โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หนูน้อยสู้ชีวิตกับภารกิจเลี้ยงพี่ชายทั้งห้า

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 11.32 น. • OfficeOnlybook
เจียงเซิงเป็นเพียงเด็กขอทานกำพร้าที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก กระทั่งวันหนึ่งนางเก็บเด็กชายไร้ที่ไปมาได้ถึงห้าคน ดังนั้น เหล่าเด็กน้อยจึงต้องช่วยกันหาวิธีการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้

ข้อมูลเบื้องต้น

หนูน้อยสู้ชีวิตกับภารกิจเลี้ยงพี่ชายทั้งห้า
捡了五个哥哥后,京城无人敢惹

***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้ Onlybook***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 陌于之 ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook

เรื่องย่อ
เด็กหญิงขอทานอย่าง เจียงเซิง ใช้ชีวิตดิ้นรนมาโดยตลอด ขณะกำลังไปเก็บอาหารเหลือหลังหอนางโลมตามปกติ นางก็ได้พบกับ เจิ้งหรูเชียน ซึ่งถูกคนทอดทิ้งความเดียวดายของตนเองและนึกสงสารอีกฝ่ายทำให้นางเก็บตัวเขามา
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าถัดจากเจิ้งหรูเชียนแล้ว นางยังเก็บ สวี่โม่ เด็กที่ถูกคนทำร้ายจนขาหัก ฟางเหิง ซึ่งปกป้องนางจากพวกเด็กอันธพาล เวินจืออวิ่น ที่บิดามารดาถูกลากตัวไปทรมานจนเสียชีวิต และ จ่างเยี่ยน เด็กขอทานที่พบเจอมาด้วยทั้งหมด
เด็กหกคนอยู่ด้วยกันย่อมไม่เหงาใจ แต่เรื่องปากท้องจะทำเช่นไรเล่า เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กหญิงจึงต้องลุกขึ้นมาหาหนทางเลี้ยงดูพี่ชายทั้งห้าและตนเอง แน่นอนว่าเหล่าพี่ชายของนางก็ล้วนมีความสามารถอันเก่งกาจเช่นกัน!

