ปอนด์ กฤษดา เปิดใจปมหนัง “บุปผาราตรี” จ่ายค่าลิขสิทธิ์แล้ว เตรียมแถลง 26 ก.ย. นี้
ปอนด์ กฤษดา เปิดใจปมหนัง “บุปผาราตรี” ยืนยันไม่ได้เคลม - จ่ายค่าลิขสิทธิ์แล้ว 1.2 ล้าน เตรียมแถลงพร้อม พิง ลำพระเพลิง 26 ก.ย. นี้
หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากเรื่อง “บุปผาราตรี” ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ “ต้อม ยุทธเลิศ” ผู้กำกับและนักเขียนบทชื่อดังออกมาโพสต์ข้อความในเชิงเตือนคนที่คิดจะเคลมผลงานของเขา จนเกิดการโต้ตอบกันอย่างดุเดือดระหว่าง “ปอนด์ กฤษดา” เจ้าของค่าย Be On Cloud และ “พิง ลำพระเพลิง” ที่ออกมาร่วมวงในดราม่าครั้งนี้
ล่าสุด ปอนด์ กฤษดา มาร่วมงานประกาศรางวัล “Y Entertain Awards 2025 presented by JisuLife” ณ True ICON Hall ICONSLM จึงได้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงในมุมของเขา พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง ไม่ใช่แค่ในแง่กฎหมาย แต่ยังรวมถึงเรื่องของความเคารพและจริยธรรมในการทำงานด้วย
“ที่ผ่านมาผมไม่ได้พูดอะไรเลย เพราะค่อนข้างจะมั่นใจว่าเราทำถูกต้อง ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมาย แต่เราถูกในเรื่องของการเคารพและศีลธรรมในการทำงาน เดี๋ยววันที่ 26 กันยายนนี้ผมจะแถลงเรื่องราวทั้งหมดโดยมีพี่พิงมาด้วย เราคงต้องพูดบ้างแต่เราไม่ได้ต้องการโจมตีใคร แต่เราเงียบเพื่อรอดูว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง คิดว่าเรื่องมันไม่มีอะไรเลย พอเห็นเรื่องราวต่างๆ ที่พี่เขาอาจจะเข้าใจผิดไปเยอะเลยคิดว่าเราต้องพูดบ้าง เพราะตอนนี้เรื่องมันเริ่มมากระทบที่ตัวผมแล้ว กับผลงานที่เราทำจนคนรอบข้างเริ่มจะเป็นห่วง”
“จริงๆ ผมอยากจะใช้ชื่อนี้นะ แต่พอมันเป็นขนาดนี้คงต้องขอคิดดูอีกที ภาพยนตร์เรื่องนี้เราอยากให้ดูที่เนื้อหา คุณภาพและความตั้งใจของเราโดยที่ยังไม่ต้องสนใจชื่อเรื่องก็ได้ ผมมั่นใจว่าทั้งโครงเรื่องผมไม่คิดจะเอาอะไรของใคร ณ ตอนนี้ยังไม่มีชื่อบุปผาอยู่ในเรื่อง ห้อง 609 ยังไม่มีเลย”
“ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายไป 1.2 ล้านบาท ตามสัญญาตั้งแต่แรกๆ ที่ทำ คือชื่อเรื่องกับโครงเรื่อง ผมไม่ได้ใช้ทั้งคู่ แต่ผมมีความเคารพและชื่นชมพี่เขา ทุกอย่างมีหลักฐานหมด และในกองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนแฮปปี้กันมาก เลยงงว่าเรื่องมันไปถึงจุดนั้นได้ยังไง ถ้าพูดว่าเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ในหอพัก มันก็มีหลายเรื่องมาก อย่าง หอแต๋วแตก ซองแดงแต่งผี มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาบอกว่าเราไปเอาอะไรของใครมา ต้องให้พี่เขาไปคุยกับพี่พิง เพราะไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับพี่เขา”
“วันแรกที่พี่เขาโพสต์จนมันเป็นประเด็น ผมได้พยายามโทรไปคุย แต่ว่าตอนนั้นผ่านบุคคลอีกคนหนึ่ง เขาก็บอกว่าเขาไม่สะดวก คือถ้าพี่เขาอารมณ์เยอะๆ ผมก็ยังไม่อยากคุยตอนนั้น ตัวผมปกติมาก เสียความรู้สึกนิดหน่อย ผมว่าวงการมันน่าจะน่ารักกว่านี้ มันเป็นงานสร้างสรรค์ บรรยากาศในกองเราแฮปปี้กันมากจริงๆ พอมาเจอแบบนี้แต่ละคำมันค่อนข้างจะรุนแรง”
“สิ่งที่ผมอาจจะติดคือการเอาผลงานเราที่มันเป็นซีรีส์เกย์มาเหยียด มาพูดด้วยถ้อยคำแบบนี้ เรียกผมว่าอะไรผมไม่กังวลเลย แต่ปีนี้มัน 2568 แล้วนะ เราสู้กันมาไกลมากกับเรื่องเพศที่มันไม่ควรจะถูกเหยียด มันไม่ควรมีแล้วผมว่านะ”
