(มี E-book) หยางเด็กเลี้ยงของปลาทู…I Accidentally Hook Up With A Billionaire (Mpreg)
ข้อมูลเบื้องต้น
E-book (อีบุ๊ค) พี่หยาง x ปลาทู มาแล้วฮับคูมรี้ดด ฝากทุกคนสนับสนุนปลาทูน้อยกับพี่หยางด้วยนะคะ
สั่งซื้อ Ebook ฝากคลิกลิงค์ด้านล่างค่ะ ??‘???‘? มิลินจะได้ค่าขนมเพิ่ม ขอบคุณมาก ๆ นะคะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjQzOTkzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5NjkyOCI7fQ
ราคาช่วงโพรโมชั่น 240 บาท ถึงวันที่ 15/5/67
แนะนำซื้อผ่านเว็บไซต์จะถูกกว่าซื้อผ่านแอพนะคะ
จำนวนคำโดยประมาณ 178,079 คำค่ะ ยาวมากค่ะ
(ตอนแรกมิลินว่าจะแบ่งเป็น 2 เล่ม แต่ตัดสินใจทำเล่มเดียว ยาว 916 หน้าค่ะ)
ในเล่ม E-book ตั้งแต่บทนำ~ถึงบทส่งท้ายมี 40 ตอน ตอนพิเศษ 5 ตอน
รวมทั้งหมด 45 ตอน จุก ๆ อ่านจุใจไปเลยค่ะ (ลูกดกมาก ???? พี่หยางกินจุ)
………………
มิลินจะเริ่มติดเหรียญอ่านล่วงหน้า ปลดให้อ่านฟรีทุก 2 วัน (ฝากกดเข้าชั้นด้วยนะคะ)
ปลดให้อ่านฟรีจนจบค่ะ หลังจากปลดครบทุกตอนแล้ว ให้อ่านฟรี 3 วัน แล้วจะติดเหรียญถาวรค่ะ
มิลินกราบขอบพระคุณคุณนักอ่านที่น่ารักทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนค่ะ
นิยายเรื่องนี้ไม่มีนอกกาย ไม่มีนอกใจ จบดีแฮปปี้ค่ะ
สำหรับคุณนักอ่านที่ซื้อเล่ม E-book จะได้ตอนพิเศษ 5 ตอนค่ะ
และจะได้ภาพประกอบ Nc ละเอียดทุกรูขุมขน 2 ภาพค่ะ
(สวยมากค่ะ สั่งวาดเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะเลย นักวาดคนเดียวกับที่วาดปกค่ะ)
ต้องทักมาขอดูนะคะ ส่งหลักฐานการซื้อ E-book มาขอดูที่
Facebook แฟนเพจ : มิลิน ช/ญ-ลาเฟลอร์ วาย-ไนท์จัสมิน
หรือ Facebook : ไรท์มิลิน
Line : darakarn56
https://www.facebook.com/AuthorMilin/
…………
รูปภาพปกมีลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้นำไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ
สวัสดีค้าาาคูมรี้ด มิลินฝากนิยายวายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ ฝากเอ็นดูลูก ๆ ด้วยน้าา
ไม่มีนอกกาย ไม่มีนอกใจ จบดีแฮปปี้ค่ะ
ปลาทู x หยาง
พระเอกชื่อ ไป๋หยางหลง ครอบครัวทำธุรกิจโรงแรม และครอบครองธุรกิจหลายอย่าง ร่ำรวยติดอันดับหนึ่งของประเทศ
นายเอกชื่อ ปลาทู ธารากรณ์ วงศ์วรคนางกุล ลูกชายคนเดียวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง
หยางถูกเข้าใจผิดว่าตกงาน ปลาทูเลยเสนอเงินให้ 1 ล้านบ. ให้แกล้งมาเป็นแฟนปลอม ๆ เพื่อเอาคืนอดีตคู่หมั้น โดยที่หยางไม่มีทางปฏิเสธได้เพราะเช็คถูกยัดใส่มือแล้ว เรื่องวุ่นวายทั้งหมดจึงเกิดขึ้น
……………………
“ฉันน่าจะตายไปก็จบ ไม่น่าตื่นมาเลย” ความจริงแล้วถ้าหากเลือกได้ปลาทูก็อยากจะตายไปเลยไม่อยากจะตื่นมา ถ้าตายไปเลยก็น่าจะได้ไปอยู่กับผู้เป็นแม่แล้วจะได้มีความสุขกันสองคนแม่ลูก
“พูดบ้าอะไร” หยางถามเสียงเข้ม เขาไม่รู้ว่าคู่สนทนาเจออะไรมาบ้าง จึงรู้สึกตกใจกับคำพูดนั้นอย่างอดไม่ได้
“หยาง” อยู่ดี ๆ คนเมาก็หันมาหาคนข้าง ๆ แล้วเอ่ยเรียกเสียงเบา
“อะไร”
“เก็บเช็คไว้มั้ย”
“อืม อยู่นี่” เช็คเงินสดหนึ่งล้านบาทที่อีกฝ่ายยัดใส่มือยังคงอยู่ในกระเป๋ากางเกงของหยางเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าอีกคู่สนทนาเป็นบ้าอะไรถึงให้เงินเขามากมาย
