หนูน้อยสู้ชีวิตกับภารกิจเลี้ยงพี่ชายทั้งห้า
ข้อมูลเบื้องต้น
หนูน้อยสู้ชีวิตกับภารกิจเลี้ยงพี่ชายทั้งห้า
捡了五个哥哥后,京城无人敢惹
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้ Onlybook***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 陌于之 ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook
เรื่องย่อ
เด็กหญิงขอทานอย่าง เจียงเซิง ใช้ชีวิตดิ้นรนมาโดยตลอด ขณะกำลังไปเก็บอาหารเหลือหลังหอนางโลมตามปกติ นางก็ได้พบกับ เจิ้งหรูเชียน ซึ่งถูกคนทอดทิ้งความเดียวดายของตนเองและนึกสงสารอีกฝ่ายทำให้นางเก็บตัวเขามา
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าถัดจากเจิ้งหรูเชียนแล้ว นางยังเก็บ สวี่โม่ เด็กที่ถูกคนทำร้ายจนขาหัก ฟางเหิง ซึ่งปกป้องนางจากพวกเด็กอันธพาล เวินจืออวิ่น ที่บิดามารดาถูกลากตัวไปทรมานจนเสียชีวิต และ จ่างเยี่ยน เด็กขอทานที่พบเจอมาด้วยทั้งหมด
เด็กหกคนอยู่ด้วยกันย่อมไม่เหงาใจ แต่เรื่องปากท้องจะทำเช่นไรเล่า เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กหญิงจึงต้องลุกขึ้นมาหาหนทางเลี้ยงดูพี่ชายทั้งห้าและตนเอง แน่นอนว่าเหล่าพี่ชายของนางก็ล้วนมีความสามารถอันเก่งกาจเช่นกัน!
บทที่ 1 พี่ชายคนแรก
บทที่ 1 พี่ชายคนแรก
ตั้งแต่จำความได้ เด็กหญิงก็รู้แล้วว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้า
นางคุ้ยขยะเพื่อแย่งอาหารจากสุนัขและขโมยของจากสวนหลังบ้าน
เมื่ออายุได้ห้าขวบ นางก็ไปขโมยเศษอาหารจากบ้านคนรวยแต่ถูกสาวใช้จับได้ พวกเขาเรียกชายรูปร่างกำย่ำสามสี่คนมารุมตีนางอย่างหนักก่อนจะโยนออกนอกกำแพง
ร่างบอบบางที่ยังไม่ทันโตนั้นนอนป่วยอยู่นานถึงสามวันกว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมา
เมื่อนางลุกขึ้นได้ สิ่งแรกที่เด็กหญิงทำก็คือหาอาหารกิน
นางรู้ว่าการจะมีชีวิตอยู่ได้นั้นก็ต้องกินอาหาร
เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เด็กหญิงก็เรียนรู้ที่จะมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ยาก
แม้จะไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครรักใคร่เอ็นดูแต่ก็สามารถกินอาหารจากทุกบ้าน และสามารถยืนเลือกได้ว่าจะไปเก็บเศษอาหารจากครัวร้านอาหารหลี่จี้หรือจะไปแย่งกระดูกกับสุนัขที่ร้านขายเนื้อตุ๋นโจวจี้
หลังจากเลือกอยู่นาน เด็กน้อยก็เลือกไปหอนางโลมชื่อดังที่ชื่อว่า ‘อี๋หงย่วน’ เป็นจุดหมาย
นางเป็นเด็กฉลาดจึงรู้ว่าแขกที่มาหออี๋หงย่วนไม่ได้มาเพื่อกินอาหารเท่านั้น พวกเขามักจะสั่งอาหารทั้งเนื้อสัตว์และปลาเต็มโต๊ะ แต่ก็แทบจะไม่ได้แตะต้องเลย
เมื่อแขกจากไป คนงานในร้านก็จะแบ่งอาหารกันกินและส่วนที่เหลือ เช่น หัวไก่ คอไก่ และขาไก่ที่เคี้ยวยากจะถูกทิ้งลงในถังขยะใหญ่ในด้านหลังครัว
สำหรับนางแล้วนี่ถือเป็นอาหารชั้นเลิศหาได้ยากยิ่ง นางจะค่อย ๆ กินจนอิ่มท้องและค่อยหยิบที่เหลือใส่ถุงเก็บไปกินบ้าน
“เฮ้อ” เมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนวิเศษของการเคี้ยวกินขาไก่ เจียงเซิงก็ได้แต่กลืนน้ำลายพลางถูฝ่ามือไปด้วย
เพียงแค่ข้ามกำแพงนี้ ก็จะถึงครัวหลังร้านอี๋หงย่วนแล้ว
นางเสียใจที่ส่วนสูงของนางไม่มากพอจึงต้องคลานผ่านโพรงสุนัขไปเท่านั้น
