นิกเคอิเผย “ไทย” รับแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนกัมพูชา หลังเหตุปะทะชายแดน
นิกเคอิเผย "ไทย" รับแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน ท่ามกลางแรงงานกัมพูชาหลั่งไหลกลับประเทศ ด้านผู้เชี่ยวชาญห่วงยังไม่มีแผนชัดเจน และไทยอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้
วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลไทยตัดสินใจรับแรงงานจากศรีลังกาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน อันเป็นผลมาจากการอพยพกลับประเทศครั้งใหญ่ของแรงงานกัมพูชาหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดน ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างมากของไทยและความเร่งด่วนในการเติมเต็มตำแหน่งงานที่ว่างลง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแนวทางที่กระทรวงแรงงานเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยมาตรการดังกล่าว รวมถึง “โครงการนำร่อง” ที่ไทยจะรับแรงงานจากศรีลังกา 10,000 คน เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับบ้าน
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรียังระบุด้วยว่า “แผนดังกล่าวรวมถึงการนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์”
ทั้งนี้อุตสาหกรรมไทย เช่น ก่อสร้าง เกษตรกรรม และประมง พึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างมาก ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา กัมพูชา และลาว
ณ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตทำงานแล้ว 500,606 คน ตามข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน แต่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ ประเมินว่าอาจมีแรงงานกัมพูชาอีก 500,000 คนที่พำนักอยู่ในไทยโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน ทำให้กัมพูชาเป็นแหล่งแรงงานต่างด้าวใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของไทยรองจากเมียนมา
อย่างไรก็ดีเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ส่งผลให้แรงงานกัมพูชาหลั่งไหลออกจากไทยจำนวนมหาศาล โดยมีการประเมินว่าอย่างน้อยหลายหมื่นคน หรืออาจมากถึงหลักแสน ได้เดินทางกลับประเทศ
พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงต่อผู้สื่อข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าศรีลังกาพร้อมส่งแรงงาน 10,000 คนมาทำงานในไทยทันที และมีแรงงานกว่า 30,000 คนลงทะเบียนแสดงความประสงค์ที่จะทำงานในไทยแล้ว ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม มีแรงงานศรีลังกาที่ถือใบอนุญาตทำงานอยู่ในไทยเพียง 500 คน
อัตราการว่างงานของไทยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 0.81% ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า“อุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น สามารถแข่งขันได้เพราะมีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน” พร้อมชี้ว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่า ประชากรไทยถึงจุดสูงสุดในปี 2565 และนับแต่นั้นเข้าสู่ภาวะลดลง
แม้ก่อนหน้าการอพยพของแรงงานกัมพูชา ไทยก็เผชิญความท้าทายด้านแรงงานจากเมียนมาเช่นกัน
ผู้จัดการบริษัทจัดหาแรงงานเมียนมาในไทยให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า“หลังแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับ นายหน้าหลายแห่งเสนองานใหม่ให้เรา แต่เรายังไม่รับไว้ เพราะยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลเมียนมาจะอนุมัติหรือไม่”
IOM ระบุว่าการอพยพของแรงงานเมียนมาเข้าสู่ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2566 โดยประเมินว่ามีแรงงานเมียนมาพำนักอยู่ในไทยแล้วราว 4.7 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1.7 ล้านคน เป็นแรงงานผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามการเดินทางออกจากเมียนมาผ่านช่องทางทางการกลับยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้หางานต้องเผชิญอุปสรรคหลายขั้น ตั้งแต่การทำพาสปอร์ตไปจนถึงการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยข้อจำกัดเข้มงวดโดยเฉพาะกับชายอายุ 18–35 ปี หลังรัฐบาลเมียนมาเริ่มบังคับเกณฑ์ทหารตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อเสริมกำลังรบในการสู้กับกลุ่มกบฏเรียกร้องประชาธิปไตย
ผู้จัดการบริษัทจัดหาแรงงานกล่าวว่า ขณะนี้เอเจนซี่ของตนรับสมัครเฉพาะผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 35 ปีเท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังไม่ชัดเจนว่า ความพยายามของไทยในการหาตลาดแรงงานใหม่จะประสบความสำเร็จหรือไม่
อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่าย Migrant Working Group ระบุว่า “เรายังไม่เห็นแผนที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร ยังไม่ชัดเจนว่าต้องการแรงงานจากประเทศเหล่านี้ไปทำงานประเภทใด และค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางทางอากาศจากประเทศที่ห่างไกลก็จะเป็นอุปสรรค”
เขายังกล่าวว่านายจ้างไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่เสนอค่าจ้างและสภาพการทำงานที่ดีกว่า
แม้รัฐบาลยอมรับถึงความจำเป็นในการพึ่งแรงงานต่างด้าว แต่เครือข่าย Migrant Working Group เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการนิรโทษกรรมเพื่อให้แรงงานที่ไม่มีเอกสารสามารถขอใบอนุญาตทำงานและพำนักในไทยอย่างถูกกฎหมายได้ รวมถึงควรจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิของแรงงาน
ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยกำหนดกระบวนการให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกัมพูชาและเมียนมา สามารถเข้ามาขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ดีอดิศรมองว่าเกณฑ์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำหนด เช่น เส้นตายให้นายจ้างยื่นเรื่องภายใน 15 วัน การตรวจสุขภาพ และข้อกำหนดด้านหนังสือเดินทางกับวีซ่า อาจเป็นอุปสรรคในภาวะที่ยังมีความตึงเครียดด้านการทูตและความมั่นคงอยู่
อ้างอิง : asia.nikkei.com