เปิดบทเรียนชีวิต Jensen Huang เบื้องหลังของผู้ปลุกปั้น Nvidia สู่บริษัทใหญ่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Jensen Huang CEO ของ อินวิเดีย (Nvidia) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ หลังก้าวแซงหน้า ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
อินวิเดีย (Nvidia) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้นำในด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและชอฟท์แวร์เอไอ (AI) ได้ก้าวแซงหน้าไมโครซอฟท์ (Microsoft) ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในคืนวานนี้ (18 มิ.ย.)
ด้วยมูลค่าตลาดที่ประมาณ 3.34 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Nvidia เติบโตอย่างก้าวกระโดดในยุค"AI BOOM" ตั้งแต่ช่วงปี 2561 และในปี 2566 นักวิเคราะห์ประมาณการณ์ว่ายอดขายของ Nvidia สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ต่าง ๆ นั้นสูงเกินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ณ ขณะนี้ Nvidia เป็นผู้นำอันดับหนึ่งและไม่มีใครเทียบได้ ในด้านการผลิตโปรเซสเซอร์สำหรับระบบ AI รวมถึง Generative AI หรือปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ที่ขับเคลื่อนแชตบอทอัจฉริยะอย่าง ChatGPT ของ OpenAI โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้คือ เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia ซึ่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของเขานำพาบริษัทมาถึงจุดนี้
Jensen Huang ยังครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 20 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
Taylor Swift แห่งวงการเทคโนโลยี
ในแวดวงเทคโนโลยีนั้น บุคคลสำคัญระดับเจ้าพ่อของวงการหลายคนที่มีเอกลักษณ์เป็นภาพจำ เช่น Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple ที่มักสวมเสื้อคอเต่าสีดำอยู่เสมอ หรือ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ซึ่งเป็นที่รู้จักในลุคเสื้อยืดสบาย ๆ
เจนเซน หวง เองก็เช่นกัน โดยภาพจำของเขาคือการสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังไปทุก ๆ ที่ และบุคลิกที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเป็นนักร้องวงร็อกมากกว่านักธุรกิจ ซึ่ง Mark Zuckerberg ได้เคยตั้งสมญานามให้ว่า Jensen Huang เปรียบเสมือน "Taylor Swift" แห่งวงการเทคโนโลยี
เจนเซน หวง คือผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของชิปเอไอ เขาทำให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทที่ร้อนแรงที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยลูกค้าของ Nvidia มีเป็นจำนวนมาก เช่น Oracle ที่ใช้ชิป Nvidia สำหรับขับเคลื่อนระบบประมวลผลระบบคลาวด์
นอกจากนี้แล้ว Nvidia ยังครองตลาดจีนได้อย่างเหนียวแน่นอีกด้วย โดยลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทมีตั้งแต่ Alibaba, Tencent, Baidu และ ByteDance ที่ทุ่มเม็ดเงินไปกับชิป AI หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จุดเริ่มต้นของ Jensen Huang
Jensen Huang เกิดที่ไต้หวันเมื่อปี 2506 โดยเขาเป็นชาวไต้หวันโดยกำเนิด ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมายังไทยตอนที่เขาอายุ 5 ขวบ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเขาตัดสินใจส่งเขาไปยังสหรัฐเพื่อหนีภัยสงครามเวียดนามที่กำลังระอุอยู่ในขณะนั้น
การที่ เจนเซน หวง เป็นชาวไต้หวันโดยกำเนิด เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าสนใจ เพราะไต้หวันคือศูนย์กลางการผลิตชิประดับโลกในปัจจุบัน และเป็นที่ตั้งของ TSMC บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของ Nvidia
เจนเซน หวง เข้าศึกษาในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่ University of Oregon โดยเรียนไปด้วยและทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารไปด้วยในเวลาเดียวกัน หลังจากจบการศึกษาในปี 2527 เขาได้ทำงานในสายเซมิคอนดักเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่ม รวมถึงทำงานเป็นนักออกแบบชิปไมโครไปรเซสเซอร์ที่ Advanced Micro Devices หรือ AMD ซึ่งก็คือบริษัทคู่แข่งรายสำคัญของ Nvidia ในอนาคต