เจียงเซิงก้มหน้ามองหารูเล็ก ๆ ที่นางเคยผ่านเข้าออกครั้งก่อน แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ ถ้าเป็นเช่นนี้คงถูกใครสักคนอุดรูไว้สินะ
นางเริ่มรู้สึกเป็นกังวล ทันใดนั้นประตูหลังครัวของหอนางโลมอี๋หงย่วนก็ถูกเปิดออกและมีหญิงคนหนึ่งเดินย่ำออกมา
เจียงเซิงตัวน้อยหดตัวลงอยู่ในพุ่มหญ้าวิงวอนขออย่าให้ถูกเห็นเป็นอันขาดเพราะนางไม่อยากโดนทุบตี
โชคดีที่ผู้นั้นไม่ได้มองมายังทางนี้ แต่พูดอย่างโหดร้ายว่า “ข้าเลี้ยงไม่ไหวแล้ว อี๋หงย่วนแห่งนี้ก็เลี้ยงเจ้าไม่ไหวเช่นกัน ไปให้พ้นหน้าซะแล้วอย่าบอกใครว่ารู้จักข้า…และอย่ากลับมาที่นี่อีก”
มีบางอย่างตกลงบนพื้น
ประตูหลังจึงปิดลงอีกครั้งและถูกดึงกลอนประตูไว้อย่างแน่นหนา
เจียงเซิงถอนหายใจออกมาแล้วค่อย ๆ ชะโงกหน้าขึ้นก็พบเด็กชายวัยแปดเก้าขวบสวมเสื้อคลุมผ้าป่านยาวนั่งลงด้วยความสับสน
โอ้…เด็กน้อยถูกทิ้งจากบ้านนี่เอง
เจียงเซิงเอียงคอมอง รู้สึกได้ว่าเขาคงเศร้าใจมาก
เพราะคนที่ไม่มีบิดามารดาย่อมไม่รู้ว่าการมีนั้นดีเพียงใดจึงไม่คิดถึง
แต่คนที่เคยได้รับความรักจากมารดาทว่ากลับถูกมารดาทิ้งไป จิตใจคงเปล่าเปลี่ยวเศร้าหมอง
เหมือนกับ…เพิ่งจะได้ก้อนเนื้อใหญ่แต่กลับถูกสุนัขจรจัดวิ่งมาคาบหนีไป
เจียงเซิงถอนหายใจ
เด็กชายหันสายตามามองนางอย่างเศร้าหมองไม่พูดจา
เจียงเซิงสงสารเขาแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
แล้วนางก็พบโพรงสุนัขแล้วอยู่หลังหญ้ารกทึบนั่นเอง
หญิงน้อยวัยเจ็ดขวบใช้มือและเท้าคลานไปยังครัวด้านหลังแหวกหาอาหารในถังสูงขนาดใหญ่
หัวไก่ คอไก่ ขาไก่ หางปลา ทุกสิ่งที่กินได้ถูกหยิบออกมาแล้วห่อรวมไว้ในผ้าผืนเล็ก
วันนี้เจียงเซิงยังไม่ทันได้ลิ้มรส เพราะมีชายชราคนหนึ่งได้ยินเสียงผิดปกติจึงเดินวนเวียนเข้ามาพร้อมเสียงร้องเรียก “ขโมยตัวน้อย เจ้ามาจากไหนกัน”
นางตกใจจนกอดผ้าผืนเล็กไว้แน่นก่อนจะหันหลังวิ่งหนีออกไป
หลังจากผ่านโพรงสุนัขแล้วเข้าไปในตรอก เด็กชายตัวน้อยยังคงนั่งรออยู่ที่เดิม
ชายชราเปิดประตูหลังแล้วปรึกษากันว่าจะลงโทษขโมยผู้ร้ายอย่างไรดี
เจียงเซิงคิดว่าถ้าเด็กชายนั่งอยู่ตรงนี้อาจถูกตีจนตายได้
ตีให้ตาย…
นางไม่อาจนิ่งดูดายได้จึงวิ่งไปคว้ามือเขาแล้วพาวิ่งหนีไป
คนพวกนั้นยังคงตะโกนไล่ตามหลัง เจียงเซิงอาศัยความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมวิ่งผ่านตรอกสามแห่งแล้วข้ามถนนสี่สายจึงสามารถหลบหนีพวกเขาได้สำเร็จ
หลบซ่อนในมุมสงบ เจียงเซิงปล่อยมือเด็กชายแล้วล้มนั่งลงกับพื้นหอบหายใจแรง
เด็กชายก็หอบหายใจถี่เช่นกัน แต่เขาประหลาดใจมากกว่าจ้องมองเด็กหญิงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยคำถาม
“เจ้าคือใคร?” เขาถาม
เจียงเซิงไม่ได้สนใจเขา นางหิวโหยมากหลังจากวิ่งหนีมานาน ตอนนี้ขอเพียงแค่ได้เติมกำลังเท่านั้น
เราควรจะกินสิ่งใดดีหนอ กินหางปลาก่อนแล้วกันเพราะมันมีก้างมากและเก็บได้ไม่นาน
นางเลือกหางปลาออกจากผ้าผืนเล็กลอกหนังปลาด้วยความระมัดระวัง จากนั้นรับก็กินเนื้อปลาแม้แต่หางปลาก็ดูดกินจนหมดเกลี้ยง
หนุ่มน้อยข้าง ๆ จ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“ท่านหิวด้วยหรือ” เจียงเซิงส่งต้นขาไก่ให้อย่างเสียดาย “กินเถิดอย่าให้เสียเปล่า”
นางไม่ใช่คนใจกว้างขวางนักแต่ก็รู้ดีว่าความหิวโหยเป็นเช่นไร เมื่อหิวจะปวดศีรษะและเป็นลม
