โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิเคราะห์ 'หุ้นจีน' โตแรง 17% รายย่อย-รายใหญ่กลัว FOMO โบรกเริ่มแตะเบรก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 26 ส.ค. 2568 เวลา 23.05 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2568 เวลา 05.17 น.

ตลาดหุ้นจีน” กำลังฟื้นตัวแรง มูลค่าแตะ 1 ล้านล้านหยวนและกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก โดยดัชนี CSI 300 เพิ่มขึ้นถึง 17% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน จากการลงทุนจากภายในประเทศ โดยเฉพาะจากเงินออมมหาศาลของนักลงทุนรายย่อยและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งที่ไหลเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วก็ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง

แต่ทว่าการเติบโตนี้สวนทางกับภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดและความตึงเครียดทางการค้า “ซึ่งเป็นคำถามสำคัญว่าจะทำให้ตลาดหุ้นจีนเติบโตต่อไปได้ไกลแค่ไหน” และสัญญาณการลงทุนแบบ FOMO ที่กลัวการตกรถ จะพุ่งแรงถึงขั้นเป็น “ฟองสบู่” หรือไม่ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักลงทุน ส่งผลให้โบรกเกอร์และผู้จัดการกองทุนในประเทศบางส่วนต้องเริ่มลดการระดมทุนและจำกัดการซื้อขาย

‘เงินออม’ มหาศาลหนุนตลาดหุ้น

ยูจีน เซียว นักวิเคราะห์หุ้นจาก Macquarie ชี้ว่า การคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีนช่วยลดความเสี่ยงที่นักลงทุนเคยมองว่ามีอยู่ในตลาดหุ้นจีน และปัจจัยนี้จะช่วย ดึงดูดเงินลงทุนให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนได้มากขึ้นในอนาคต

จากข้อมูลของ HSBC ระบุว่ายอดรวมเงินออมของครัวเรือนชาวจีนในปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 160 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 814.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีมูลค่ามากกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นสหรัฐทั้งหมด

นักลงทุนรายย่อยชาวจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% ของการซื้อขายรายวัน ซึ่งแตกต่างจากตลาดหุ้นหลักอื่นๆ ทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง เช่น ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่นักลงทุนรายย่อยคิดเป็นเพียงประมาณ 20-25% ของปริมาณการซื้อขายเท่านั้น

ด้านธนาคารโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ชี้ว่า นักลงทุนจีนมีแนวโน้มจะนำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลงเพราะเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 1 ปีของจีนลดลงต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรก

รายงานจาก Global X ETF เมื่อเดือนพ.ย. 2567 เผยให้เห็นว่าสัดส่วนการลงทุนของครัวเรือนชาวจีนมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากประเทศตะวันตก โดยมีตัวเลขดังนี้:

  • อสังหาริมทรัพย์: 60%
  • เงินฝาก: 25%
  • หุ้น: 5% สะท้อนการจัดสรรเงินลงทุนในตลาดหุ้นของครัวเรือนชาวจีนยังถือว่าต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับสหรัฐที่ 25 และยุโรป 12%

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากชาวจีนเปลี่ยนใจนำเงินออมส่วนใหญ่มาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

‘รายใหญ่จีน’ ขยายการลงทุน

นอกจากนักลงทุนรายย่อยแล้ว นักลงทุนรายใหญ่ก็กำลังเข้าสู่ตลาดมากขึ้น บลูมเบิร์กรายงานว่าราคาหุ้นจีนเป็นผลมาจาก “กองทุนเฮดจ์ฟันด์” ในประเทศที่เข้ามาลงทุนอย่างคึกคัก โดยข้อมูลจาก Shenzhen PaiPaiWang Investment & Management ระบุว่าดัชนีที่ติดตามการลงทุนในหุ้นของกองทุนเฮดจ์ฟันด์จีนขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 8% มาอยู่ที่ 82% ในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบ 2 ปี

จากการรายงานของสมาคมการจัดการสินทรัพย์แห่งประเทศจีนระบุว่า จำนวนและขนาดของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่จดทะเบียนใหม่ได้เพิ่มขึ้นสูงสุดในปีนี้ในเดือนก.ค. โดยการขยายตัวของกองทุนเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเพราะกองทุนกลุ่มนี้ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำถึง 1 ล้านหยวน หรือประมาณ 5 ล้านบาท โดยนักลงทุนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะสามารถทนต่อความผันผวนและขาดทุนได้ดีกว่านักลงทุนรายย่อย ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นมีเสถียรภาพและราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว

