สัมผัสชีวิตบทใหม่ของมาดามทูต ‘ทิพย์สุดา ศิริกุล’ การสร้างบ้านที่อบอวลด้วยความรัก
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 07.35 น. • HELLO! Magazine Thailandเสียงนกร้องที่เกาะอยู่บนกิ่งก้านสาขาของต้นหางนกยูงเก่าแก่ ซึ่งบางส่วนแผ่ขยายทอดร่มเงาข้ามรั้วบ้าน เพื่อยืดออกสู่พื้นที่ว่างเหนือคลองสามเสน ชูช่อดอกสีส้มแสดกับใบสีเขียวของมัน ลมที่พัดโชยพากลีบดอกร่วงกราวลงในคลอง เป็นบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงวันวานที่คลองยังคงเป็นเส้นทางสัญจรหลักของชาวบางกอกได้อย่างครบทุกมิติ
สวนสไตล์ยุโรปที่ล้อมรอบบ้าน กับน้ำพุและสระว่ายน้ำขนาดย่อมนั่นเองที่ดึง HELLO! ให้กลับคืนสู่ปัจจุบันกาล โดยมีบ้านสไตล์ยุโรปขนาดสามชั้นเป็นจุดหมาย ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน สิ่งแรกที่เราพบคือคอลเลกชั่นเครื่องกระเบื้องบลูแอนด์ไวต์แขวนโชว์บนผนังด้านหนึ่ง ส่วนด้านตรงข้ามเป็นตู้กระจกโชว์จานลายเลมอนและลายผลไม้สีสันสดใส แบรนด์ Wedgwood ที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านซื้อสะสมจากตลาดนัดนานาประเทศ
โต๊ะรับประทานอาหารที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางบ้านสวยงามด้วยแสงธรรมชาติที่สาดเข้ามา บนโต๊ะสะพรั่งไปด้วยดอกพีโอนีสีชมพูอ่อนและกุหลาบขาวในแจกันแก้ว นอกจากจานบลูแอนด์ไวต์เข้าชุดกันแล้ว ยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยของประดับกระเบื้องเล็กๆน้อยๆ ที่เป็นลายบลูแอนด์ไวต์เช่นกัน แซมด้วยดอกไม้ไทยอย่างกระดังงาสีเหลือง
ในแพนทรีเล็กๆ โดดเด่นด้วยธีมเลมอนสีเหลืองสด ทั้งผนังกระเบื้องลายเลมอน และตู้โชว์เครื่องกระเบื้องลายเลมอน กับมุมนั่งเล่นเบย์วินโดว์ตกแต่งโทนสีฟ้าขาว ที่เป็นมุมโปรดของ คุณเล็ก-ทิพย์สุดา ศิริกุล เจ้าของบ้านคนงาม เมื่อนั่งลงตรงมุมนี้จะมองเห็นทั้งโต๊ะอาหารตลอดจนถึงห้องรับแขกที่วางกระถางเฟิร์นอุ้งตีนหมี ด้วยสีและรูปทรงของเฟิร์นช่วยขับเน้นความเป็นบ้านสไตล์ยุโรปได้เป็นอย่างดี
“พวกจานชามเป็นของที่ซื้อสะสมมาเป็นสิบปีแล้วค่ะ มีทั้งซื้อจากอังกฤษ แล้วก็ IG หรือเวลาไปประจำที่ไหน แต่ซื้อที่ไทยก็มีเยอะนะคะ อย่างอันนี้เป็นของเชียงใหม่ โดยมากหลักร้อย แพงสุดก็หลักพัน อย่างลายเลมอนถูกมากค่ะ และเล็กชอบเลมอนมาก เรียกว่าชอบจนลูกล้อเลย (หัวเราะ) ชอบมาตั้งแต่ช่วงโควิดที่ลูกทำเค้กเลมอนขาย โดยที่ไม่เคยเรียนและทำมาก่อน และขายดีมาก ก็เลยชอบมาตั้งแต่ตอนนั้น พอสร้างบ้านใหม่ก็เลยทำครัวธีมเลมอนให้เขา”
