“หัวเว่ย” เปิดวิสัยทัศน์ 3 ปี หวังล้มแชมป์ Nvidia ใช้ SuperPod–Cluster สร้างขุมพลัง AI
"หัวเว่ย" เปิดวิสัยทัศน์ 3 ปี หวังล้มแชมป์ Nvidia ใช้ SuperPod–Cluster และสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์จีนที่แข็งแกร่งและผลักดันประเทศสู่ผู้นำ AI
วันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 12.26 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ (Huawei Technologies Co.) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ชิปของตนไม่สามารถเทียบ Nvidia ได้ในด้านพลังประมวลผลและความเร็ว แต่เพื่อสร้างศักยภาพที่ทัดเทียมกัน บริษัทกำลังอาศัยจุดแข็งดั้งเดิม ได้แก่ การใช้กำลังเชิงปริมาณ เครือข่ายการเชื่อมต่อ และแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ
เมื่อวันพฤหัสบดี หัวเว่ยได้ก้าวที่ไม่บ่อยนักด้วยการเปิดเผยวิสัยทัศน์ 3 ปี เพื่อลดการครองตลาดของ Nvidia ในกระแส AI บูม โดย เอริก สวี่ (Eric Xu) ประธานหมุนเวียน แสดงรายละเอียดเชิงลึกของเทคโนโลยีที่บริษัทตั้งเป้าไว้ในงานประชุมประจำปี Huawei Connect ทำให้เกิดกระแสข่าวครอบคลุมทั่วประเทศ
การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าปกติ ตรงกับหนึ่งวันก่อนหน้าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน สนทนาทางโทรศัพท์ครั้งที่สองในรอบ 4 เดือน ซึ่งแตกต่างจากแนวทางเงียบ ๆ ของหัวเว่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ถูกสหรัฐตัดการเข้าถึงผู้ผลิตชิประดับโลก TSMC ในปี 2563
ครั้งนี้ หัวเว่ยนำเสนอแผนอย่างอลังการเสมือนงานเปิดตัวของ Nvidia โดยสวี่เผยโฉมชิป AI รุ่นถัดไปควบคู่กับการออกแบบ “SuperPod” เวอร์ชันใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดศูนย์ข้อมูลที่รวมทั้งการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย ซอฟต์แวร์ และการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน
ตามทฤษฎี เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้หัวเว่ยสามารถเชื่อมต่อชิป AI ตราสินค้า Ascend ได้มากถึง 15,488 ตัว ผ่านโปรโตคอลเชื่อมต่อ UnifiedBus ที่พัฒนาเอง ซึ่งหัวเว่ยอ้างว่าการส่งผ่านข้อมูลเร็วกว่าของ Nvidia ถึง 62 เท่า เมื่อเทียบกับ NVLink144 รุ่นถัดไปของคู่แข่ง
นักวิเคราะห์จาก Bernstein มองว่าการเปิดเผยแผนต่อสาธารณะครั้งนี้เป็น “สัญญาณของความมั่นใจ” ว่าหัวเว่ยมีฐานการผลิตภายในประเทศที่พร้อมรองรับแผน AI ขนาดใหญ่ และถือเป็นก้าวสำคัญต่อการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง
การประกาศของหัวเว่ยเกิดขึ้นพร้อมกับข่าวก้าวหน้าด้านชิป AI จากบริษัทจีนรายอื่น ๆ เช่น อาลีบาบา และไป่ตู้ โดยรัฐบาลจีนได้วางนโยบายชิปเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจากับสหรัฐ และก่อนหน้านี้ยังออกคำสั่งห้ามบริษัทจีนซื้อชิ้นส่วนบางประเภทจาก Nvidia
อย่างไรก็ตามชิปจีนยังคงตามหลัง Nvidia และ AMD ทั้งด้านเทคโนโลยีและกำลังการผลิต เช่น Ascend 950 รุ่นถัดไปให้ประสิทธิภาพเพียง 6% ของ Nvidia VR200 ที่กำลังจะเปิดตัว แต่นักพัฒนาจีนหันมาใช้วิธีการเชื่อมต่อและ clustering เพื่อชดเชยข้อจำกัด และหัวเว่ยยังอ้างว่าสามารถพัฒนาสถาปัตยกรรมหน่วยความจำความเร็วสูง (high-bandwidth memory) เองเพื่อเสริมศักยภาพชิป
สวี่ยืนยันว่าแม้การผลิตยังติดคอขวด แต่การรวมกำลังจาก SuperPod และการจัด cluster จำนวนมากจะช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายการพัฒนา AI ในระยะยาว
“เราเชื่อว่าเพียงอาศัย SuperPod และเทคโนโลยี cluster เราจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิตชิป และมอบกำลังการประมวลผลไม่รู้จบเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ของประเทศ”
อ้างอิง : bloomberg.com