โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Kevin Bacon อยากลองเป็นคนธรรมดา เลยปลอมตัวไปเที่ยวห้าง สุดท้ายถึงเข้าใจ เป็นดาราดีกว่าเยอะ

BT Beartai

อัพเดต 05 ก.ค. 2567 เวลา 18.08 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2567 เวลา 18.08 น.
Kevin Bacon อยากลองเป็นคนธรรมดา เลยปลอมตัวไปเที่ยวห้าง สุดท้ายถึงเข้าใจ เป็นดาราดีกว่าเยอะ

อย่างที่เรารู้จักกันดีว่า เควิน เบคอน (Kevin Bacon) เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่แจ้งเกิดอย่างโด่งดังในหนังมิวสิคัลวัยรุ่นร้องเต้นในตำนาน ‘Footloose’ (1984) ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นนักแสดงที่มีบทบาทนำ และวายร้ายในหนังอีกหลายเรื่อง ทั้ง ‘Friday the 13th’ (1980), ‘A Few Good Men’ (1992), ‘Apollo 13’ (1995), ‘Mystic River’ (2003), ‘Frost/Nixon’ (2008) และอีกมากมายนับไม่ถ้วน

แม้ว่าเขาจะอยู่ในวงการแสดงมายาวนาน แต่เบคอนเองก็เป็นนักแสดงอีกคนที่มีความรู้สึกขัดเขินในชื่อเสียงของตัวเขาเองที่สั่งสมมากว่า 50 ปี เบคอนในวัย 65 ปีได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ Vanity Fair ซึ่งเขาเคยเปิดเผยว่า ด้วยความที่เขาเองก็อยากใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนธรรมดาคนหนึ่ง เขาจึงลองทดสอบด้วยการปลอมตัวและใช้ชีวิตแบบปุถุชนโดยไม่พึ่งพาอภิสิทธิ์คนดัง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเกินกว่าที่เขาคาดคิด

เบคอนเล่าถึงขั้นตอนการปลอมแปลงตัวเอง ที่ไม่ใช่แค่การใช้เครื่องแต่งกายจำพวกหมวกหรือแว่นตาดำเพื่ออำพรางใบหน้าแบบที่นักแสดงหลายคนเคยทำ “คือผมไม่ได้จะบ่นอะไรนะ แต่ใบหน้าของผมมันเป็นใบหน้าที่คนจดจำได้ง่ายมาก ลำพังการใส่แค่หมวกหรือแว่นตามันช่วยพรางตัวผมได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นแหละ”

นักแสดงและนักดนตรีเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำเลยคิดแผนการใหญ่ ด้วยการสั่งทำอวัยวะเทียมขึ้น เพื่อใช้ปลอมแปลงใบหน้าของเขาให้ดูต่างจากใบหน้าของ เควิน เบคอน ราวกับว่าเขากำลังจะรับบทในหนังฮอลลีวูดสักเรื่อง “ผมเลยไปขอคำปรึกษากับช่างแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟกต์ และขอให้เขาทำอวัยวะปลอมให้กับผม”

Kevin Bacon Beverly Hills Cop Axel F-01

สิ่งที่เบคอนได้มาก็คือ ฟันปลอม จมูกปลอมที่มีความแตกต่างไปจากจมูกจริง ๆ ของเขาเล็กน้อย รวมทั้งแว่นตา ก่อนที่เขาจะเลือกสถานที่เป้าหมายที่จะใช้ในการทดลอง นั่นก็คือห้างสรรพสินค้าเดอะโกรฟ (The Grove) เป็นห้างที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และมีพื้นที่ติดกับสวนสาธารณะ ทำให้ห้างแห่งนี้เป็นอีกจุดที่คับคั่งไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวหนาแน่นมากที่สุดของลอสแองเจลิส

เมื่อลงทุนปลอมแปลงใบหน้ากันขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องได้ผล ในตอนแรก เบคอนรู้สึกดีใจที่ไม่มีใครจดจำและเดินมาทักเขาเลย แต่ดูเหมือนว่ามันจะได้ผลเกินคาดไปหน่อย เพราะสุดท้ายก็ไม่มีใครเลยที่จำได้ว่าเขาคืออดีตไอ้หนุ่มเท้าไฟคนนั้น แถมเขายังถูกปฏิบัติตัวราวกับคนธรรมดาทั่วไป จนทำให้เขารู้ซึ้งถึงชื่อเสียงที่สั่งสมมาว่าบางครั้งมันก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน

“ผู้คนต่างก็ผลักไสไล่ส่งผมไปแบบไม่ไยดีเลย ไม่มีใครคอยพูดบอกว่า ‘ฉันรักคุณ’ ผมต้องยืนรอคิวเพื่อจะซื้อกาแฟสักถ้วย หรืออะไรก็ตาม ผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่โคตรห่วยแตกเลย ผมอยากกลับไปมีชื่อเสียงอีกครั้งมากกว่า”

แม้ว่าเบคอนจะสั่งสมชื่อเสียงในการแสดงของเขามาอย่างยาวนาน แต่เขาเองก็ไม่ลืมว่า 1 ในแรงบันดาลใจในการอยากเป็นนักแสดงของเขาก็คือ เอ็ดมัน เบคอน (Edmund Bacon) พ่อของเขาผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักสถาปนิกผังเมือง (Urban Architecture) ที่เป็นที่รู้จักจนถึงขั้นเคยขึ้นปกนิตยสาร Time ที่วางแผงในปี 1964 มาแล้ว