คุณเล็กเล่าถึงที่มาของบ้านหลังนี้ว่า “คุณแม่ (สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์) ซื้อที่ดินผืนนี้มา 40 ปีแล้ว เดิมที่ตรงนี้เป็นสนามหญ้าของวังวาริชเวสม์ ของพระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 เนื้อที่ทั้งหมด 1 ไร่ บ้านของเล็กกับบ้านคุณแม่เป็นบ้านสามชั้นเหมือนกันและสร้างพร้อมกันเลยค่ะ อยู่ใกล้คุณแม่อบอุ่นดี เล็กต้องติดตามสามีไปทำงานในต่างประเทศ แล้วลูกๆ ต้องอยู่กันตามลำพัง ถ้ามีผู้ใหญ่อย่างคุณแม่และครอบครัวน้องสาวน้องเขยอยู่ในบริเวณเดียวกัน เล็กก็อุ่นใจ”
คุณแม่ซื้อที่ดินผืนนี้มา 40 ปีแล้ว เดิมที่ตรงนี้เป็นสนามหญ้าของวังวาริชเวสม์ ของพระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5
สถาปนิกคนแรกที่ออกแบบบ้านจะตัดต้นไม้ในที่ดินทิ้งหมด ไม่ว่าจะเป็นต้นหางนกยูงอายุร้อยปี ต้นพิกุล รวมทั้งต้นไม้อื่นๆ เพราะเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง และผู้รับเหมาก็กำลังจะลงมือทำอยู่แล้ว เผอิญคุณเล็กเปรยกับเพื่อนสนิทว่าเสียดายต้นไม้ เรื่องนี้รู้ไปถึงหูคุณเก้อ (พรศิริ สงขกุล) แห่ง GA ARCHITECT
“พอพี่เก้อได้ยินเรื่องนี้ บอกเลยว่าขออนุญาตมาดูหน่อย จริงๆ แล้วที่เราไม่ใช้พี่เก้อเพราะรู้สึกว่าเขารับเฉพาะงานที่ใหญ่กว่าเรา แต่กลายเป็นว่าเขามาออฟเฟอร์เอง แล้วพอมาดูบอกว่าสามารถเก็บต้นไม้ได้ทุกต้น แค่ปรับแบบนิดหน่อย แล้วก็ทำได้จริงๆ และทำอย่างระมัดระวังมาก แม้ว่าการหลบต้นไม้ให้เราจะไม่ง่ายเลยก็ตาม ใช้เวลาก่อสร้างราว 3 ปีกว่า เริ่มสร้างตอนโควิดระบาด และเล็กไม่สบายพอดี”
สำหรับสวน คุณเล็กให้คุณวิทย์ (ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง) เป็นผู้ออกแบบสวนและมาลงต้นไม้ก่อนบ้านเสร็จเป็นเวลาเกือบปี “เล็กบอกพี่วิทย์ว่า ชอบต้นไม้สีเขียว ไม่ชอบกรวดสีน้ำตาล และอยากได้ไม้ดอกหอมของไทย เพราะรั้วบ้านเล็กหลังเดิมเป็นเล็บมือนางกับโมก นี่ก็เพิ่งเริ่มปลูกยังไม่เลื้อย พวงคราม ชมนาด มะลิ ดอกแก้วเล็กก็ชอบ แล้วก็อยากได้ไม้ใบสีเงิน อยากได้ตุ๊กตาตกแต่งสวน เล็กบอกความต้องการของตัวเองไปหมดค่ะ ก็ค่อยๆ ทำไปตามประสาศิลปิน
“ส่วนสระว่ายน้ำ คุณแม่อยากได้สระว่ายน้ำ เล็กเองก็อยากได้ ก็เลยออกแบบให้อยู่ในบริเวณบ้านเล็ก ตรงจุดที่คุณแม่สามารถมองเห็นและใช้งานด้วยกันได้”
หลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว ก็เป็นเรื่องของการตกแต่งภายใน “เราใช้เวลาตกแต่งอยู่เกือบปีค่ะ สีผนังในบ้านเราเลือกสีขาว อินทีเรียคุณบี๋ (ชนานันท์ ธีรวรรณวิไล) บอกว่าถ้าหากเป็นสีขาวทั้งหลัง เขาจะขอมีสีขาวหม่นผสม ซึ่งถ้าเล็กเลือกเองก็เลือกไม่เป็นหรอกค่ะ แชนเดอเลียร์อินทีเรียก็เป็นคนแนะนำร้านให้ ซึ่งเล็กไปดูมาหลายร้าน มาลงตัวที่ร้านนี้”
ช่วงที่คุณเอิน (ธนวัต ศิริกุล) สามีคุณเล็กรับตำแหน่งรองอธิบดีกรมสารนิเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งตรงกับช่วงที่กำลังสร้างบ้านหลังนี้พอดี ช่วงพักเที่ยงก็ได้มาดูความคืบหน้าของงานโดยตลอด