บทที่ 1 พี่ชายคนแรก

บทที่ 1 พี่ชายคนแรก
ตั้งแต่จำความได้ เด็กหญิงก็รู้แล้วว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้า
นางคุ้ยขยะเพื่อแย่งอาหารจากสุนัขและขโมยของจากสวนหลังบ้าน
เมื่ออายุได้ห้าขวบ นางก็ไปขโมยเศษอาหารจากบ้านคนรวยแต่ถูกสาวใช้จับได้ พวกเขาเรียกชายรูปร่างกำย่ำสามสี่คนมารุมตีนางอย่างหนักก่อนจะโยนออกนอกกำแพง
ร่างบอบบางที่ยังไม่ทันโตนั้นนอนป่วยอยู่นานถึงสามวันกว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมา
เมื่อนางลุกขึ้นได้ สิ่งแรกที่เด็กหญิงทำก็คือหาอาหารกิน
นางรู้ว่าการจะมีชีวิตอยู่ได้นั้นก็ต้องกินอาหาร
เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เด็กหญิงก็เรียนรู้ที่จะมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ยาก
แม้จะไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใครรักใคร่เอ็นดูแต่ก็สามารถกินอาหารจากทุกบ้าน และสามารถยืนเลือกได้ว่าจะไปเก็บเศษอาหารจากครัวร้านอาหารหลี่จี้หรือจะไปแย่งกระดูกกับสุนัขที่ร้านขายเนื้อตุ๋นโจวจี้
หลังจากเลือกอยู่นาน เด็กน้อยก็เลือกไปหอนางโลมชื่อดังที่ชื่อว่า ‘อี๋หงย่วน’ เป็นจุดหมาย
นางเป็นเด็กฉลาดจึงรู้ว่าแขกที่มาหออี๋หงย่วนไม่ได้มาเพื่อกินอาหารเท่านั้น พวกเขามักจะสั่งอาหารทั้งเนื้อสัตว์และปลาเต็มโต๊ะ แต่ก็แทบจะไม่ได้แตะต้องเลย
เมื่อแขกจากไป คนงานในร้านก็จะแบ่งอาหารกันกินและส่วนที่เหลือ เช่น หัวไก่ คอไก่ และขาไก่ที่เคี้ยวยากจะถูกทิ้งลงในถังขยะใหญ่ในด้านหลังครัว
สำหรับนางแล้วนี่ถือเป็นอาหารชั้นเลิศหาได้ยากยิ่ง นางจะค่อย ๆ กินจนอิ่มท้องและค่อยหยิบที่เหลือใส่ถุงเก็บไปกินบ้าน
“เฮ้อ” เมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนวิเศษของการเคี้ยวกินขาไก่ เจียงเซิงก็ได้แต่กลืนน้ำลายพลางถูฝ่ามือไปด้วย
เพียงแค่ข้ามกำแพงนี้ ก็จะถึงครัวหลังร้านอี๋หงย่วนแล้ว
นางเสียใจที่ส่วนสูงของนางไม่มากพอจึงต้องคลานผ่านโพรงสุนัขไปเท่านั้น
เจียงเซิงก้มหน้ามองหารูเล็ก ๆ ที่นางเคยผ่านเข้าออกครั้งก่อน แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ ถ้าเป็นเช่นนี้คงถูกใครสักคนอุดรูไว้สินะ
นางเริ่มรู้สึกเป็นกังวล ทันใดนั้นประตูหลังครัวของหอนางโลมอี๋หงย่วนก็ถูกเปิดออกและมีหญิงคนหนึ่งเดินย่ำออกมา
เจียงเซิงตัวน้อยหดตัวลงอยู่ในพุ่มหญ้าวิงวอนขออย่าให้ถูกเห็นเป็นอันขาดเพราะนางไม่อยากโดนทุบตี
โชคดีที่ผู้นั้นไม่ได้มองมายังทางนี้ แต่พูดอย่างโหดร้ายว่า “ข้าเลี้ยงไม่ไหวแล้ว อี๋หงย่วนแห่งนี้ก็เลี้ยงเจ้าไม่ไหวเช่นกัน ไปให้พ้นหน้าซะแล้วอย่าบอกใครว่ารู้จักข้า…และอย่ากลับมาที่นี่อีก”
มีบางอย่างตกลงบนพื้น
ประตูหลังจึงปิดลงอีกครั้งและถูกดึงกลอนประตูไว้อย่างแน่นหนา
เจียงเซิงถอนหายใจออกมาแล้วค่อย ๆ ชะโงกหน้าขึ้นก็พบเด็กชายวัยแปดเก้าขวบสวมเสื้อคลุมผ้าป่านยาวนั่งลงด้วยความสับสน
โอ้…เด็กน้อยถูกทิ้งจากบ้านนี่เอง
เจียงเซิงเอียงคอมอง รู้สึกได้ว่าเขาคงเศร้าใจมาก
เพราะคนที่ไม่มีบิดามารดาย่อมไม่รู้ว่าการมีนั้นดีเพียงใดจึงไม่คิดถึง
แต่คนที่เคยได้รับความรักจากมารดาทว่ากลับถูกมารดาทิ้งไป จิตใจคงเปล่าเปลี่ยวเศร้าหมอง
เหมือนกับ…เพิ่งจะได้ก้อนเนื้อใหญ่แต่กลับถูกสุนัขจรจัดวิ่งมาคาบหนีไป
เจียงเซิงถอนหายใจ
เด็กชายหันสายตามามองนางอย่างเศร้าหมองไม่พูดจา
เจียงเซิงสงสารเขาแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
แล้วนางก็พบโพรงสุนัขแล้วอยู่หลังหญ้ารกทึบนั่นเอง
หญิงน้อยวัยเจ็ดขวบใช้มือและเท้าคลานไปยังครัวด้านหลังแหวกหาอาหารในถังสูงขนาดใหญ่
หัวไก่ คอไก่ ขาไก่ หางปลา ทุกสิ่งที่กินได้ถูกหยิบออกมาแล้วห่อรวมไว้ในผ้าผืนเล็ก
วันนี้เจียงเซิงยังไม่ทันได้ลิ้มรส เพราะมีชายชราคนหนึ่งได้ยินเสียงผิดปกติจึงเดินวนเวียนเข้ามาพร้อมเสียงร้องเรียก “ขโมยตัวน้อย เจ้ามาจากไหนกัน”
นางตกใจจนกอดผ้าผืนเล็กไว้แน่นก่อนจะหันหลังวิ่งหนีออกไป
หลังจากผ่านโพรงสุนัขแล้วเข้าไปในตรอก เด็กชายตัวน้อยยังคงนั่งรออยู่ที่เดิม
ชายชราเปิดประตูหลังแล้วปรึกษากันว่าจะลงโทษขโมยผู้ร้ายอย่างไรดี