ร่วมงานกับพิงตอนได้ลิขสิทธิ์มาแล้ว? “ผมเข้าไปร่วมงานกับพิงตอนได้ลิขสิทธิ์มาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเขามีกลุ่มทุนเก่าก่อนที่พี่พิงจะทำ ตอนนั้นเขาอยากได้เจษไปเล่น พอผมเข้าไปคุยปุ๊บผมรู้สึกว่าถ้าจะเอานักแสดงของเราไปเล่น เราก็อยากมั่นใจว่ามันจะอยู่ในจุดที่เราสบายใจ เราเลยไปร่วมลงทุนด้วย มันก็ลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และปรับบทไปเรื่อย พอเราเป็นคนลงทุนใหญ่และใช้เงินเยอะขึ้นเรื่อยๆ เราก็คาดหวังผลงานว่ามันจะออกมาดีที่สุดตามที่เราเชื่อก็เท่านั้น โดยสัญญามันไม่ได้ระบุว่าต้องไปแจ้งถ้ามีการปรับบทอะไรยังไง เราทำตามเปเปอร์ที่มีตามสัญญาทุกอย่าง ด้วยความที่เราเข้ามาเสียบ เรื่องที่เกิดในกองมันเป็นเรื่องภายในของเรา เราไม่ได้จะต้องไปอธิบายให้ใครฟัง”
ใน 20 คิว พิงอยู่กี่คิว เพราะเขาบอกมา2คิวแล้วไม่ได้มาอีกเลย? “พี่พิงอยู่บ้านในช่วงหนึ่ง ด้วยความที่สถานการณ์ในช่วงหนึ่งงบประมาณมันไปไกลมาก พอเราอยากจะคราฟ บทและงบประมาณมันพาไปไกล มันมีจุดหนึ่งที่ Be on cloud ต้องลงไปแล้วกัน ผมขอใช้คำนี้ พี่พิงก็อาจจะกังวลตรงนั้น แกเป็นคนดูโปรเจ็กต์ตั้งแต่แรก แกก็ต้องกลับไปดูหลังบ้านว่างบมันทะลุไปไกลขนาดนั้นต้องจัดการยังไง บวกกับสภาพจิตใจด้วย ต้องบอกว่าคนทำงานมีเรื่องสภาพจิตใจกันทั้งนั้น แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ การกำกับ พี่พิงอยู่ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ยันวันเลี้ยงปิดกล้อง นักแสดงที่ถูกพาดพิงทุกคนอยู่ในกองอย่างแฮปปี้ ทุกวันนี้ผมยังงงว่าต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาของเรื่องนี้คืออะไร”
พี่พิงไปพูดว่ากูโดนถอด กูไม่ได้กำกับแล้ว มันเกิดขึ้นจริงไหม? “ผมไม่ได้ทำแน่นอน ผมมั่นใจว่าถ้าพี่เขารักพี่พิงมากขนาดนั้น ผมว่าผมก็รักพี่พิงไม่แพ้เขาก็แล้วกัน เพราะผมเองก็ซัพพอร์ตพี่พิงแบบสุดกำลังเท่าที่ผมจะทำได้ แต่ความเข้าใจผิดนี้ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ทุกคนต้องไปคุยกับพี่พิงแล้วมาบอกผมว่าเรื่องมันเป็นยังไง เพราะพี่พิงเขาบอกผมว่าเขาไม่ได้พูด พี่พิงเขาก็ดำเนินการของเขาค่อนข้างจะชัดเจนเรื่องของกฎหมาย”
จริงๆ แล้วโปรเจ็กต์นี้มีการไปขอทุนจากกระทรวงวัฒนธรรม? “ผมว่ากระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ตัดสินจากชื่อเรื่องแล้วกันครับ กระทรวงตัดสินจากทีมทำและคอนเซ็ปต์ ชื่อเรื่องจะเป็นอะไรไม่ใช่ปัญหา ผมเคยทำงานกับกระทรวงวัฒนธรรมมาแล้ว สุดท้ายแล้วเรามีสัญญาถูกต้อง เราทำตามสัญญาทุกอย่าง เขาคิดว่าเราละเมิดสัญญาจริงๆ หรือว่ามีอคติบางอย่างที่เขาไม่รู้ความจริงรึเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ ผมไม่ได้กังวลแต่ผมเสียความรู้สึก”
“ผมเองเหมือนหน้าใหม่ในวงการนี้ แต่ผมมาด้วยแพชชั่นเต็มทุกคนก็เห็น ต่อให้ไม่ต้อนรับเราด้วยความโอบอ้อมอารีย์ ก็อาจจะไม่ต้องทำขนาดนี้ ถ้าผมเป็นผู้สร้างตัวเล็กๆ และนี่คือเงินทั้งหมดในชีวิตของผม อันนี้คือฆ่ากันได้เลยนะ ผมว่าใจร้ายไปนิดนึง แต่โอเค จะฟ้องมาเท่าไหร่มันก็เป็นคำพูด สุดท้ายแล้วทางกฎหมายมันใช้เวลา แต่สิ่งที่กำลังพูดกันตอนนี้คือเรากำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ มันไม่ใช่เรื่องของเงิน มันเป็นเรื่องของอคติรึเปล่า หรือความไม่เข้าใจแล้วโมโหไปก่อนรึเปล่า ผมไม่อยากให้เหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นกับใครอีก”
คิดว่าจะมีทางลงยังไงให้หนังได้ก้าวต่อไป? “ผมรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผม ผมไม่ได้ไปทำให้ใครเจ็บตัว ผมทำสิ่งที่สร้างสรรค์อยู่ ต้องไปถามทางพี่เขา แต่ผมพร้อมตอบทุกคำถามนะ ยังไงหนังเรื่องนี้ฉายแน่นอนครับ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปอนด์ กฤษดา เปิดใจปมหนัง “บุปผาราตรี” จ่ายค่าลิขสิทธิ์แล้ว เตรียมแถลง 26 ก.ย. นี้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th