“เอินเขาน่ารักที่ยอมให้บ้านดูมีความเป็นผู้หญิง แล้วก็โชคดีที่เขาชอบแบบเดียวกับที่เล็กชอบ และมีหลายส่วนที่ทำตามที่เอินชอบด้วย เช่นระเบียงนอกบ้านที่รับอากาศธรรมชาติ เอินก็ชอบใช้เป็นที่รับประทานอาหารทุกเช้าที่อยู่เมืองไทย เลยไม่มีปัญหา เขาก็ปล่อยให้ทำ และจะมีประชุมทีมงานทุกเดือน เพื่อรายงานความคืบหน้า”
แม้ว่าบ้านหลังนี้จะอยู่ริมคลอง แต่คุณเล็กก็ยังทำชั้นใต้ดินเพิ่มขึ้นมา เนื่องจากต้องการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกทั้ง 5 ของบ้าน เพื่อใช้ที่นี่เป็นห้องดูทีวีและห้องออกกำลังกาย ด้วยความที่อยู่ติดคลอง ก็เลยต้องทำบัฟเฟอร์โซนขึ้นมา เพื่อป้องกันความชื้น
“การสร้างบ้านทำให้เล็กเรียนรู้หลายอย่างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อสร้าง เล็กอ่านพิมพ์เขียวไม่เป็นเลย คนที่ดูเป็นคือเอม (ศุภิภา ศิริกุล) ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งก่อนจะเรียนแพทย์ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขาเคยอยากเป็นสถาปนิก เลยช่วยได้มาก แล้วก็ได้เรียนรู้เรื่องความดีของผู้คนรอบตัวด้วยนะคะ บ้านหลังนี้สร้างเสร็จด้วยความรักและความดี ทั้งความดีของสถาปนิกที่ช่วยพวกเราดูแลทุกอย่างด้านงานก่อสร้าง ด้วยความรักของคุณแม่ที่สนับสนุนทุกๆ อย่าง ความรักความเข้าใจร่วมแรงร่วมใจของสามีและลูกทั้งสาม พี่น้องและเพื่อนรักที่แนะนำแต่สิ่งดีที่สุด ให้ความรักและเป็นกำลังใจมาตลอด เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องการก่อสร้างเลย และก็ได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง จะโมโหเมื่อเกิดปัญหารวมทั้งความล่าช้าหรืออะไรที่ไม่ได้ถูกใจทั้งหมดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย”
คุณเล็กเข้าอยู่บ้านหลังใหม่ที่ตกแต่งยังไม่แล้วเสร็จสมใจเธอสักเท่าไร ได้แค่ 4-5 วันก็ทำบุญบ้านเลย และจากนั้นก็เดินทางตามสามีไปอียิปต์
แต่ก่อนหน้าที่จะมาลงตัวที่บ้านหลังนี้ คุณเล็กเคยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ในรั้วเดียวกับบ้านของคุณพ่อคุณแม่ที่สุขสวัสดิ์มาก่อน เมื่อคุณเล็กเห็นว่าอีกไม่นานก็จะเกษียณ จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีบ้านที่รองรับสมาชิกในครอบครัวทั้ง 5 ชีวิตได้แบบพอดี จึงตัดสินใจสร้างบ้านหลังนี้ และคุณแม่ของเธอก็สร้างบ้านขึ้นพร้อมกัน
ชีวิตในฐานะภริยาทูต
สามีของคุณเล็กเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และได้ไปประจำการในประเทศต่างๆ ก่อนจะเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอียิปต์ อันเป็นตำแหน่งปัจจุบัน โดยเริ่มจากเม็กซิโก นอร์เวย์ สิงคโปร์ และมุมไบ ประเทศอินเดีย