หลังถูกทุบตีอย่างรุนแรงจนเกือบสิ้นใจ จนต้องพักฟื้นเป็นเวลาถึงสามวัน เจียงเซิงก็ได้ปรารถนาถึงสิ่งหนึ่ง
นางหวังว่าจะไม่มีผู้ใดต้องทนหิวโหยอีก
แม้ขาไก่ชิ้นนั้นนางจะชอบกินมาก
เจียงเซิงทิ้งหางปลาที่กินจนไม่มีเนื้อเหลือแล้วลุกขึ้นยืน
“เจ้าจะไปที่ใดหรือ?” หนุ่มน้อยแทะขาไก่ถามด้วยเสียงแหบพร่า
เจียงเซิงประหลาดใจ “ข้าจะกลับบ้าน”
“บ้าน?” หนุ่มน้อยอ้าปากค้างแล้วน้ำตาก็ไหลรินลงมา “ข้าไร้บ้านแล้ว”
เด็กชายวัยเจ็ดถึงแปดขวบกอดขาไก่ร่ำไห้สะอึกสะอื้น
แม้แต่เจียงเซิงเองก็ไม่เคยร้องไห้รุนแรงปานนี้
นางกอดเศษอาหารที่เก็บมาได้รู้สึกความสงสารเด็กชายเช่นกัน “อย่าร้องไห้อีกเลย ข้าจะแบ่งที่อยู่ให้ท่านครึ่งหนึ่ง”
ด้วยเช่นนี้พวกเขาจึงจะมีบ้านทั้งคู่
เด็กชายตัวน้อยค่อย ๆ หยุดร้องไห้ “จริงหรือ”
“แน่นอน แต่บ้านของข้านั้นค่อนข้างทรุดโทรม หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ” เจียงเซิงเดินทางมาไกลและพาเด็กชายกลับบ้าน
ที่เรียกว่าบ้านนั้นคือ วัดร้างทรุดโทรม
สภาพผ่านกาลเวลายาวนาน ไม่มีการซ่อมแซม ด้านตะวันออกมีลมลอดผ่านเข้ามา ด้านตะวันตกก็ไม่สามารถกันฝนได้ เตียงนอนก็คือพื้น
แต่สำหรับเจียงเซิง ที่นี่คือบ้านของนาง
“ตอนนี้ ที่นี่ก็เป็นบ้านของเจ้าเช่นกัน” เจียงเซิงแนะนำอย่างภาคภูมิ “ข้าชื่อเจียงเซิง ส่วนท่านชื่ออะไร”
เด็กชายตัวน้อยมองนางด้วยสายตาเซื่องซึม “ข้าชื่อเจิ้งหรูเชียน”
ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบ้านของเจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนนับจากนี้เป็นต้นไป
เมื่อค่ำมาถึงเจียงเซิงก็แบ่งปีกไก่ให้เจิ้งหรูเชียนครึ่งหนึ่ง
เจิ้งหรูเชียนหยิบก้อนทองเม็ดเล็กจากอกเสื้อสองก้อน “ข้ามีเท่านี้”
เจียงเซิงกำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดที่ต้อง ‘แบ่งอาหารออกไปครึ่งหนึ่ง’ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสีทองวาววับ นางเกือบกระโดดขึ้นจากพื้น
แม้ว่านางจะไม่เคยมีทองมาก่อน แต่นางก็เคยเห็นลูกค้าของหอนางโลมอี๋หงย่วนคว้าทองแท่งออกมาสีเหมือนกันแบบนี้เลย
เด็กหญิงเลียนแบบท่าทางคนจากในหอนางโลมอี๋หงย่วนลองกัดดูสักครั้ง
เอ๋? เป็นของจริงนี่
เจียงเซิงแลกขาไก่และคอไก่กับทองคำสองเม็ด เป็นครั้งแรกที่นางคิดว่าการแบ่งปันบ้านไม่ได้เสียหายเลย
"ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่มีวิธีปกป้องทองคำเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องซ่อนมันไว้" เจียงเซิงเดินวนรอบวัดร้างทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย
ไม่มีที่ไหนที่รู้สึกปลอดภัยพอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน นางก็วางไว้ใต้เท้าพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
หวังว่าท่านจะโปรดปกปักรักษาให้ทองคำไม่หายไป
เจียงเซิงกราบไหว้ด้วยความตั้งใจและขอพรให้ตนเองมีอาหารกินจนอิ่มตลอดไป
บทที่ 2 พบพี่ชายคนที่สอง
บทที่ 2 พบพี่ชายคนที่สอง
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระพุทธองค์ไม่ได้รู้จักพวกเขา
หลังจากรับประทานอาหารเพียงสองมื้อเศษข้าวในถาดเล็กก็หมดแล้ว
เจียงเซิงมองเด็กชายตัวน้อยด้วยสีหน้าวิตก คิดหาหนทางว่าจะไปหาอาหารกินที่ไหนดี