“ล้านนึงเลยนะ”
“อาฮะ” หยางพยักหน้ารับคำพูด ไม่รู้ว่าคนเมากำลังคิดอะไรอีก
“ไม่มีบริการอย่างอื่นเหรอ”
“ฮะ?” เมื่อได้ยินคำถาม หยางก็ร้องออกมาอย่างตกใจ
“อย่างอื่น” และอย่างอื่นที่คนเมาพูด หยางกลับเดาได้ไม่ยากเพราะผู้พูดมองเขาด้วยแววตาที่สื่อไปด้วยความต้องการ ชายหนุ่มเริ่มทำตัวไม่ถูกเนื่องด้วยอารมณ์ของอีกฝ่ายดูจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างกะทันหัน
……………
ติดตามเฟส : ไรท์มิลิน
ติดตาม Facebook เพจ เพื่อจะได้ไม่พลาดการอัปเดตค่ะ ลิงก์ด้านล่างค่ะ
https://www.facebook.com/AuthorMilin/
Twitter @Milin_author
ฝากกดใจ + เข้าชั้น เวลาอัปเดตรายตอนจะได้แจ้งเตือนค่ะ และฝากคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้มิลินด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ❤️
คำเตือน ⚠️ รบกวนคุณนักอ่าน อ่านคำเตือนก่อนนะคะ
นิยายเรื่องนี้เป็นแนวชายรักชาย (BL)
นิยายเรื่องนี้แนว Mpreg คือผู้ชายท้องได้ ไม่มีการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
เด็กในเรื่องบทพูดเขาจะพูดยังไม่ชัดมิลินตั้งใจเขียนแบบนั้นเพื่อเพิ่มอรรถรสค่ะ
ไม่ได้เขียนผิดแต่อย่างใดค่ะ
มีเนื้อหาโจ่งแจ้งบางช่วง ชื่อตัวละคร สถานที่ และการกระทำล้วนเป็นเรื่องสมมติ เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น อ่านเพื่อความบันเทิงค่ะ
สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามคัดลอก ทำซ้ำดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่หรือกระทำการใด ๆ ก่อนได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด
บทนำ
ภายในห้องนอนสุดหรู บนเตียงมีร่างสมส่วนในชุดนอนสีขาวกำลังนอนหลับตานิ่งสนิท แต่คิ้วกลับขมวดเป็นปมราวกับว่ากำลังฝันร้ายอยู่อย่างไรอย่างนั้น ไม่นานร่างบนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ครั้นลืมตาขึ้นมา อาการปวดหัวก็พุ่งเข้ามาจนต้องยกมือขึ้นมากุมเอาไว้ เขาจึงต้องหลับตาลงอีกครั้งด้วยความทรมาน
“อึก!” หลังจากกัดฟันทนอยู่นานนับสิบนาที ร่างบนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เปลือกตากะพริบถี่อย่างงุนงงกับภาพตรงหน้า
นี่มัน ห้องนอนของเขานี่?
“นี่มันอะไรกัน” เสียงเล็กแสนแหบแห้งเอ่ยออกมาอย่างงุนงง
ปลาทูกำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาจำได้ ว่าตัวเอง… ตายไปแล้ว
ตายบนเตียงนี้ด้วย
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงได้ยังมีชีวิตอยู่ล่ะ
ใบหน้าเล็กมองไปรอบห้องด้วยความสับสน ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นวิญญาณหรือยังมีชีวิต เมื่อคิดได้ดังนั้นมือเรียวทั้งสองข้างก็ยกขึ้นมาแล้วชูมันขึ้น แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้จึงลองหยิกแขนตัวเอง
“อะ โอ๊ย!” ทั้งความเจ็บปวดและรอยแดง นั่นตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า ‘เขายังไม่ตาย’ ปลาทูจึงยิ่งสับสนเป็นอย่างมาก ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง ความคิดวนเวียนสงสัยแต่ถ้าเจ็บแบบนี้ก็แปลว่าเขายังไม่ตายหรือ?