“ลูกสาวคนโต เอริน (พรสิริ ศิริกุล) เกิดที่เม็กซิโก ที่นี่ดีตรงที่ทำให้ได้เรียนได้ใช้ภาษาสเปน ทั้งกับแม่บ้านพื้นเมือง กับเพื่อน และเวลาซื้อของ ก็เลยอยู่ไม่ยากค่ะ จากนั้นกลับไทยได้ปีหนึ่งก็คลอดลูกสาวคนรอง อัญญา (อัญญา ศิริกุล) ที่ไทย แล้วพออัญญาอายุได้ 2 ขวบกว่า ก็ย้ายไปนอร์เวย์ค่ะ เอม ลูกสาวคนสุดท้องเกิดที่ออสโล
“ตอนที่เอินยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เราต้องย้ายโพสต์ทุกๆ 4 ปี ลูกๆ เราไม่อยากย้ายยิ่งกว่าเล็กอีกค่ะ เพราะเขาต้องย้ายโรงเรียน ต้องปรับตัวมากกว่าพ่อแม่ เพราะเขารักและผูกพันกับเพื่อนเขาแล้ว และพอย้ายกลับไทยเล็กให้เขาเรียนโรงเรียนไทย เพราะอยากให้ลูกรู้ภาษาไทยแบบอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แม่สอนไม่ได้ เพราะยากเกินไป ต้องให้โรงเรียนสอน ก็เป็นเรื่องยากสำหรับลูกๆ กระทั่งพวกเขาเรียนมัธยมถึงได้ให้เรียนโรงเรียนนานาชาติ
“สำหรับตัวเล็กเอง ก็ไม่ชอบที่ต้องจากบ้าน ต้องไปเรียนรู้และทำความรู้จักคนใหม่ๆ แต่ทั้งหมดเป็นการกลัวไปก่อน เพราะพอไปถึงจริงๆ เล็กจะได้เพื่อนดีๆ ที่น่ารักที่ยังคงคบกันจนถึงทุกวันนี้ทุกที ทำให้เราเห็นโลกในหลายๆ ด้าน อย่างตอนอยู่ออสโล ทุกวันเสาร์จะมีตลาดนัด ท่านทูตกับภริยาจะแนะนำว่าที่ไหนมีของดี ที่ไหนเป็นตลาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้าต่างๆลูกๆ เองในที่สุดก็ชอบเหมือนกันกับเล็กที่ได้มีประสบการณ์ดีๆ ในทุกๆประเทศที่เราไปอยู่”
เล็กจะได้เพื่อนดีๆ ที่น่ารักที่ยังคงคบกันจนถึงทุกวันนี้ทุกที ทำให้เราเห็นโลกในหลายๆ ด้าน
ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ตรงกับช่วงที่คุณเอินต้องไปประจำที่มุมไบพอดี ตอนนั้นคุณเล็กต้องรับแม่ครัวและแม่บ้านจากไทยไปอยู่ที่มุมไบด้วย ระหว่างรอวีซ่าปรากฏว่าอินเดียประกาศปิดประเทศ ทำให้กลับเข้าไปไม่ได้ ต้องรออยู่ที่ไทยเป็นเวลานาน 8 เดือน
“สามีอยู่มุมไบคนเดียว น้ำหนักลดลงไป 18 กิโลกรัม เพราะความเครียดและความกดดัน ในเวลานั้นมุมไบเป็นเมืองที่มีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลก ความรับผิดชอบของเอินและข้าราชการทุกคนคือดูแลคุ้มครองคนไทย จัดเที่ยวบิน จัดเตรียมเอกสารให้ทุกคนได้กลับบ้าน และต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้กับน้องๆ ทีมไทยแลนด์ ท่ามกลางความเป็นห่วงจากทุกคนที่บ้าน เอินเล่าว่าเหนื่อยกันมาก แต่เต็มใจทำหน้าที่ และเป็นความภูมิใจที่ได้ทำงานท่ามกลางความยากลำบากทุกอย่าง ต้องอยู่แต่ในบ้าน ต้องทำความสะอาดบ้านและสำนักงานด้วยตัวเอง ต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อ”
เมื่ออินเดียเปิดประเทศอีกครั้ง คุณเล็กพาแม่ครัวและแม่บ้านไปมุมไบ และกลับไทยช่วงปีใหม่เพื่อตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ ปรากฏว่าคุณหมอพบว่าคุณเล็กเป็นมะเร็งเต้านมขั้นที่ 3 ต้องอยู่ทำการรักษาที่ไทยจนกระทั่งหายดี