“เรียกได้ว่า 100% เลยครับ ในแง่ของการให้เครดิตพ่อกับแม่ของผม ที่แน่นอนว่าต้องยกเครดิตทั้งหมดให้พวกเขา พ่อและแม่ของผมเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ และสนับสนุนงานด้านการแสดงอย่างมาก พวกท่านสนับสนุนให้มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำ ดนตรี ละคร วาดภาพ ประติมากรรม หรืออะไรก็ตาม”

ตลอดชีวิตในหน้าที่การงาน ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและได้รับคำชื่นชมมากมาย ผลงานของเขาหลายเรื่องกลายเป็นผลงานระดับตำนาน แต่ที่เขาแตกต่างจากนักแสดงคนอื่น ๆ ก็คือ ครั้งหนึ่งชื่อเสียงของเขาเคยถูกนำมาสร้างเป็นเกมที่มีชื่อว่า ‘Six Degrees of Kevin Bacon’ ที่อ้างอิงมาจากแนวคิด ‘Six Degrees of Separation’ ที่กล่าวว่า คนทุกคนล้วนมีความสัมพันธ์ทางสังคมห่างกันไม่เกิน 6 ระดับ

ที่มาของเกมนี้เริ่มต้นจากตอนที่เบคอนเคยให้สัมภาษณ์กับ Premiere ในปี 1994 ที่เขากล่าวว่า ตัวเขาเคยร่วมงานกับนักแสดงทุกคนในฮอลลีวูดมาแล้ว จนทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็นนักแสดงที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล จนกระทั่ง เครก ฟาสส์ (Craig Fass), ไบรอัน เทิร์ตเทิล (Brian Turtle) และ ไมก์ จิเนลลี (Mike Ginelli) แก๊งเพื่อนนักศึกษาจากวิทยาลัยอัลไบรต์ (Albright College) เกิดความคิดในระหว่างนั่งดูหนัง ‘Footloose’ ที่เบคอนแสดง

ทั้ง 3 คนเกิดความสงสัยว่า เบคอนคยแสดงกับนักแสดงคนใดในฮอลลีวูดมาแล้วบ้าง จนกลายเป็นเกม ‘Six Degrees of Kevin Bacon’ ที่ให้ผู้เล่นค้นหาว่า นักแสดงแต่ละคน มีความเชื่อมโยงกับเบคอนกี่ระดับ (โดยจะมีความเชื่อมโยงกันไม่เกิน 6 ระดับ) เกมนี้เคยกลายเป็นไวรัลที่หลายคนเอาไปเล่น และเป็นมีมอยู่พักหนึ่ง จะมีก็แต่เบคอนที่ไม่พอใจกับกระแสนี้มากนัก เพราะรู้สึกว่าเป็นการล้อเลียนในอาชีพการงานของเขา

Kevin Bacon MaXXXine

“พวกเขาเอาผมมาล้อเล่น ใช่ ผมเป็นนักแสดง แต่ผมคิดว่าเรื่องที่ตลกก็คือการเอาคนโนเนม (อย่างผม) ไปเชื่อมโยงกับ ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ (Laurence Olivier) หรือ เมอรีล สตรีป (Meryl Streep) หรือใครก็ตามได้ภายใน 6 ระดับหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งมันทำให้ตัวผมรู้สึกไม่มั่นใจในฐานะนักแสดง”

แม้ว่าเขาจะเคยรู้สึกไม่ดีกับเกมนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเอาชื่อของเกมนี้มาต่อยอดด้วยการก่อตั้งองค์กรการกุศล Six Degrees เพื่อเชื่อมโยงการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ มากมาย และเขาก็ยังเอาชื่อนี้ไปทำรายการพอดแคสต์ที่เขารับหน้าที่เป็นโฮสต์ด้วยตัวเองในชื่อ ‘Six Degrees with Kevin Bacon’ อีกด้วย

แน่นอนว่า ชื่อเสียงยังคงพาให้เขามีผลงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะในปีนี้ ที่มีผลงานของเขาเข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 2 เรื่อง ที่มีเขาปรากฏตัวใน 2 บทบาท ทั้งการรับบทเป็นตำรวจกังฉิน ใน ‘Beverly Hills Cop: Axel F’ ภาคต่อหนังตำรวจยุค 80′ ที่เพิ่งเข้าฉายทาง Netflix และการรับบทเป็นนักสืบเอกชนใน ‘MaXXXine’ หนังปิดไตรภาคหนังเชือดค่าย A24 ของผู้กำกับ ไท เวสต์ (Ti West)

เบคอนทิ้งท้ายถึงการทำงานและฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ นานาที่ทำให้เขามาอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างสง่างาม และยังคงมีศักยภาพในการแสดงผลงานใน 2 บทบาทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ผมรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ผมมาถึงจุดนี้ได้ การที่ผมได้มีโอกาสมีหนัง 2 เรื่องที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และได้ออกฉายภายในระยะเวลาห่างกันไม่กี่วัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมากที่หนังทั้ง 2 เรื่องได้เข้าฉายในเร็ว ๆ นี้ ผมต้องต่อสู้อย่างยาวนาน และหนักหน่วงมาก ๆ ก็เพื่อสิ่งเหล่านี้นี่แหละ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...