เจิ้งหรูเชียนกลับเข้าใจผิด เพราะหลังจากถูกทอดทิ้งในครั้งก่อน เขาจึงกระชับขาสองข้างแน่นสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “ข้ากินให้น้อยลงได้นะ”
เพียงแค่อย่าทอดทิ้งเขาอีกเท่านั้น
“ใช่แล้ว” เจียงเซิงตบมือ “พวกเราไปตลาดเก็บผักกินกัน”
ทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านมีตลาดขายผัก ผู้ที่มาซื้อผักล้วนแต่เป็นคนร่ำรวย พวกเขามักจะเด็ดผักชั้นนอกทิ้งให้เหลือเพียงแต่ดอกผักที่อ่อนนุ่มที่สุด
คนจนที่ไม่มีเงินซื้อผักจึงมาเก็บผักชั้นนอกที่ถูกทิ้งเหล่านั้น แม้จะเหี่ยวย่นไปบ้างแต่ก็ยังกินได้
เจียงเซิงก็เคยไปเก็บมาเช่นกัน แต่ฝีมือการทำครัวของนางไม่ดีนักจึงทำได้เพียงแค่ต้มน้ำเปล่า ๆ พอให้กินได้อิ่มท้องเท่านั้น
“จริงอยู่ว่าผักต้มน้ำก็ไม่ได้รสชาติแย่นัก แต่ถ้าได้โรยด้วยเกลือสักนิดก็จะมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น” เจียงเซิงกระซิบบอกเจิ้งหรูเชียน “ท่านต้องคอยจับจ้องให้ดี ต้องแย่งชิงเอาไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผักสักใบเลย”
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
เหตุใดแม้แต่เศษใบผักเน่า ๆ ก็ต้องแย่งชิงกันด้วย
ต่อมาเขาจึงได้รู้ว่าในโลกของคนจน แม้แต่ใบผักเน่า ๆ ก็ยังถือว่ามีค่ายิ่งนัก
หลังจากเผชิญพายุฝน เด็กน้อยทั้งสองก็หนีออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนโคลนดิน พวกเขากอดกองใบผักไว้
ผมเปียของเจียงเซิงเปียกชื้น ส่วนเสื้อผ้าของเจิ้งหรูเชียนก็ยับย่น
แต่โชคดีที่พวกเขาได้รับผักมากมายถึงสองกำใหญ่
“คืนนี้เราจะกินผักที่เหี่ยวแล้ว ส่วนที่เหลือเก็บไว้กินได้อีกสองมื้อ…” เจียงเซิงดีใจมาก
แต่นางดีใจไม่ได้นานนักเพราะมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ แล้วแย่งผักในอ้อมอกของนางไปครึ่งหนึ่ง
จากนั้นก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าผ่า
เจิ้งหรูเชียนแทบจะร้องไห้นี่คือผักที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายเพื่อแย่งชิงมา
แต่เจียงเซิงกลับดูคุ้นชินกับเรื่องนี้ดี นางลูบผมเปียของตนเองแล้วถอนหายใจพลางพูดว่า “ป้าจางเป็นคนเปียผมให้ข้า”
“เจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าบึ้งตึง “นั่นผักของพวกเรา”
“ปล่อยไปเถิด” เจียนเซิงเก็บผักที่เหลือขึ้นมา “พวกเขาเป็นกลุ่มขอทานเร่ร่อนในละแวกนี้ พวกเราต่อสู้ไม่ได้จำต้องหลบเลี่ยงไปก่อน”
หากหลบไม่พ้นก็ต้องยอมแพ้ไป
ในโลกของคนจนการที่ผู้แข็งแกร่งแย่งชิงอาหารจากผู้อ่อนแอเป็นเรื่องธรรมดา
เจิ้งหรูเชียนมีน้ำตาคลอเบ้าตา ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปก็ยังพูดไม่ออก
เด็กสองคนเดินโซเซไปยังวัดร้างข้างหน้า
ระหว่างทางได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “นายอำเภอถูกจับเข้าคุก ข้าราชการคนใดคิดฆ่าคนจะต้องได้รับผลกรรมตามสนอง” เสียงปรบมือและเสียงร้องเฮของประชาชนดังลั่น
เจียงเซิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงดีใจ แม้นางจะไม่รู้จักนายอำเภอ แต่ป้าจางเคยบอกว่านายอำเภอของอำเภอเซี่ยหยางเป็นคนดี แล้วเหตุใดเมื่อมีคนดีตายจึงมีคนดีใจมากถึงเพียงนี้
เจิ้งหรูเชียนเองก็ยิ่งไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วมองผักเน่าตรงหน้า ผักที่เละเทะขนาดนี้แล้วสามารถกินได้จริงหรือ?