เจียงเซิงคิดว่าถ้าเด็กชายนั่งอยู่ตรงนี้อาจถูกตีจนตายได้
ตีให้ตาย…
นางไม่อาจนิ่งดูดายได้จึงวิ่งไปคว้ามือเขาแล้วพาวิ่งหนีไป
คนพวกนั้นยังคงตะโกนไล่ตามหลัง เจียงเซิงอาศัยความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมวิ่งผ่านตรอกสามแห่งแล้วข้ามถนนสี่สายจึงสามารถหลบหนีพวกเขาได้สำเร็จ
หลบซ่อนในมุมสงบ เจียงเซิงปล่อยมือเด็กชายแล้วล้มนั่งลงกับพื้นหอบหายใจแรง
เด็กชายก็หอบหายใจถี่เช่นกัน แต่เขาประหลาดใจมากกว่าจ้องมองเด็กหญิงด้วยแววตาเปี่ยมด้วยคำถาม
“เจ้าคือใคร?” เขาถาม
เจียงเซิงไม่ได้สนใจเขา นางหิวโหยมากหลังจากวิ่งหนีมานาน ตอนนี้ขอเพียงแค่ได้เติมกำลังเท่านั้น
เราควรจะกินสิ่งใดดีหนอ กินหางปลาก่อนแล้วกันเพราะมันมีก้างมากและเก็บได้ไม่นาน
นางเลือกหางปลาออกจากผ้าผืนเล็กลอกหนังปลาด้วยความระมัดระวัง จากนั้นรับก็กินเนื้อปลาแม้แต่หางปลาก็ดูดกินจนหมดเกลี้ยง
หนุ่มน้อยข้าง ๆ จ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“ท่านหิวด้วยหรือ” เจียงเซิงส่งต้นขาไก่ให้อย่างเสียดาย “กินเถิดอย่าให้เสียเปล่า”
นางไม่ใช่คนใจกว้างขวางนักแต่ก็รู้ดีว่าความหิวโหยเป็นเช่นไร เมื่อหิวจะปวดศีรษะและเป็นลม
หลังถูกทุบตีอย่างรุนแรงจนเกือบสิ้นใจ จนต้องพักฟื้นเป็นเวลาถึงสามวัน เจียงเซิงก็ได้ปรารถนาถึงสิ่งหนึ่ง
นางหวังว่าจะไม่มีผู้ใดต้องทนหิวโหยอีก
แม้ขาไก่ชิ้นนั้นนางจะชอบกินมาก
เจียงเซิงทิ้งหางปลาที่กินจนไม่มีเนื้อเหลือแล้วลุกขึ้นยืน
“เจ้าจะไปที่ใดหรือ?” หนุ่มน้อยแทะขาไก่ถามด้วยเสียงแหบพร่า
เจียงเซิงประหลาดใจ “ข้าจะกลับบ้าน”
“บ้าน?” หนุ่มน้อยอ้าปากค้างแล้วน้ำตาก็ไหลรินลงมา “ข้าไร้บ้านแล้ว”
เด็กชายวัยเจ็ดถึงแปดขวบกอดขาไก่ร่ำไห้สะอึกสะอื้น
แม้แต่เจียงเซิงเองก็ไม่เคยร้องไห้รุนแรงปานนี้
นางกอดเศษอาหารที่เก็บมาได้รู้สึกความสงสารเด็กชายเช่นกัน “อย่าร้องไห้อีกเลย ข้าจะแบ่งที่อยู่ให้ท่านครึ่งหนึ่ง”
ด้วยเช่นนี้พวกเขาจึงจะมีบ้านทั้งคู่
เด็กชายตัวน้อยค่อย ๆ หยุดร้องไห้ “จริงหรือ”
“แน่นอน แต่บ้านของข้านั้นค่อนข้างทรุดโทรม หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ” เจียงเซิงเดินทางมาไกลและพาเด็กชายกลับบ้าน
ที่เรียกว่าบ้านนั้นคือ วัดร้างทรุดโทรม
สภาพผ่านกาลเวลายาวนาน ไม่มีการซ่อมแซม ด้านตะวันออกมีลมลอดผ่านเข้ามา ด้านตะวันตกก็ไม่สามารถกันฝนได้ เตียงนอนก็คือพื้น
แต่สำหรับเจียงเซิง ที่นี่คือบ้านของนาง
“ตอนนี้ ที่นี่ก็เป็นบ้านของเจ้าเช่นกัน” เจียงเซิงแนะนำอย่างภาคภูมิ “ข้าชื่อเจียงเซิง ส่วนท่านชื่ออะไร”
เด็กชายตัวน้อยมองนางด้วยสายตาเซื่องซึม “ข้าชื่อเจิ้งหรูเชียน”
ดังนั้นที่นี่จึงเป็นบ้านของเจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนนับจากนี้เป็นต้นไป
เมื่อค่ำมาถึงเจียงเซิงก็แบ่งปีกไก่ให้เจิ้งหรูเชียนครึ่งหนึ่ง
เจิ้งหรูเชียนหยิบก้อนทองเม็ดเล็กจากอกเสื้อสองก้อน “ข้ามีเท่านี้”
เจียงเซิงกำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดที่ต้อง ‘แบ่งอาหารออกไปครึ่งหนึ่ง’ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสีทองวาววับ นางเกือบกระโดดขึ้นจากพื้น
แม้ว่านางจะไม่เคยมีทองมาก่อน แต่นางก็เคยเห็นลูกค้าของหอนางโลมอี๋หงย่วนคว้าทองแท่งออกมาสีเหมือนกันแบบนี้เลย
เด็กหญิงเลียนแบบท่าทางคนจากในหอนางโลมอี๋หงย่วนลองกัดดูสักครั้ง
เอ๋? เป็นของจริงนี่
เจียงเซิงแลกขาไก่และคอไก่กับทองคำสองเม็ด เป็นครั้งแรกที่นางคิดว่าการแบ่งปันบ้านไม่ได้เสียหายเลย
"ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่มีวิธีปกป้องทองคำเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องซ่อนมันไว้" เจียงเซิงเดินวนรอบวัดร้างทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย
ไม่มีที่ไหนที่รู้สึกปลอดภัยพอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน นางก็วางไว้ใต้เท้าพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
หวังว่าท่านจะโปรดปกปักรักษาให้ทองคำไม่หายไป
เจียงเซิงกราบไหว้ด้วยความตั้งใจและขอพรให้ตนเองมีอาหารกินจนอิ่มตลอดไป