“นะ นี่มัน แก้วน้ำ เดี๋ยวนะ” เมื่อมองไปข้าง ๆ เตียงก็พบกับแก้วน้ำที่คุ้นตา มองภายนอกมันอาจจะเป็นแก้วน้ำปกติทั่วไป แต่ปลาทูจำมันได้ว่าเป็นแก้วน้ำที่ตนเองดื่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย เนื่องจากบริเวณปากแก้วมีรอยร้าวอยู่ และแก้วตรงหน้าก็มีรอยร้าวนั้น
“วันนี้วันที่เท่าไร” เพื่อคลายความสงสัย ปลาทูจึงรีบมองหาโทรศัพท์เพื่อตรวจดูวันและเวลา ก่อนจะพบว่ามันถูกวางอยู่บนเตียงอีกฝั่ง เขาเอื้อมมือไปหยิบมันมาแล้วรีบเปิดดู
“สิบห้าพฤษภา สิบห้าพฤษภางั้นเหรอ” ปลาทูจำวันที่ดังกล่าวได้ขึ้นใจ เพราะมันคือวันที่เขาตาย เป็นวันที่เขาจำได้ดี
มันคือวันแต่งงานของคนที่ทรยศหักหลังเขา
“สามโมงเย็น” เมื่อมองเลยมาด้านล่างก็เห็นเวลาที่โชว์หรา
“ตอนนั้น เราดื่มมันตอนห้าโมงเย็น” ปลาทูจำได้ว่าพี่เลี้ยงของเขาอย่างแพรวนำน้ำมาให้ตั้งแต่บ่ายสองโมง แต่เพราะเขาเผลองีบหลับไปทำให้ตื่นมาดื่มมันตอนห้าโมงเย็น และนั่นก็เป็นชั่วโมงแห่งการตายของเขาเช่นกัน
ถ้าอย่างนั้นแสดงว่า
“เราย้อนกลับมาเหรอ!”
เมื่อได้ข้อสรุป ใบหน้าก็มีแต่อาการตกใจ การย้อนเวลากลับมาทั้ง ๆ ที่ตายไปแล้ว เขาคิดว่ามันมีแค่ในนิยายเสียอีก
ปลาทูถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างยากระงับ ช่วงระยะเวลาก่อนจะสิ้นลม เขาทรมานมาก …ทรมานจนได้แต่ร้องขออยู่ในใจว่าให้เขาตายไปทันทีทันใดเสียดีกว่า
ตอนลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลาทูคิดถึงแต่หน้าแม่ เขาคิดแค่ว่าจะได้ไปเจอผู้ให้กำเนิดแล้ว แค่นั้นเอง ชายหนุ่มไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย
แต่ยามได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง เขากลับรู้สึกสับสนไม่น้อย ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
“ดี ย้อนกลับมาก็ดี” ปลาทูยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า แม้จะตกใจและตื่นกลัวกับเหตุการณ์ในตอนนี้มาก แต่ปลาทูก็คิดว่าดีแล้วที่ได้กลับมา
เพราะเขาอยากจะมาสะสางปัญหาที่มันเกิดขึ้นทั้งหมด
ทั้งคนที่ทรยศ
และคนที่ทำร้ายเขา
ปลาทู ธารากรณ์ วงศ์วรคนางกุล ลูกชายเพียงคนเดียวของสองนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่างปราโมทย์ วงศ์วรคนางกุล และฉัตรนภา วงศ์วรคนางกุล เด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจทำให้มีนิสัยเอาแต่ใจไม่น้อย ถึงอย่างนั้นเขายังรู้จักขอบเขต ไม่เคยทำผิดร้ายแรงเพราะมีผู้เป็นแม่อย่างฉัตรนภาคอยบอกคอยเตือนอยู่ตลอด และปลาทูเองก็ไม่เคยดื้อกับเธอเลยสักครั้ง
ชีวิตของปลาทูมีความสุขมาโดยตลอด มีบ้านหรูหรา มีเงินทอง ได้เรียนที่ดี ๆ จนจบมหาวิทยาลัย หลังเรียนจบชายหนุ่มไม่ได้ทำงาน แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรเขาได้ เพราะมีผู้เป็นแม่คอยให้ท้ายตลอดมา ทำให้ชีวิตของเขาสุขสบายอย่างที่สุด
เพียงแต่ความสุขกลับอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อในค่ำคืนหนึ่งผู้เป็นพ่อได้รับสายจากโรงพยาบาลที่โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่า ภรรยาของเขาประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ ทำให้เสียชีวิตคาที่