เจียงเซิงกำลังเดินกลับไปยังวัดร้าง
นางดีใจยินดีเป็นล้นพ้น เมื่อนึกถึงใบผักสดที่กำลังจะได้กิน
แต่พอหันกลับไปก็ได้ยินเสียงครางเบา ๆ
เจียงเซิงจึงพยายามแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เจิ้งหรูเชียนกลับคว้าตัวนางไว้ “เจียงเซิง…มีคนอยู่”
เด็กหญิงไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไปจึงขมวดคิ้วพลางพูดว่า “มีแค่ท่านคนเดียวข้าก็กินไม่อิ่มแล้ว ถ้ามีคนอื่นมาอีกข้าคงต้องอดตายแน่”
“ไม่หรอกเจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยปลอบนาง “ไม่รู้สิ บางทีเขาอาจมีครอบครัวแล้วนำอาหารมาขอบคุณเรา”
เจียงเซิงไม่เชื่อสภาพแวดล้อมรกร้างเช่นนี้จะมีผู้ใดยอมให้ครอบครัวของตนนอนอยู่ที่แห่งนี่
เว้นแต่…เขาไม่มีครอบครัว
ใจของเจ้าเจียงเซิงอ่อนลงทันใด นางจึงวางใบผักกาดลงแล้วเงี้ยหูฟังอย่างเงียบ ๆ
เมื่อแวดพงหญ้าแห้งออกก็เห็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีเทาสนิทนอนอยู่บนพื้นดวงตาปิดสนิทมีเสียงครวญครางเบา ๆ ออกมาจากริมฝีปาก
ร่างกายของเขามีรอยเลือด ขาทั้งสองข้างงอในท่าทางพิลึกเหมือนกับลูกแมวตัวน้อยของลุงโจวที่กินหนูพิษเข้าไป
เหมือนลูกแมวกับแมวบ้านลุงที่กินหนูมีพิษนิดหน่อย
หัวใจของเจียงเซิงรู้สึกเจ็บปวด ครอบครัวลุงโจวไม่ชอบนางมีเพียงแมวตัวนั้นที่ยินดีอยู่ข้างกายเป็นสหายค่อยพูดคุยกับนาง แต่ต่อมาเมื่อแมวตัวน้อยจากไปด้วยความอ่อนแอก็ไม่มีผู้ใดยินดีคบค้าสมาคมกับนางอีกเลย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เจียงเซิงก็รวบรวมความกล้าหยิบถุงน้ำขึ้นมาแล้วโน้มตัวลงเข้าไปใกล้ ๆ อย่างระมัดระวังเอาน้ำให้เขา
เจิ้งหรูเชียนกลัวว่าเขาจะสำลักจึงออกแรงอุ้มศีรษะของเขาขึ้น
หนุ่มน้อยผู้นั้นก็หายใจไม่ออกแล้วร้องออกมาคำเดียวว่า “เจ็บ”
เจียงเซิงไม่รู้จะทำอย่างไร
หากมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย พวกเขาคงจะสอนว่าต้องวางคนป่วยในที่ท่าราบแล้วหาแคร่ไม้แบกไปส่งไปยังโรงหมอและต้องหยุดเลือดให้เขาด้วย
แต่เด็กสองคนไม่มีใครรู้จึงได้แต่กลั้นน้ำตาไว้ให้น้ำเขาอย่างเบามือ
หนึ่งจิบ สองจิบ เหมือนกับการให้อาหารลูกแมวที่ใกล้จะตาย
ครู่ใหญ่หนุ่มน้อยผู้นั้นจึงฟื้นขึ้นมา
เขามองรอบข้างอย่างงุนงง ด้วยความเจ็บปวดจากขาสองข้างและสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยรวมถึงเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น หนุ่มน้อยร้องไห้ออกมาน้ำตาไหลริน
เจียงเซิงคิดว่าตนเองทำให้เขาเจ็บจึงรีบบอกให้เจิ้งหรูเชียนปล่อยมือออก
ตุบ!
หนุ่มน้อยผู้นั้นล้มกลิ้งลงพื้นอีกครั้ง เขาลืมตาค้างในชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือโกรธดี
“พี่ชาย ท่านเจ็บมากหรือไม่” เจียงเซิงถามเสียงเบา
นางนึกถึงพี่ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านที่โดนกับดักหนีบเท้า เมื่อท่านหมอจะถอนกับดักออกให้เขาก็ร้องไห้คร่ำครวญเพื่อให้ตนเองสบายใจขึ้น ท่านหมอจึงต้องชกให้พี่ชายคนนั้นหมดสติไป
ถ้าพี่ชายคนนี้เจ็บมากนางคงต้องเสียสละมือของตัวเองชกเขาแล้วกระมัง
“เจ้า…” หนุ่มน้อยมองดูหมัดที่เจียงเซิงชูขึ้นกลืนน้ำลายลงคอ “ขาของข้าหักอยู่”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ นั่นคงหมายความว่าเขาต้องการหมัดของนาง
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนดึงนางไว้ก่อนแล้วพูดแนะนำ “ข้าเคยเห็นท่านป้าที่หอนางโลมอี๋ห่งย่วนขาหักจนต้องไปส่งที่โรงหมอ”
หนุ่มน้อยผู้นั้นกลั้นหายใจแล้วส่งสายตาซาบซึ้งใจไปทางเจิ้งหรูเชียน
แต่คนขาหักจะไปโรงหมอได้อย่างไรกัน?