บทที่ 2 พบพี่ชายคนที่สอง

บทที่ 2 พบพี่ชายคนที่สอง
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระพุทธองค์ไม่ได้รู้จักพวกเขา
หลังจากรับประทานอาหารเพียงสองมื้อเศษข้าวในถาดเล็กก็หมดแล้ว
เจียงเซิงมองเด็กชายตัวน้อยด้วยสีหน้าวิตก คิดหาหนทางว่าจะไปหาอาหารกินที่ไหนดี
เจิ้งหรูเชียนกลับเข้าใจผิด เพราะหลังจากถูกทอดทิ้งในครั้งก่อน เขาจึงกระชับขาสองข้างแน่นสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “ข้ากินให้น้อยลงได้นะ”
เพียงแค่อย่าทอดทิ้งเขาอีกเท่านั้น
“ใช่แล้ว” เจียงเซิงตบมือ “พวกเราไปตลาดเก็บผักกินกัน”
ทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านมีตลาดขายผัก ผู้ที่มาซื้อผักล้วนแต่เป็นคนร่ำรวย พวกเขามักจะเด็ดผักชั้นนอกทิ้งให้เหลือเพียงแต่ดอกผักที่อ่อนนุ่มที่สุด
คนจนที่ไม่มีเงินซื้อผักจึงมาเก็บผักชั้นนอกที่ถูกทิ้งเหล่านั้น แม้จะเหี่ยวย่นไปบ้างแต่ก็ยังกินได้
เจียงเซิงก็เคยไปเก็บมาเช่นกัน แต่ฝีมือการทำครัวของนางไม่ดีนักจึงทำได้เพียงแค่ต้มน้ำเปล่า ๆ พอให้กินได้อิ่มท้องเท่านั้น
“จริงอยู่ว่าผักต้มน้ำก็ไม่ได้รสชาติแย่นัก แต่ถ้าได้โรยด้วยเกลือสักนิดก็จะมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น” เจียงเซิงกระซิบบอกเจิ้งหรูเชียน “ท่านต้องคอยจับจ้องให้ดี ต้องแย่งชิงเอาไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผักสักใบเลย”
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
เหตุใดแม้แต่เศษใบผักเน่า ๆ ก็ต้องแย่งชิงกันด้วย
ต่อมาเขาจึงได้รู้ว่าในโลกของคนจน แม้แต่ใบผักเน่า ๆ ก็ยังถือว่ามีค่ายิ่งนัก
หลังจากเผชิญพายุฝน เด็กน้อยทั้งสองก็หนีออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนโคลนดิน พวกเขากอดกองใบผักไว้
ผมเปียของเจียงเซิงเปียกชื้น ส่วนเสื้อผ้าของเจิ้งหรูเชียนก็ยับย่น
แต่โชคดีที่พวกเขาได้รับผักมากมายถึงสองกำใหญ่
“คืนนี้เราจะกินผักที่เหี่ยวแล้ว ส่วนที่เหลือเก็บไว้กินได้อีกสองมื้อ…” เจียงเซิงดีใจมาก
แต่นางดีใจไม่ได้นานนักเพราะมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ แล้วแย่งผักในอ้อมอกของนางไปครึ่งหนึ่ง
จากนั้นก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าผ่า
เจิ้งหรูเชียนแทบจะร้องไห้นี่คือผักที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายเพื่อแย่งชิงมา
แต่เจียงเซิงกลับดูคุ้นชินกับเรื่องนี้ดี นางลูบผมเปียของตนเองแล้วถอนหายใจพลางพูดว่า “ป้าจางเป็นคนเปียผมให้ข้า”
“เจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนมีสีหน้าบึ้งตึง “นั่นผักของพวกเรา”
“ปล่อยไปเถิด” เจียนเซิงเก็บผักที่เหลือขึ้นมา “พวกเขาเป็นกลุ่มขอทานเร่ร่อนในละแวกนี้ พวกเราต่อสู้ไม่ได้จำต้องหลบเลี่ยงไปก่อน”
หากหลบไม่พ้นก็ต้องยอมแพ้ไป
ในโลกของคนจนการที่ผู้แข็งแกร่งแย่งชิงอาหารจากผู้อ่อนแอเป็นเรื่องธรรมดา
เจิ้งหรูเชียนมีน้ำตาคลอเบ้าตา ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปก็ยังพูดไม่ออก
เด็กสองคนเดินโซเซไปยังวัดร้างข้างหน้า