ฟู จื้อเฟิง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Shanghai Chengzhou Investment Management อธิบายว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนส่วนใหญ่มาจากเงินทุนของกลุ่มบุคคลที่มีสินทรัพย์สูง (High-Net-Worth Individuals) ในขณะที่เงินออมของครัวเรือนทั่วไปยังคงไหลเข้าตลาดอย่างช้าๆ เหตุผลหลักคือ อัตราดอกเบี้ยในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ที่มองหาความเสี่ยงและผลตอบแทนที่สูงขึ้น หันมาลงทุนในหุ้นแทน

สถานการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์จาก Citic Securities ระบุอีกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นครั้งนี้นี้มีแนวโน้มที่จะม่ใช่การฟื้นตัวเพียงช่วงสั้นๆ และมีโอกาสต่ำที่จะขยายตัวจนเกิดเป็นฟองสบู่แต่การเติบโตจะเน้นไปที่กลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันและมีกำไรที่มั่นคง รวมถึงบริษัทในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

นักลงทุน FOMO กลัวตกขบวนหุ้นเทค

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือกระแส FOMO หรือความกลัวที่จะตกขบวน โดยการซื้อขายหุ้นด้วยเงินกู้กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแตะระดับกว่า 2.1 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 10.7 ล้านล้านบาท ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ย.2558 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นเคยอยู่ในภาวะฟองสบู่จากการลงทุนที่มากเกินไป

นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า อัตราส่วนของการซื้อขายมาร์จิ้นใหม่ได้เพิ่มขึ้นเกือบ 12% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในวันศุกร์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึง ความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO) ของนักลงทุนที่เริ่มเข้ามาเก็งกำไรในตลาดมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้เงินที่กู้ยืมมาเป็นหลัก

เหวินเจี๋ย ติง นักกลยุทธ์การลงทุนจาก China Asset Management กล่าวว่า "นักลงทุนน่าจะคิดว่าหุ้น A-share ของจีนแผ่นดินใหญ่มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามหุ้นฮ่องกงในอนาคตอันใกล้”

ทั้งนี้ เซียวจาก Macquarie มองว่า “ความกลัวที่จะตกขบวน” อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติหันกลับมาลงทุนในจีนอีกครั้งได้ในระยะสั้น หากตลาดหุ้นจีนเติบโตอย่างโดดเด่นแซงหน้าตลาดโลก และย้ำว่าตลาดหุ้นจีนไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินทุนจากต่างชาติเป็นหลัก แต่มาจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศมากกว่า

นักลงทุนเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เบนเข็มการลงทุนมายังตลาดนี้มากขึ้นด้วยความน่าสนใจของ “หุ้นเทคโนโลยีจีน” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน ยานยนต์ไฟฟ้า, AI และเซมิคอนดักเตอร์

โบรกเกอร์เริ่มคุมเข้มการลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ซิโนลิงก์ (Sinolink Securities) ซึ่งเป็นโบรกเกอร์รายใหญ่ ได้ออกมาตรการควบคุมครั้งแรก โดย เพิ่มเงินฝากมาร์จิ้นในสัญญาสินเชื่อสำหรับลูกค้าใหม่บางประเภทกลับไปที่ 100% จากเดิมที่เคยลดลงมาอยู่ที่ 80% ตั้งแต่เดือนก.ย. 2566

ขณะเดียวกันกองทุนรวมในจีนหลายแห่งก็เริ่มจำกัดวงเงินการซื้อรายวัน สำหรับกองทุนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของปีนี้ โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กองทุน GF Star Growth Index ETF ได้กำหนดวงเงินซื้อสูงสุดต่อวันไว้ที่เพียง 100 หยวน (ประมาณ 14 ดอลลาร์) ซึ่งนับเป็นมาตรการที่เข้มงวดที่สุดเมื่อตลาดพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงจนเสี่ยง “ปรับฐาน”

นักวิเคราะห์จาก มอร์แกน สแตนลีย์คาดการณ์ว่า ดัชนี CSI 300 จะแตะระดับ 4,700 จุด ในระยะใกล้ จากการไหลเวียนของเงินทุนจากพันธบัตรและเงินฝากออมทรัพย์กลับเข้ามาในตลาดหุ้น และความคาดหวังว่ารัฐบาลจะผ่อนคลายนโยบาย

อย่างไรก็ตาม Nomura ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไป และความเป็นไปได้ที่จะเกิด "ฟองสบู่" ในตลาดหุ้นจีน เนื่องจากราคาหุ้นยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มมีสัญญาณที่ชะลอตัวลงก็ตาม

อ้างอิง Bloomberg1, Bloomberg2, cnbc

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...