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนปรึกษากันครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจขโมยรถเข็นของลุงจ้าวมาใช้ก่อน
ลุงจ้าวมีนิสัยค่อนข้างดุร้ายแต่ที่บ้านของเขามีรถเข็นผูกไว้ที่เสาไม้หน้าหมู่บ้าน
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนเฝ้ายามขณะที่เจียงเซิงไปดึงรถเข็นมา
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ บ่าของนางสูงกว่ารถเข็นไม่มากนัก แต่นางสะพายเชือกไว้บนหลังแล้วดึงไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก
ด้วยพละกำลังของทั้งสองคนหนุ่มน้อยผู้นั้นจึงถูกหามขึ้นรถเข็น
เด็กชายและหญิงวัยอายุราวเจ็ดแปดขวบ คนหนึ่งดึงไปข้างหน้าอีกคนผลักจากด้านหลังใช้แรงสุดกำลังจนเข็นรถมาหยุดตรงหน้าโรงหมอเพียงแห่งเดียวในเมือง
“ท่านหมอ ท่านหมอ” เจียงเซิงเคาะประตูด้วยมือที่มีแต่รอยช้ำ “พี่ชายของข้าขาหัก โปรดช่วยรักษาด้วยเถิด”
ประตูเปิดออก ชายวัยกลางคนมีผมหงอกหน้าตายิ้มแย้มเดินออกมา
เจียงเซิงรู้สึกละอายใจจึงพึมพำว่า “แต่ว่า…พวกข้าไม่มีเงิน”
นางตั้งใจจะหลอกหมอให้รักษาก่อนแล้วจึงจะใช้กลวิธีไม่จ่ายค่ารักษา แต่สายตาอ่อนโยนของหมอวัยกลางคนทำให้นางไม่กล้าทำเช่นนั้น
“ขาหักรึ?” หมอวัยกลางคนมองไปที่เด็กน้อยบนรถเข็นก่อนจะขมวดคิ้วทันที “อย่าขยับ ให้ข้าดูแลเจ้า”
เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นจากรถเข็นมาวางบนเตียง แล้วตรวจสอบบาดแผลอย่างละเอียดก่อนจะนำยาสมุนไพรมารักษา
“ขาหักและบาดแผลค่อนข้างรุนแรง” ท่านหมอถอนหายใจ “ต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยสามเดือนเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกครึ่งเดือน ในระหว่างนี้ห้ามขยับร่างกายมากและก็ต้องระวังแผลกดทับด้วย”
เขาอุ้มเด็กน้อยกลับขึ้นรถเข็นและนำยาต้มสมุนไพรครึ่งเดือนมาวางไว้ที่ท้ายรถ
“ท่านหมอ” เจียงเซิงกัดริมฝีปาก “พวกข้าไม่มีเงินจริง ๆ”
บทที่ 3 เจียงเซิงน้อยหาเงิน
บทที่ 3 เจียงเซิงน้อยหาเงิน
“เด็กดี ข้าไม่ได้ต้องการเงิน” หมอชาวบ้านคุกเข่าลงตรงหน้า พลางยกมือลูบผมปอยของนาง “กลับบ้านเถอะ ดูแลพี่ชายเจ้าให้ดี”
โลกใบแสนสับสนวุ่นวาย คนยากไร้จึงมีอยู่มากมาย
ไม่มีครอบครัวใดใช้ชีวิตสะดวกสบาย หมอชาวบ้านเช่นเขาก็สวมใส่เสื้อผ้าที่ต้องปะชุน ทว่าเขายังคงรักษาและมอบยาให้โดยไม่คิดเงิน
เจียงเซิงลากรถเข็น น้ำตาเอ่อคลอ
นานมาแล้ว มีคนเคยถามเจียงเฉิงว่าทำไมนางถึงยังต่อสู้ดิ้นรนมาได้หลายปีขนาดนี้ กลับยังคงรักษาความจริงใจไว้ได้ และนางเพียงเอียงคอยิ้มตอบไป
บางทีอาจเป็นเพราะว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางพบเจอคนเลวร้ายมามาก แต่ก็พบผู้คนที่ใจดีมีเมตตาอีกมากด้วยเช่นกัน
ขณะอยู่บนถนนเจียงเซิงถาม “พี่ชาย บ้านท่านอยู่ที่ไหน ข้าไปจะส่งท่านกลับ”
นางคิดว่าวัดร้างคงไม่สามารถเลี้ยงปากท้องเพิ่มอีกคนได้แล้ว
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือหนุ่มน้อยซึ่งนิ่งเงียบไปนานกลับกล่าวว่า “ข้าไม่มีบ้านแล้ว”
เจียงเซิงคร่ำครวญในใจ
แต่ไม่ใช่เพราะนางเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหรือสงสาร แต่เป็นความกังวลเรื่องอาหารในอนาคตต่างหาก
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่รู้สึกยินดี “ข้าก็ไม่มีบ้านแล้วเช่นกัน ข้าชื่อเจิ้งหรูเชียน ส่วนนางชื่อเจียงเซิง เจ้าเล่า”