ระหว่างทางได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “นายอำเภอถูกจับเข้าคุก ข้าราชการคนใดคิดฆ่าคนจะต้องได้รับผลกรรมตามสนอง” เสียงปรบมือและเสียงร้องเฮของประชาชนดังลั่น
เจียงเซิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงดีใจ แม้นางจะไม่รู้จักนายอำเภอ แต่ป้าจางเคยบอกว่านายอำเภอของอำเภอเซี่ยหยางเป็นคนดี แล้วเหตุใดเมื่อมีคนดีตายจึงมีคนดีใจมากถึงเพียงนี้
เจิ้งหรูเชียนเองก็ยิ่งไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วมองผักเน่าตรงหน้า ผักที่เละเทะขนาดนี้แล้วสามารถกินได้จริงหรือ?
เจียงเซิงกำลังเดินกลับไปยังวัดร้าง
นางดีใจยินดีเป็นล้นพ้น เมื่อนึกถึงใบผักสดที่กำลังจะได้กิน
แต่พอหันกลับไปก็ได้ยินเสียงครางเบา ๆ
เจียงเซิงจึงพยายามแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เจิ้งหรูเชียนกลับคว้าตัวนางไว้ “เจียงเซิง…มีคนอยู่”
เด็กหญิงไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไปจึงขมวดคิ้วพลางพูดว่า “มีแค่ท่านคนเดียวข้าก็กินไม่อิ่มแล้ว ถ้ามีคนอื่นมาอีกข้าคงต้องอดตายแน่”
“ไม่หรอกเจียงเซิง” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยปลอบนาง “ไม่รู้สิ บางทีเขาอาจมีครอบครัวแล้วนำอาหารมาขอบคุณเรา”
เจียงเซิงไม่เชื่อสภาพแวดล้อมรกร้างเช่นนี้จะมีผู้ใดยอมให้ครอบครัวของตนนอนอยู่ที่แห่งนี่
เว้นแต่…เขาไม่มีครอบครัว
ใจของเจ้าเจียงเซิงอ่อนลงทันใด นางจึงวางใบผักกาดลงแล้วเงี้ยหูฟังอย่างเงียบ ๆ
เมื่อแวดพงหญ้าแห้งออกก็เห็นเด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีเทาสนิทนอนอยู่บนพื้นดวงตาปิดสนิทมีเสียงครวญครางเบา ๆ ออกมาจากริมฝีปาก
ร่างกายของเขามีรอยเลือด ขาทั้งสองข้างงอในท่าทางพิลึกเหมือนกับลูกแมวตัวน้อยของลุงโจวที่กินหนูพิษเข้าไป
เหมือนลูกแมวกับแมวบ้านลุงที่กินหนูมีพิษนิดหน่อย
หัวใจของเจียงเซิงรู้สึกเจ็บปวด ครอบครัวลุงโจวไม่ชอบนางมีเพียงแมวตัวนั้นที่ยินดีอยู่ข้างกายเป็นสหายค่อยพูดคุยกับนาง แต่ต่อมาเมื่อแมวตัวน้อยจากไปด้วยความอ่อนแอก็ไม่มีผู้ใดยินดีคบค้าสมาคมกับนางอีกเลย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เจียงเซิงก็รวบรวมความกล้าหยิบถุงน้ำขึ้นมาแล้วโน้มตัวลงเข้าไปใกล้ ๆ อย่างระมัดระวังเอาน้ำให้เขา
เจิ้งหรูเชียนกลัวว่าเขาจะสำลักจึงออกแรงอุ้มศีรษะของเขาขึ้น
หนุ่มน้อยผู้นั้นก็หายใจไม่ออกแล้วร้องออกมาคำเดียวว่า “เจ็บ”
เจียงเซิงไม่รู้จะทำอย่างไร
หากมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย พวกเขาคงจะสอนว่าต้องวางคนป่วยในที่ท่าราบแล้วหาแคร่ไม้แบกไปส่งไปยังโรงหมอและต้องหยุดเลือดให้เขาด้วย
แต่เด็กสองคนไม่มีใครรู้จึงได้แต่กลั้นน้ำตาไว้ให้น้ำเขาอย่างเบามือ
หนึ่งจิบ สองจิบ เหมือนกับการให้อาหารลูกแมวที่ใกล้จะตาย
ครู่ใหญ่หนุ่มน้อยผู้นั้นจึงฟื้นขึ้นมา
เขามองรอบข้างอย่างงุนงง ด้วยความเจ็บปวดจากขาสองข้างและสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยรวมถึงเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น หนุ่มน้อยร้องไห้ออกมาน้ำตาไหลริน
เจียงเซิงคิดว่าตนเองทำให้เขาเจ็บจึงรีบบอกให้เจิ้งหรูเชียนปล่อยมือออก
ตุบ!

