โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท. เปิดรายงาน กนง. รอบล่าสุด ไขคำตอบ ทำไมมติให้ลดดอกเบี้ยเหลือแค่ 1 เสียง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มิ.ย. 2567 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2567 เวลา 03.29 น.

ธปท. เปิดรายงาน กนง. รอบล่าสุด มีมติคงอัตราดอกเบี้ย 6 ต่อ 1 เสียง จากครั้งก่อน 5 ต่อ 2 เสียง เผยมุมมอง-ข้อกังวลของคณะกรรมการ

วันที่ 26 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 3/2567 วันที่ 7 มิถุนายน และ 12 มิถุนายน 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2567

โดยการประชุมดังกล่าว มีกรรมการที่เข้าร่วมประชุม 7 ราย ประกอบด้วย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤฒิ (ประธาน) นางอสิศรา มหาสันทนะ (รองประธาน) นางรุ่ง มัลลิกะมาส นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายรพี สุจริตกุล นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส และนายสันติธาร เสถียรไทย

ทั้งนี้ คณะกรรมการมีมติ 6 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี (รอบก่อนมติ 5 ต่อ 2) โดย 1 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี คณะกรรมการเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวจากอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งในไตรมาสที่ 2

ขณะที่การส่งออกขยายตัวในระดับต่ำ โดยสินค้าส่งออกบางกลุ่มมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่สูงขึ้น
โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.6% ในปี 2567 และ 3.0% ในปี 2568 มีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่งชาติและค่าใช้จ่ายต่อคนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน และ 39.5 ล้านคนในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ

(2) การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะหมวดบริการ แม้ชะลอลงจากปีก่อนหน้า มองไปข้างหน้า การบริโภคยังมีแนวโน้มขยายตัวจากแรงสนับสนุนของการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนที่ทยอยฟื้นตัว รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงที่ยังคงอยู่ในทิศทางบวก

(3) การใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มกลับมาเร่งขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 หลัง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2567 มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ดี

การส่งออกและภาคกรผลิตยังขยายตัวในระดับต่ำ จากปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและภาคการผลิต รวมทั้งแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐในระยะต่อไป
ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 0.6% ในปี 2567 และ 1.3% ในปี 2568

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% ในปี 2567 และ 0.9 ในปี 2568 โดยอัตราเงินเฟ้อล่าสุดกลับมาเป็นบวกตามที่ประมาณการไว้ ส่วนหนึ่งจากผลของฐานต่ำของเงินเฟ้อหมวดพลังงาน แต่จะกลับไปต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ภาวะการเงินโดยรวมทรงตัวและไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ต้องติดตามธุรกิจขนาดเล็กบางกลุ่มและครัวเรือนรายได้น้อยที่รายได้ ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และเผชิญภาวะการเงินตึงตัว ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่คณะกรรมการมีความกังวลต่อหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเห็นว่าการให้สินเชื่อควรสอดคล้องกับกระบวนการ debt deleveraging เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาว
รวมถึงตระหนักถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการจึงสนับสนุนการใช้มาตรการที่ตรงจุดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

กรรมการส่วนใหญ่ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ปรับดีขึ้น รวมทั้งเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและมาตรการภาครัฐ โดยคณะกรรมการจะพิจารณานโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

โดยประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการอภิปราย มีดังนี้

คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีความเสี่ยงลดลง สะท้อนจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่สูงกว่าคาดในไตรมาสที่ 1 การเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 2 รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี คณะกรรมการมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวที่แตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ (K-shaped recovery) โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการผลิตที่ยังขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ

รวมถึงต้องเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจาก (1) ปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของไทย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของอุปสงค์โลกจำกัด

และ (2) ปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะสินค้าล้นตลาดจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน ประกอบกับสินค้าส่งออกบางกลุ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น หมวดยานยนต์ที่ได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากอุปสงค์โลกที่ชะลอลง และสินค้ากลุ่มโซลาร์เซลล์ที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในระยะต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการมีความกังวลเกี่ยวกับความแตกต่างของการฟื้นตัวในมิติรายได้ครัวเรือน โดยครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยบางกลุ่มอาจถูกฉุดรั้งด้วยภาระหนี้ ขณะที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงเห็นควรให้ติดตามการฟื้นตัวภาคการส่งออกและครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยข้างต้น ในการประเมินภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. เปิดรายงาน กนง. รอบล่าสุด ไขคำตอบ ทำไมมติให้ลดดอกเบี้ยเหลือแค่ 1 เสียง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...