หนุ่มน้อยเม้มริมฝีปาก “สวี่โม่”
ในที่สุดเจียงเซิงก็พาสวี่โม่กลับมาถึงวัดร้าง
นางหาที่นอนนุ่มๆ รองด้วยฟางสะอาดที่สุด ก่อนช่วยกันกับเจิ้งหรูเชียนค่อยๆ ยกตัวสวี่โม่ลงจากรถเข็นอย่างระมัดระวัง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่เจียงเซิงต้องนำรถเข็นไปคืน
“ข้าจะไปด้วย” เจิ้งหรูเชียนยังคงติดพันนางเช่นเคย
ทว่าครั้งนี้เจียงเซิงปฏิเสธ
“เจ้าอยู่ดูแลพี่ชายสวี่โม่เถอะ” คำพูดนางราวกับเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นก็ลากรถเข็นเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ครู่ใหญ่นางจึงกลับมาพร้อมใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบดิน
ลุงจ้าวมีนิสัยดุร้าย การขโมยสิ่งของของคนอื่นย่อมต้องชดใช้ นางถูกเตะและถูกเหวี่ยงลงพื้นจนกลิ้งไปมาไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
เจียงเซิงเช็ดหน้า หันมาสนใจว่าเย็นนี้พวกเขาจะกินอะไรอย่างกะตือรือร้น
แน่นอนว่าต้องเป็นผักสดต้มใส่น้ำเปล่า
ไม่นานน้ำสีเหลืองที่เต็มไปด้วยใบผักก็ถูกยื่นให้ สวี่โม่มึนงงครู่หนึ่ง
“พวกเจ้าทำกินกันแค่นี้หรือ” เขาถามอย่างไม่เชื่อ
ส่วนเจียงเซิงกินอย่างมีความสุข “ถูกต้อง แค่ผักสดนี่แหละ”
แม้เจิ้งหรูเชียนจะมีสีหน้าเศร้า แต่ยังกลืนมันลงไปเพราะดีกว่าการที่เขาต้องทนหิว
สวี่โม่ลองชิม
เขาสัมผัสไม่ได้ถึงรสชาติเค็มแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงน้ำแกงผักแสนจืดชืดที่ขนาดจะให้สัตว์เลี้ยงกินยังยากเกินไป แต่เด็กสาวคนนี้กลับกินมันอย่างมีความสุข
สวี่โม่รู้สึกเจ็บปวดใจและเศร้าหมอง
เขามองรอยช้ำเขียวคล้ำบนแขนของเจียงเซิง แววตาพลันเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น “ต่อไปนี้พี่ชายจะต้องให้พวกเจ้าได้กินเนื้อ”
เขาคิดว่าหากพูดแบบนี้ออกไป คงทำให้คนเกิดความซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
แต่ไม่คิดว่าเจียงเซิงกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“หรือเจ้าไม่อยากกินเนื้อ” สวี่โม่สงสัย
เจียงเซิงกลืนผักในปาก ก่อนดื่มน้ำแกงอีกคำ “ตอนนี้แค่มีชีวิตอยู่ก็ลำบากแล้ว ยังมีอนาคตอะไรอีก”
ใช่แล้ว พวกเขาสามคน กระทั่งจะหาข้าวกินยังยากเย็น
เมื่อก่อนมีแค่นางตัวคนเดียวจึงยังสามารถคุ้ยเก็บกินได้ ลักขโมยได้ หรือนอนอยู่เฉย ๆ เพื่อหลบหนีจากความหิวโหย
แต่เจิ้งหรูเชียนกลับไม่อาจทนหิวได้ หากหิวเมื่อไหร่เป็นต้องเรียกร้องดื้อดึง ส่วนสวี่โม่ก็ขาหักอยู่ย่อมไม่มีแรงเดินเหิน
เรื่องนี้ทำให้เจียงเซิงหนักใจยิ่งนัก
หลังครุ่นคิดไปคิดมา เจียงเซิงน้อยจึงตัดสินใจ คงต้องไปขอทานเสียแล้ว
“อะไรนะ ขอทานหรือ” เจิ้งหรูเชียนตกตะลึง แม้ในหออี๋หงย่วนเขาจะไม่ได้กินอยู่หรูหรา แต่ก็ไม่ต้องกังวลปากท้อง
ย่อมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งต้องคุกเข่าขออาหารจากคนอื่น
“ไม่ได้” สวี่โม่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี หากบิดามารดาบนสวรรค์รู้ว่าบุตรชายคนเดียวที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตช่วยไว้ต้องไปเป็นขอทาน พวกเขาคงโมโหจนลุกขึ้นมาจากหลุมอีกรอบแน่
“หากไม่ไปขอทานก็ต้องอดตายนะ” เจียงเซิงเท้าเอวราวกับเป็นผู้ใหญ่ “หรือพวกท่านตั้งใจจะอดตายเล่า”
สวี่โม่เงียบไป
เจิ้งหรูเชียนมองใต้ฐานพระพุทธองค์ แล้วกระซิบบอกเจียงเซิง “พวกเราอาจใช้สิ่งนั้นก็ได้…”
เขาจำได้ว่ายังมีก้อนทองอีกสองเม็ดซ่อนอยู่