ระหว่างนั้นเขาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ Stanford University ในสาขาเดิม และจบการศึกษาในปี 2535 โดยเพียง 1 ปีหลังจากนั้น เจนเซน หวง ในวัย 30 ปี ก็ได้เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง
การถือกำเนิดของ Nvidia
เจนเซน หวง และหุ้นส่วน 2 คนจาก Sun Microsystems ได้แก่Chris Malachowsky วิศวกรไอที และ Curtis Priem นักออกแบบชิปกราฟิก ได้ร่วมมือกันก่อตั้งบริษัท โดยตั้งเป้าหมายเพื่อเป็นบริษัทผู้ผลิตชิป GPU (GPU Acceleration) หรือการ์ดจอสำหรับวิดีโอเกม
เดิมทีบริษัทมีชื่อว่า NV ซึ่งมาจาก Next Version โดยต่อมา Chris Malachowsky และ Curtis Priem ตัดสินใจเปลี่ยนเป็นชื่อบริษัทเป็น Nvision แต่ชื่อดันไปซ้ำกับบริษัทผลิตกระดาษชำระ เจนเซน หวง จึงเสนอชื่อ "Nvidia" ขึ้นมา โดยยืมชื่อมาจาก "Invidia" เทพธิดาแห่งความริษยาของโรมัน
Nvidia ออกสินค้ามาหลายตัวและเริ่มสร้างความร่วมมือกับหลาย ๆ บริษัท โดยในสมัยนั้น มีหลายบริษัทรวมถึงบริษัทสตาร์ตอัปที่ผลิต GPU ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับเกมอาร์เคดทั่วไป และไม่ได้เป็นที่ต้องการในตลาดมากนัก
โดยจุดเปลี่ยนของ Nvidia และจุดเปลี่ยนของวงการมาถึงเมื่อบริษัทเปิดตัวชิปรุ่น "RIVA 128" ในปี 2539 และยิ่งฮือฮายิ่งขึ้น เมื่อเปิดตัวชิปรุ่น "GeForce" ในปี 2542 ซึ่งล้ำหน้าที่สุด และโฆษณาว่าเป็น "GPU รุ่นแรกในโลก" นั่นทำให้ Nvidia กลายเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทชิปการ์ดจอ GPU ที่มาแรงแห่งยุค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อาณาจักรของ Nvidia
Nvidia คือยักษ์ใหญ่แห่งชิปเอไอ และอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้สร้างความสำเร็จให้กับบริษัทชิปหลายแห่งทั่วโลก เพราะการเติบโตของ Nvidia ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเติบโตตามไปด้วยทั้งหมด
Nvidia มีซัพพลายเออร์รายใหญ่อย่างน้อย 15 ราย เฉพาะในไต้หวันเพียงแห่งเดียวก็มีอย่างน้อย 4 ราย ได้แก่ TSMC ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ Wistron ตามด้วย ASE Technology และ Quanta Computer นอกจากนี้ยังมี SK Hynix และ Samsung ของเกาหลีใต้ BYD ของจีน และบริษัทสหรัฐอย่าง Intel, Flex, Micron, Keysight, Jabil และ Western Digital
หลักปรัชญาชีวิต - เมื่อมีเวลาเหลือเฟือ ก็ทำทุกอย่างได้สำเร็จ
ในการสัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ เจนเซน หวง มักกล่าวอยู่เสมอว่า เขาเป็น "คนที่มีเวลาจำนวนมากอยู่ในมือ" ซึ่งเป็นแนวคิดการใช้ชีวิตที่เขายึดถือมาโดยตลอด
โดยเขาเล่าว่า ระหว่างไปเที่ยวเมืองเกียวโตของญี่ปุ่น และไปเยี่ยมเยือนวัดแห่งหนึ่งในช่วงหน้า เขาพบเห็นชายคนหนึ่งนั่งถอนหญ้าแห้งตายและซากตะไคร่น้ำที่สนามหญ้าขนาดใหญ่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ชายคนนั้นทำงานอยู่คนเดียวโดยใช้เพียงแค่แหนบไม้ไผ่เท่านั้น และนั่งถอนไปเรื่อย ๆ
และเขายังเล่าว่าได้ไปพูดคุยกับลุงคนนั้นและถามว่ากำลังทำอะไรอยู่กับสวนที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งลุงได้เล่าว่ากำลังดูแลสวนของลุงอยู่ ลุงดูแลมา 25 ปีแล้ว และลุงมีเวลามากเหลือเฟือ
โดยเขากล่าวว่า การพูดคุยสั้น ๆ ในครั้งนั้น คือ ได้สอนบางสิ่งให้กับเขา โดยชาวสวนได้อุทิศตนให้กับการทำงานอย่างปราณีตกับงานที่ทำมาตลอดชีวิต นับเป็น "การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิต" ซึ่งหากทำเช่นนั้น ก็จะมีเวลาเหลือเฟือในชีวิต
เวลาในที่นี้หมายถึงการจัดลำดับความสำคัญของทุกอย่างอย่างฉลาด ซึ่งทำให้เขาสามารถโฟกัสไปที่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาได้ นั่นก็คือ การช่วยให้พนักงานได้เติบโตและพัฒนา
"ผมใช้เวลาทุก ๆ เช้าเหมือนกันทุกวัน ผมเริ่มทำงานที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะไปทำงานด้วยซ้ำ และเมื่องานนั้นเสร็จแล้ว วันของผมก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะผมเสร็จสิ้นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด และมีเวลาในการทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และเมื่อมีคนมาขอโทษที่ขัดจังหวะเวลาของผม ผมจะตอบไปทุกครั้งว่า ผมมีเวลามากเหลือเฟือ" Jensen Huang กล่าว
อ้างอิง : edition.cnn.com, thenationalnews.com, bbc.com, businessinsider.com, bloomberg.com, forbes.com, newyorker.com