“อิสราเอล–ฮามาส” หยุดยิงแล้วภายใต้แผนสันติภาพ “ทรัมป์” เริ่มถอนกำลังจากกาซา
"อิสราเอล–ฮามาส" หยุดยิงแล้ว มีผลตั้งแต่เที่ยงวันศุกร์ ตามเฟสแรกของแผนสันติภาพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ผลักดัน เริ่มถอนกำลังจากกาซา
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 16.49 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (Israel Defense Forces – IDF) ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 05.00 น. ตามเวลาสหรัฐ) โดยกองทัพอิสราเอลเริ่มถอนกำลังออกจากบางพื้นที่ของกาซา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระยะที่หนึ่งของแผนสันติภาพโดนัลด์ ทรัมป์
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากรัฐบาลอิสราเอลอนุมัติข้อตกลงกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส (Hamas) ซึ่งเปิดทางสู่การหยุดยิงเฟสแรกและการปล่อยตัวเชลยศึกที่เหลือทั้งหมด
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ X ว่า “รัฐบาลได้อนุมัติกกรอบข้อตกลงสำหรับการปล่อยตัวเชลยศึกทั้งหมดแล้ว ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว”
ตามกรอบของแผนสันติภาพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันเพื่อยุติสงครามกาซา อิสราเอลจะต้องถอนกำลังทั้งหมดออกจากกาซาภายใน 24 ชั่วโมงหลังข้อตกลงเริ่มมีผล
ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสงครามที่ดำเนินมายาวนานกว่า 2 ปี ซึ่งสร้างเสียงประณามจากทั่วโลก เขย่าความมั่นคงของตะวันออกกลาง และทำให้อิสราเอลตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวมากขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ
ประชาชนทั้งชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ต่างแสดงความโล่งใจต่อการยุติความรุนแรงครั้งนี้ แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับกลไกสันติภาพระยะยาวยังไม่ชัดเจนก็ตาม
หน่วยป้องกันพลเรือนของกาซา (Gaza Civil Defense) ออกประกาศเตือนให้ประชาชนยังอย่ารีบกลับเข้าไปในพื้นที่ชายแดนของเมืองกาซา จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองกำลังอิสราเอลถอนกำลังออกครบแล้ว โดยระบุว่าการฝ่าฝืนคำเตือนนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า“เราขอให้ทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง และเพื่อให้ทีมกู้ภัยและหน่วยงานภาคสนามสามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น”
ซานัม วากิล ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือแห่งสถาบัน Chatham House ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box Europe ของ CNBC ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังอ้างความสำเร็จของข้อตกลงนี้ในฐานะชัยชนะทางการทูต และถือเป็นการส่งมอบตามคำมั่นในการหาเสียงของเขา ที่จะนำความสงบมาสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง
“สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ ทรัมป์ได้กดดันเบนจามิน เนทันยาฮู อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่เคยทำได้หรือไม่กล้าทำมาก่อน และแรงกดดันลักษณะนี้เองจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาการเจรจาให้ดำเนินต่อไปทั้งกับฮามาสและอิสราเอล เพื่อให้เดินหน้าสู่ระยะที่สองของข้อตกลง จุดที่อิสราเอลมีความมั่นคง ขณะที่ชาวปาเลสไตน์มีอธิปไตยและสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง หวังว่าจะนำไปสู่การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ในที่สุด” วากิลกล่าว
ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งระบุว่าเขาภูมิใจอย่างยิ่งที่สามารถผลักดันให้อิสราเอลและฮามาสลงนามในระยะที่หนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ ได้ประกาศแผนเดินทางเยือนตะวันออกกลางในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อพบปะผู้นำทั้งสองฝ่ายและติดตามความคืบหน้าของกระบวนการหยุดยิงอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง : cnbc.com