วมโครงการ OECD Thailand Country Programme ระยะที่ 2

ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ตามโรดแมป กระบวนการนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับมาตรฐานและข้อกำหนดของ OECD ซึ่งเลขาธิการสภาพัฒน์คนใหม่จะต้องรับช่วงต่อและผลักดันให้สำเร็จ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ

ความท้าทายรองรับ เลขาฯสศช.

สำหรับสภาพัฒน์ การเปลี่ยนแปลงเลขาธิการคนใหม่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 รวมทั้งการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

ยังไม่นับเรื่องแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ประเทศไทยมีความท้าทายรองอยู่ข้างหน้าอีกมาก ซึ่งบทบาทหน้าที่ของ สศช. นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งกำการมอนิเตอร์เศรษฐกิจร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะการรับเมือกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจ้างงานและการผลิต การเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบที่จะส่งผลกระทบต่อระบบสวัสดิการและการเงินการคลังของรัฐ ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการใช้ชีวิต รวมไปถึงการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ภายในปี 2573

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกและห่วงโซ่อุปทานที่จะส่งผลต่อการค้าและการลงทุน ความท้าทายเหล่านี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง การวางแผนที่รอบคอบ และการปรับตัวที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นภารกิจใหญ่ที่ท้าทายฝีมือ เลขาสภาพัฒน์ คนใหม่ ในฐานะ Think Tank ของประเทศเป็นอย่างมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...