เจียงเซิงเบิกตากว้าง “ตอนหมอจ่ายยาช่วยรักษาคน แต่ท่านจะไม่จ่ายเงินให้เลยหรือ”
ก้อนทองสองเม็ดนั้นนางตั้งใจเก็บไว้เพื่อการรักษาครั้งต่อไป
เจิ้งหรูเชียนถูกต่อว่าจนคอตก
สวี่โม่ยิ้มชื่นชม เขาไม่คิดว่าเด็กเร่ร่อนคนนี้จะรู้จักบุญคุณ
ความจริงเจียงเซิงไม่รู้เรื่องบุญคุณทั้งนั้น นางเพียงรู้สึกว่าไม่ควรเอาเปรียบจากความเมตตาของท่านหมอจนไม่รู้ยางอาย
นอกจากนี้ ยังเอารถเข็นส่งคืนลุงจ้าวไปแล้ว หากจะพาสวี่โม่ไปหาท่านหมอคงต้องเสียเงินจ่ายเพื่อเช่ารถเข็น
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น” เจียงเซิงน้อยเริ่มร้องฟูมฟาย “พี่หรูเชียน ข้าไม่โทษท่านเพราะยังเด็ก แต่พวกเราต้องมีชีวิตรอด ต่อไปจึงยังต้องใช้เงินอีกมาก”
“ข้ารู้ว่าผิดไปแล้ว ผิดไปแล้วจริง ๆ” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยยอมแพ้
เจียงเซิงจึงพอใจ เงียบเสียงลงในที่สุด
สวี่โม่ไม่อาจกลั้นยิ้ม นับตั้งแต่โชคชะตาของเขาเปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความสุขขึ้นบ้างเล็กน้อย
“ข้าสามารถเขียนหนังสือเพื่อหาเงินได้” เขากล่าว “แม้ว่าการคัดลอกหนังสือหนึ่งเล่มจะได้เงินไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปขอทาน”
ดวงตาเจียงเซิงเปล่งประกาย นางเคยต้องแอบฟังเสียงการสอนจากเหล่าอาจารย์เท่านั้น ไม่คิดว่านางได้พบปะกับผู้ที่มีความรู้ใกล้ชิดเช่นนี้
“พี่สวี่โม่ ท่านอ่านหนังสือได้หรือ” เด็กสาวคุกเข่าลงข้างเขา “ถ้าเช่นนั้น พี่ช่วยสอนข้าอ่านเขียนได้ไหม”
สวี่โม่พยักหน้าตอบรับความคาดหวังในประกายตาของนาง
เขาเอ่ยขึ้นอีกประโยค “แค่ไม่ต้องขอทานคนอื่นก็พอแล้ว”
ในฐานะจิตวิญญาณแห่งนักปราชญ์ ย่อมไม่อาจฝืนกินอาหารที่มาจากการขอทานได้
เจียงเซิงเข้าใจเรื่องนี้ดี
แต่ถ้าไม่ไปขอทาน แล้วกินอะไรเล่า
ถึงแม้จะสามารถคัดลอกหนังสือได้ แต่ยังต้องวางเงินสองเหวินไว้ก่อน เพราะเจ้าของร้านหนังสือยังคงกลัวว่าคนอาจจะลักลอบนำหนังสือออกไป
เจียงเซิงน้อยถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายจึงตัดสินใจไปเก็บเห็ดในป่า
ตามคำกล่าวที่ว่าอยู่ภูเขากินจากภูเขา อยู่ใกล้น้ำก็กินจากน้ำ
หมู่บ้านสิบลี้ตั้งอยู่ติดกับภูเขาสิบลี้ ชาวบ้านมักเก็บเห็ดและขุดหน่อไม้ในป่า ยังมีนายพรานผู้ชำนาญออกล่าสัตว์ ขายเนื้อและหนังได้ในราคาแพง
เจียงเซิงไม่กล้าคิดถึงการจับสัตว์ที่ยังมีชีวิต แต่การจับสัตว์ที่ตายแล้วนั้นนางยังทำได้
เช้าวันหนึ่ง นางหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าที่เก็บมาได้ ทั้งยังมีเสื้อผ้าตัวเก่าจนไม่อาจบอกสี ก่อนดึงตัวเจิ้งหรูเชียนขึ้นภูเขา
“เจียงเซิง ไม่ใช่เจ้าบอกว่าที่นี่มีเห็ดหรือ ทำไมถึงไม่มีอะไรเลยเล่า” เจิ้งหรูเชียนสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย
เจียงเซิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “เห็ดแถวนี้ถูกเก็บไปหมดแล้ว พวกเราต้องเข้าไปเก็บลึกกว่านี้”
ในป่าลึกของภูเขาใหญ่มีทั้งความเงียบสงบและลึกลับ
ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแผ่กิ่งบดบังแสงอาทิตย์จนสายตามืดมัว
เจิ้งหรูเชียนมาที่นี่เป็นครั้งแรกจึงหวาดกลัวจนตัวสั่น ยิ่งเห็นงูตัวยาวขนาดเท่าแขนก็แทบปัสสาวะรดกางเกง
เจียงเซิงกลัวเช่นกัน แต่เพื่อปากท้องคนทั้งสามและสองเหวินเพื่อวางเงินคัดลอกหนังสือ นางจำเป็นต้องเข้ามาในป่าแห่งนี้และเก็บเห็ดออกไปให้ได้