หนุ่มน้อยผู้นั้นล้มกลิ้งลงพื้นอีกครั้ง เขาลืมตาค้างในชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือโกรธดี
“พี่ชาย ท่านเจ็บมากหรือไม่” เจียงเซิงถามเสียงเบา
นางนึกถึงพี่ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านที่โดนกับดักหนีบเท้า เมื่อท่านหมอจะถอนกับดักออกให้เขาก็ร้องไห้คร่ำครวญเพื่อให้ตนเองสบายใจขึ้น ท่านหมอจึงต้องชกให้พี่ชายคนนั้นหมดสติไป
ถ้าพี่ชายคนนี้เจ็บมากนางคงต้องเสียสละมือของตัวเองชกเขาแล้วกระมัง
“เจ้า…” หนุ่มน้อยมองดูหมัดที่เจียงเซิงชูขึ้นกลืนน้ำลายลงคอ “ขาของข้าหักอยู่”
เจียงเซิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ นั่นคงหมายความว่าเขาต้องการหมัดของนาง
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนดึงนางไว้ก่อนแล้วพูดแนะนำ “ข้าเคยเห็นท่านป้าที่หอนางโลมอี๋ห่งย่วนขาหักจนต้องไปส่งที่โรงหมอ”
หนุ่มน้อยผู้นั้นกลั้นหายใจแล้วส่งสายตาซาบซึ้งใจไปทางเจิ้งหรูเชียน
แต่คนขาหักจะไปโรงหมอได้อย่างไรกัน?
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนปรึกษากันครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจขโมยรถเข็นของลุงจ้าวมาใช้ก่อน
ลุงจ้าวมีนิสัยค่อนข้างดุร้ายแต่ที่บ้านของเขามีรถเข็นผูกไว้ที่เสาไม้หน้าหมู่บ้าน
เจิ้งหรูเชียนเป็นคนเฝ้ายามขณะที่เจียงเซิงไปดึงรถเข็นมา
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ บ่าของนางสูงกว่ารถเข็นไม่มากนัก แต่นางสะพายเชือกไว้บนหลังแล้วดึงไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก
ด้วยพละกำลังของทั้งสองคนหนุ่มน้อยผู้นั้นจึงถูกหามขึ้นรถเข็น
เด็กชายและหญิงวัยอายุราวเจ็ดแปดขวบ คนหนึ่งดึงไปข้างหน้าอีกคนผลักจากด้านหลังใช้แรงสุดกำลังจนเข็นรถมาหยุดตรงหน้าโรงหมอเพียงแห่งเดียวในเมือง
“ท่านหมอ ท่านหมอ” เจียงเซิงเคาะประตูด้วยมือที่มีแต่รอยช้ำ “พี่ชายของข้าขาหัก โปรดช่วยรักษาด้วยเถิด”
ประตูเปิดออก ชายวัยกลางคนมีผมหงอกหน้าตายิ้มแย้มเดินออกมา
เจียงเซิงรู้สึกละอายใจจึงพึมพำว่า “แต่ว่า…พวกข้าไม่มีเงิน”
นางตั้งใจจะหลอกหมอให้รักษาก่อนแล้วจึงจะใช้กลวิธีไม่จ่ายค่ารักษา แต่สายตาอ่อนโยนของหมอวัยกลางคนทำให้นางไม่กล้าทำเช่นนั้น
“ขาหักรึ?” หมอวัยกลางคนมองไปที่เด็กน้อยบนรถเข็นก่อนจะขมวดคิ้วทันที “อย่าขยับ ให้ข้าดูแลเจ้า”
เขาอุ้มเด็กน้อยขึ้นจากรถเข็นมาวางบนเตียง แล้วตรวจสอบบาดแผลอย่างละเอียดก่อนจะนำยาสมุนไพรมารักษา
“ขาหักและบาดแผลค่อนข้างรุนแรง” ท่านหมอถอนหายใจ “ต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยสามเดือนเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกครึ่งเดือน ในระหว่างนี้ห้ามขยับร่างกายมากและก็ต้องระวังแผลกดทับด้วย”
เขาอุ้มเด็กน้อยกลับขึ้นรถเข็นและนำยาต้มสมุนไพรครึ่งเดือนมาวางไว้ที่ท้ายรถ
“ท่านหมอ” เจียงเซิงกัดริมฝีปาก “พวกข้าไม่มีเงินจริง ๆ”

