โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ : กินกุ้งดิบเสี่ยงตาบอดจากพยาธิปอดหนู จริงหรือ ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 29 มิ.ย. 2567 เวลา 17.19 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2567 เวลา 10.19 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บนสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ข่าวเกี่ยวกับการกินเมนูกุ้งดิบ มีพยาธิปอดหนูไชเข้าตา จนทำให้ตาบอดได้ จริงหรือ ?

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ศ.ดร.นพ.เผด็จ สิริยะเสถียร หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สิ่งที่แชร์กันว่า “กินกุ้งดิบเสี่ยงตาบอดจากพยาธิปอดหนู” เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

พยาธิตัวต้นเหตุ ชื่อ “พยาธิปอดหนู” ?

พยาธิปอดหนู หรือ พยาธิหอยโข่ง ปกติแล้วตัวอ่อนจะอยู่ตามสัตว์ชนิดอื่น (เช่น หอยโข่ง กุ้ง) สัตว์เลื้อยคลาน (เช่น ตะกวด) เมื่อหนูไปรับตัวอ่อนจากสัตว์เหล่านี้เข้ามา พยาธิจะไชไประบบประสาทส่วนกลาง จากนั้นมาที่ปอด

ขณะที่พยาธิอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู ก็จะผสมพันธุ์กันออกไข่ ไข่ก็จะฟักเป็นตัวอ่อน และตัวอ่อนก็จะไชจากหลอดเลือดแดงที่ปอดหนูไปทางเดินอาหารของหนู จากนั้นก็ปะปนมากับมูลของหนู

พยาธิจากปอดหนู กระจายสู่สัตว์อื่น ?

หอยโข่ง กุ้ง หรือตะกวด (ตัวเงินตัวทอง) กินมูลของหนูเข้าไปซึ่งมีตัวอ่อนอยู่ ตัวอ่อน (พยาธิ) ก็จะเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในสัตว์เหล่านั้น

เมื่อคนกินสัตว์เหล่านั้นเข้าไปโดยปรุงไม่สุก พยาธิก็จะเข้าไปสู่ลำไส้ แล้วไชผ่านเข้าไปในกระแสเลือด ไปที่ระบบประสาทส่วนกลางหรือเยื่อหุ้มสมอง และไปอยู่ในน้ำไขสันหลัง

พบว่าคนที่มีพยาธิปอดหนูเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการทางระบบประสาท แต่เนื่องจากคนไม่ใช่หนูที่พยาธิจะสามารถเจริญเป็นตัวเต็มวัยได้ จึงคาอยู่บริเวณนั้น จนกระทั่งร่างกายไปทำลายพยาธิ แล้วผู้ป่วยก็อาจจะหายได้ แต่ถ้าเป็นมาก ๆ ผู้ป่วยก็อาจจะเสียชีวิตได้

บางกรณีพยาธิไชมาที่ลูกตา เพราะลูกตากับระบบประสาทส่วนกลางหรือส่วนสมองอยู่ใกล้กัน จึงเป็นไปได้ที่พยาธิเหล่านี้ มีโอกาสไชมาลูกตาได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วพยาธิจะตายอยู่ในระบบประสาทของคนเรา

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีพยาธิปอดหนูอยู่ในร่างกายของเรา ?

ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีพยาธิปอดหนู มักจะมีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มีไข้ คลื่นไส้และอาเจียน ชัก หรือมีแขนขาอ่อนแรงได้ บางกรณีถ้าพยาธิไชมาที่ตา ก็อาจจะทำให้มีอาการเคืองตา หรือว่ามองไม่เห็นได้

ถ้าไปพบแพทย์และมีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง แพทย์อาจจะเจาะน้ำไขสันหลังดูเม็ดเลือดขาวบางชนิด

รู้ได้อย่างไรว่าอาหารที่กำลังจะกินมีตัวอ่อนพยาธิปอดหนู ?

เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิเล็กมาก ต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ว่า กุ้ง หอย หรือตะกวด มีพยาธิอยู่หรือไม่

ส่วนใหญ่คนจะติดพยาธิจากสัตว์น้ำจืด ไม่ว่าจะเป็นหอยโข่งหรือกุ้งน้ำจืดเป็นหลัก ตัวอ่อนพยาธิจะไปปะปนอยู่ในทางเดินอาหารของสัตว์เหล่านี้ และเมื่อกินอาหารเหล่านี้ที่ปรุงไม่สุกก็มีโอกาสได้รับพยาธิปอดหนูเข้าสู่ร่างกาย

ภูมิอากาศของประเทศไทยเหมาะสำหรับการเจริญของพยาธิปอดหนูที่ระบาดมากในเขตร้อนชื้น พยาธิพวกนี้พบได้มากในช่วงฤดูฝน และประเทศไทยมีหนูจำนวนมากด้วย ซึ่งรวมถึงคนไทย (บางส่วน) นิยมกินอาหารที่ปรุงไม่สุก จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับพยาธิปอดหนูเข้าไปในร่างกาย

นำอาหาร “แช่โซดา” เพื่อฆ่าพยาธิ ได้หรือไม่ ?

ไม่แนะนำให้ใช้โซดาแช่อาหารเพื่อหวังฆ่าพยาธิ มีโอกาสน้อยมาก เพราะผิวหนังของพยาธิหนาพอสมควร และโซดามีความเข้มข้นไม่พอ ระยะเวลาที่หมักก็ไม่พอ จึงไม่สามารถฆ่าพยาธิได้

ในเมนูกุ้งดิบมีการใส่น้ำปลาและบีบน้ำมะนาวลงไป แต่ตัวอ่อนพยาธิอยู่ในตัวกุ้ง น้ำปลาและน้ำมะนาวเข้าไปไม่ถึงที่จะไปฆ่าตัวอ่อนพยาธิพวกนี้ได้

สรุปว่าเรื่องพยาธิปอดหนูทำให้ตาบอด เป็นอย่างไร ?

พยาธิปอดหนูทำให้ตาบอดเป็นเรื่องจริง

ดังนั้น ต้องเลี่ยงการกินอาหารที่ปรุงไม่สุก เพราะนอกจากพยาธิปอดหนูแล้วยังมีพยาธิอื่น ๆ ที่ปนมากับอาหารที่ปรุงไม่สุก ซึ่งเป็นพยาธิที่สามารถจะไชไปยังลูกตาได้อีกหลายตัว เช่น พยาธิตัวจี๊ด พยาธิตัวตืดบางชนิด ก็พบว่าสามารถจะเข้าไปในลูกตาได้เช่นเดียวกัน

การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ กินอาหารที่ปรุงสุกเป็นหลัก

สัมภาษณ์โดย พีรพล อนุตรโสตถิ์

เรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ : กินกุ้งดิบเสี่ยงตาบอดจากพยาธิปอดหนู จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...