ถามถึงประสบการณ์ประทับใจในการไปประจำตามประเทศต่างๆ คุณเล็กบอกว่าประทับใจทุกที่ แต่มีอยู่แห่งหนึ่งที่ต่างจากไทยมาก นั่นก็คือนอร์เวย์
“ประทับใจตรงที่เล็กแพ้ท้องลูกคนสุดท้อง ขณะเดียวกันก็ต้องเลี้ยงลูกคนโตกับคนรองไปด้วย มันเป็นความทรมานแต่ก็ผ่านมาได้ค่ะ แล้วมันดีตรงที่เราสามารถสกีได้จากใกล้ๆ บ้าน และลากเลื่อนหิมะไปส่งลูกที่โรงเรียนจากหน้าบ้านตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องขับรถไกลเพื่อไปสกีรีสอร์ท แต่เรายังไม่เก่งขนาดคนนอร์เวย์ที่แบกสกีขึ้นรถเมล์กันเป็นปกติ พอลูกหลับเล็กกับเอินก็ออกไปไนท์สกีกัน ตอนหน้าร้อนฟ้าก็สว่างไม่มีมืดเลย แต่ตอนหน้าหนาวขนาด 9 โมงเช้าฟ้าก็ยังไม่สว่าง พอบ่าย 3 โมงก็มืดแล้ว เรียกว่าเป็นชีวิตที่ไม่เคยมีในที่อื่นค่ะ เป็นสีสันและความสุขอีกแบบหนึ่ง”
แต่สิ่งที่คุณเล็กต้องตั้งใจและใส่ใจมากก็คือ การจัดเลี้ยง ซึ่งจะต้องทำอาหารที่ถูกต้องไม่มีใครแพ้และอร่อยถูกปากแขก โดยมีเมนูเด่นคือ ผัดไทย ทอดมันกุ้ง มัสมั่นเนื้อ และต้มยำกุ้ง สำหรับโพสต์ที่อียิปต์ซึ่งเป็นโพสล่าสุดที่คุณเอินดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต จึงเพิ่มเมนูกุ้งคูนาฟ่าเข้ามา โดยใช้เส้นคูนาฟ่าพันกุ้งแล้วทอด เพื่อต้อนรับแขกชาวไทยและแขกต่างชาติ
“การเสิร์ฟเป็นคอร์สเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ แล้วเราคอยกำกับไม่ได้ เพราะต้องนั่งรับประทานด้วย ก็ต้องใช้วิธีซ้อมล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาจะได้ทำอย่างที่จัดเตรียมไว้ ก็ต้องลุ้นมากค่ะ” มาดามทูตพูดพลางยิ้ม เจ้าเบลีย์ สุนัขพันธุ์ชิสุวิ่งดุ๊กดิ๊กมาสมทบกับเจ้านายในช่วงท้ายๆ ของบทสนทนา
ถ้าจะบอกว่าสิ่งที่ทำให้คุณเล็กหายป่วย เป็นเพราะความรักและการดูแลจากคุณแม่ ลูกๆ ทั้งสาม ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ รวมทั้งกำลังใจจากสามี
“ตอนที่สามีรู้ว่าเล็กป่วยต้องผ่าตัด และรักษาตัวต่อเนื่องทั้งคีโมและฉายแสงอีกปีครึ่ง เขาก็ทำเรื่องขอย้ายกลับประเทศ ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยขออะไรจากกระทรวงเลย ทางผู้ใหญ่ทุกท่านบอกว่าเห็นใจและเห็นด้วยว่าย้ายกลับได้ ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นหัวหน้าสำนักงานและเป็นกงสุลใหญ่มุมไบ เพื่อกลับมาเป็นรองอธิบดี ทั้งที่เขาแฮปปี้ที่สามารถพาลูกน้องผ่านพ้นโควิดมาได้ และกำลังเตรียมทำงานอีกหลายโครงการเพิ่มเติม แต่เขาก็ยืนยันว่าจะกลับไทย และตอนนี้ผ่านไป 3 ปี เขาก็ได้เป็นเอกอัครราชทูตที่อียิปต์ เราเป็นภรรยาก็ซาบซึ้งในความดี ความรักและความห่วงใยของเขามาก”