บทที่ 3 เจียงเซิงน้อยหาเงิน

บทที่ 3 เจียงเซิงน้อยหาเงิน

“เด็กดี ข้าไม่ได้ต้องการเงิน” หมอชาวบ้านคุกเข่าลงตรงหน้า พลางยกมือลูบผมปอยของนาง “กลับบ้านเถอะ ดูแลพี่ชายเจ้าให้ดี”
โลกใบแสนสับสนวุ่นวาย คนยากไร้จึงมีอยู่มากมาย
ไม่มีครอบครัวใดใช้ชีวิตสะดวกสบาย หมอชาวบ้านเช่นเขาก็สวมใส่เสื้อผ้าที่ต้องปะชุน ทว่าเขายังคงรักษาและมอบยาให้โดยไม่คิดเงิน
เจียงเซิงลากรถเข็น น้ำตาเอ่อคลอ
นานมาแล้ว มีคนเคยถามเจียงเฉิงว่าทำไมนางถึงยังต่อสู้ดิ้นรนมาได้หลายปีขนาดนี้ กลับยังคงรักษาความจริงใจไว้ได้ และนางเพียงเอียงคอยิ้มตอบไป
บางทีอาจเป็นเพราะว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางพบเจอคนเลวร้ายมามาก แต่ก็พบผู้คนที่ใจดีมีเมตตาอีกมากด้วยเช่นกัน
ขณะอยู่บนถนนเจียงเซิงถาม “พี่ชาย บ้านท่านอยู่ที่ไหน ข้าไปจะส่งท่านกลับ”
นางคิดว่าวัดร้างคงไม่สามารถเลี้ยงปากท้องเพิ่มอีกคนได้แล้ว
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือหนุ่มน้อยซึ่งนิ่งเงียบไปนานกลับกล่าวว่า “ข้าไม่มีบ้านแล้ว”
เจียงเซิงคร่ำครวญในใจ
แต่ไม่ใช่เพราะนางเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายหรือสงสาร แต่เป็นความกังวลเรื่องอาหารในอนาคตต่างหาก
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่รู้สึกยินดี “ข้าก็ไม่มีบ้านแล้วเช่นกัน ข้าชื่อเจิ้งหรูเชียน ส่วนนางชื่อเจียงเซิง เจ้าเล่า”
หนุ่มน้อยเม้มริมฝีปาก “สวี่โม่”
ในที่สุดเจียงเซิงก็พาสวี่โม่กลับมาถึงวัดร้าง
นางหาที่นอนนุ่มๆ รองด้วยฟางสะอาดที่สุด ก่อนช่วยกันกับเจิ้งหรูเชียนค่อยๆ ยกตัวสวี่โม่ลงจากรถเข็นอย่างระมัดระวัง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่เจียงเซิงต้องนำรถเข็นไปคืน
“ข้าจะไปด้วย” เจิ้งหรูเชียนยังคงติดพันนางเช่นเคย
ทว่าครั้งนี้เจียงเซิงปฏิเสธ
“เจ้าอยู่ดูแลพี่ชายสวี่โม่เถอะ” คำพูดนางราวกับเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นก็ลากรถเข็นเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ครู่ใหญ่นางจึงกลับมาพร้อมใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบดิน
ลุงจ้าวมีนิสัยดุร้าย การขโมยสิ่งของของคนอื่นย่อมต้องชดใช้ นางถูกเตะและถูกเหวี่ยงลงพื้นจนกลิ้งไปมาไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
เจียงเซิงเช็ดหน้า หันมาสนใจว่าเย็นนี้พวกเขาจะกินอะไรอย่างกะตือรือร้น
แน่นอนว่าต้องเป็นผักสดต้มใส่น้ำเปล่า
ไม่นานน้ำสีเหลืองที่เต็มไปด้วยใบผักก็ถูกยื่นให้ สวี่โม่มึนงงครู่หนึ่ง
“พวกเจ้าทำกินกันแค่นี้หรือ” เขาถามอย่างไม่เชื่อ
ส่วนเจียงเซิงกินอย่างมีความสุข “ถูกต้อง แค่ผักสดนี่แหละ”
แม้เจิ้งหรูเชียนจะมีสีหน้าเศร้า แต่ยังกลืนมันลงไปเพราะดีกว่าการที่เขาต้องทนหิว
สวี่โม่ลองชิม
เขาสัมผัสไม่ได้ถึงรสชาติเค็มแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงน้ำแกงผักแสนจืดชืดที่ขนาดจะให้สัตว์เลี้ยงกินยังยากเกินไป แต่เด็กสาวคนนี้กลับกินมันอย่างมีความสุข
สวี่โม่รู้สึกเจ็บปวดใจและเศร้าหมอง
เขามองรอยช้ำเขียวคล้ำบนแขนของเจียงเซิง แววตาพลันเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น “ต่อไปนี้พี่ชายจะต้องให้พวกเจ้าได้กินเนื้อ”
เขาคิดว่าหากพูดแบบนี้ออกไป คงทำให้คนเกิดความซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
แต่ไม่คิดว่าเจียงเซิงกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“หรือเจ้าไม่อยากกินเนื้อ” สวี่โม่สงสัย
เจียงเซิงกลืนผักในปาก ก่อนดื่มน้ำแกงอีกคำ “ตอนนี้แค่มีชีวิตอยู่ก็ลำบากแล้ว ยังมีอนาคตอะไรอีก”
ใช่แล้ว พวกเขาสามคน กระทั่งจะหาข้าวกินยังยากเย็น
เมื่อก่อนมีแค่นางตัวคนเดียวจึงยังสามารถคุ้ยเก็บกินได้ ลักขโมยได้ หรือนอนอยู่เฉย ๆ เพื่อหลบหนีจากความหิวโหย
แต่เจิ้งหรูเชียนกลับไม่อาจทนหิวได้ หากหิวเมื่อไหร่เป็นต้องเรียกร้องดื้อดึง ส่วนสวี่โม่ก็ขาหักอยู่ย่อมไม่มีแรงเดินเหิน
เรื่องนี้ทำให้เจียงเซิงหนักใจยิ่งนัก
หลังครุ่นคิดไปคิดมา เจียงเซิงน้อยจึงตัดสินใจ คงต้องไปขอทานเสียแล้ว
“อะไรนะ ขอทานหรือ” เจิ้งหรูเชียนตกตะลึง แม้ในหออี๋หงย่วนเขาจะไม่ได้กินอยู่หรูหรา แต่ก็ไม่ต้องกังวลปากท้อง

ย่อมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งต้องคุกเข่าขออาหารจากคนอื่น
“ไม่ได้” สวี่โม่ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี หากบิดามารดาบนสวรรค์รู้ว่าบุตรชายคนเดียวที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตช่วยไว้ต้องไปเป็นขอทาน พวกเขาคงโมโหจนลุกขึ้นมาจากหลุมอีกรอบแน่
“หากไม่ไปขอทานก็ต้องอดตายนะ” เจียงเซิงเท้าเอวราวกับเป็นผู้ใหญ่ “หรือพวกท่านตั้งใจจะอดตายเล่า”
สวี่โม่เงียบไป
เจิ้งหรูเชียนมองใต้ฐานพระพุทธองค์ แล้วกระซิบบอกเจียงเซิง “พวกเราอาจใช้สิ่งนั้นก็ได้…”
เขาจำได้ว่ายังมีก้อนทองอีกสองเม็ดซ่อนอยู่
เจียงเซิงเบิกตากว้าง “ตอนหมอจ่ายยาช่วยรักษาคน แต่ท่านจะไม่จ่ายเงินให้เลยหรือ”
ก้อนทองสองเม็ดนั้นนางตั้งใจเก็บไว้เพื่อการรักษาครั้งต่อไป
เจิ้งหรูเชียนถูกต่อว่าจนคอตก
สวี่โม่ยิ้มชื่นชม เขาไม่คิดว่าเด็กเร่ร่อนคนนี้จะรู้จักบุญคุณ
ความจริงเจียงเซิงไม่รู้เรื่องบุญคุณทั้งนั้น นางเพียงรู้สึกว่าไม่ควรเอาเปรียบจากความเมตตาของท่านหมอจนไม่รู้ยางอาย
นอกจากนี้ ยังเอารถเข็นส่งคืนลุงจ้าวไปแล้ว หากจะพาสวี่โม่ไปหาท่านหมอคงต้องเสียเงินจ่ายเพื่อเช่ารถเข็น
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น” เจียงเซิงน้อยเริ่มร้องฟูมฟาย “พี่หรูเชียน ข้าไม่โทษท่านเพราะยังเด็ก แต่พวกเราต้องมีชีวิตรอด ต่อไปจึงยังต้องใช้เงินอีกมาก”
“ข้ารู้ว่าผิดไปแล้ว ผิดไปแล้วจริง ๆ” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยยอมแพ้
เจียงเซิงจึงพอใจ เงียบเสียงลงในที่สุด
สวี่โม่ไม่อาจกลั้นยิ้ม นับตั้งแต่โชคชะตาของเขาเปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความสุขขึ้นบ้างเล็กน้อย
“ข้าสามารถเขียนหนังสือเพื่อหาเงินได้” เขากล่าว “แม้ว่าการคัดลอกหนังสือหนึ่งเล่มจะได้เงินไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปขอทาน”
ดวงตาเจียงเซิงเปล่งประกาย นางเคยต้องแอบฟังเสียงการสอนจากเหล่าอาจารย์เท่านั้น ไม่คิดว่านางได้พบปะกับผู้ที่มีความรู้ใกล้ชิดเช่นนี้
“พี่สวี่โม่ ท่านอ่านหนังสือได้หรือ” เด็กสาวคุกเข่าลงข้างเขา “ถ้าเช่นนั้น พี่ช่วยสอนข้าอ่านเขียนได้ไหม”
สวี่โม่พยักหน้าตอบรับความคาดหวังในประกายตาของนาง
เขาเอ่ยขึ้นอีกประโยค “แค่ไม่ต้องขอทานคนอื่นก็พอแล้ว”
ในฐานะจิตวิญญาณแห่งนักปราชญ์ ย่อมไม่อาจฝืนกินอาหารที่มาจากการขอทานได้
เจียงเซิงเข้าใจเรื่องนี้ดี
แต่ถ้าไม่ไปขอทาน แล้วกินอะไรเล่า
ถึงแม้จะสามารถคัดลอกหนังสือได้ แต่ยังต้องวางเงินสองเหวินไว้ก่อน เพราะเจ้าของร้านหนังสือยังคงกลัวว่าคนอาจจะลักลอบนำหนังสือออกไป
เจียงเซิงน้อยถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายจึงตัดสินใจไปเก็บเห็ดในป่า
ตามคำกล่าวที่ว่าอยู่ภูเขากินจากภูเขา อยู่ใกล้น้ำก็กินจากน้ำ
หมู่บ้านสิบลี้ตั้งอยู่ติดกับภูเขาสิบลี้ ชาวบ้านมักเก็บเห็ดและขุดหน่อไม้ในป่า ยังมีนายพรานผู้ชำนาญออกล่าสัตว์ ขายเนื้อและหนังได้ในราคาแพง

เจียงเซิงไม่กล้าคิดถึงการจับสัตว์ที่ยังมีชีวิต แต่การจับสัตว์ที่ตายแล้วนั้นนางยังทำได้
เช้าวันหนึ่ง นางหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าที่เก็บมาได้ ทั้งยังมีเสื้อผ้าตัวเก่าจนไม่อาจบอกสี ก่อนดึงตัวเจิ้งหรูเชียนขึ้นภูเขา
“เจียงเซิง ไม่ใช่เจ้าบอกว่าที่นี่มีเห็ดหรือ ทำไมถึงไม่มีอะไรเลยเล่า” เจิ้งหรูเชียนสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย
เจียงเซิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “เห็ดแถวนี้ถูกเก็บไปหมดแล้ว พวกเราต้องเข้าไปเก็บลึกกว่านี้”
ในป่าลึกของภูเขาใหญ่มีทั้งความเงียบสงบและลึกลับ
ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแผ่กิ่งบดบังแสงอาทิตย์จนสายตามืดมัว
เจิ้งหรูเชียนมาที่นี่เป็นครั้งแรกจึงหวาดกลัวจนตัวสั่น ยิ่งเห็นงูตัวยาวขนาดเท่าแขนก็แทบปัสสาวะรดกางเกง
เจียงเซิงกลัวเช่นกัน แต่เพื่อปากท้องคนทั้งสามและสองเหวินเพื่อวางเงินคัดลอกหนังสือ นางจำเป็นต้องเข้ามาในป่าแห่งนี้และเก็บเห็ดออกไปให้ได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...