ปลาทูร่ำไห้จนแทบขาดใจเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรเลยสักอย่าง ผู้เป็นแม่เพียงแค่กำลังเดินทางกลับจากต่างจังหวัด ทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
มิหนำซ้ำปลาทูยังไม่ได้ลาเธอเลยแม้แต่คำเดียว
งานศพของฉัตรนภาถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติโดยมีนักธุรกิจและนักการเมืองมากมายมาร่วมงาน ตลอดทั้งงานปลาทูเองก็อยู่ในอาการโศกเศร้า แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามช่วยเหลือเรื่องในงานให้ได้มากที่สุด ถือว่าเป็นการทำเพื่อผู้เป็นแม่ครั้งสุดท้าย
ครั้นถึงวันเผา เขาได้แต่ยืนอยู่หน้าเมรุ มองเปลวเพลิงที่ลุกโชนและควันที่ลอยออกมาจากปล่องไฟด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ไร้การสะอึกสะอื้น
‘ไม่เป็นไรนะคุณหนู’ หญิงสาวคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้เขาแล้วลูบแขนเชิงปลอบโยน
‘อื้อ ไม่เป็นไรหรอกพี่แพรว’ ปลาทูหันไปส่งยิ้มบาง ๆ ให้พี่เลี้ยงที่คอยดูแลตัวเองมาตั้งแต่เขาอยู่ชั้นมัธยมต้น ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสที่ศีรษะ เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นผู้เป็นพ่อที่ลูบหัวของเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งอย่างคาดเดาความคิดไม่ออก
‘พ่อ’
‘แม่แกไปสบายแล้ว’ ปลาทูพยักหน้ารับไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่ได้ติดใจกับท่าทางของผู้เป็นพ่อด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าท่านคงกำลังเสียใจที่ภรรยาจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุเช่นเดียวกับเขา
หลังเสร็จสิ้นงานศพของผู้เป็นแม่ ปลาทูก็นิ่งเงียบมากกว่าเดิม เพราะเขายังโศกเศร้ากับการสูญเสีย คนรอบตัวแม้จะไม่ชอบนิสัยเอาแต่ใจของชายหนุ่ม แต่ก็เข้าใจได้ว่าเขากำลังเสียใจมาก ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง
แต่อาการโศกเศร้าของปลาทูยังไม่ทันจะได้หายดี เช้าวันหนึ่งปลาทูก็ต้องตกใจอีกครั้ง
เมื่อผู้เป็นพ่อพาภรรยาใหม่และลูกติดของเธอเข้ามาในบ้านหลังนี้
‘นี่มันอะไรกันพ่อ’ ปลาทูถามด้วยความไม่เข้าใจ มองภาพตรงหน้าด้วยความพร่ามัวจากหยดน้ำตา
‘นี่คือกัญญารัตน์กับกัญนรันต์ คนรักของพ่อกับลูกสาวของเธอ ต่อไปนี้พวกเขาจะเข้ามาอยู่ที่นี่’ ปราโมทย์แนะนำคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตัวเองด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบ้าน ไม่ใช่แค่ปลาทูที่ตกใจแต่เหล่าคนใช้เองก็เช่นกัน
‘พ่อ! แม่เสียไม่ถึงเดือนเลยนะ!’ ปลาทูตวาดอย่างกรุ่นโกรธ แม่ของเขาเสียไปแค่สามอาทิตย์ ยังไม่ทันได้ทำบุญร้อยวันด้วยซ้ำ แต่วันนี้อีกฝ่ายกลับพาภรรยาใหม่มาแนะนำ
นี่มันไม่ใช่ว่าแอบไปมีสัมพันธ์กันตั้งแต่ก่อนแม่ของเขาเสียหรอกหรือ
‘พ่อรู้’ ปราโมทย์ตอบกลับเสียงอ่อน เขาทำใจมาแล้วว่าอย่างไรลูกชายก็คงจะยอมรับไม่ได้ แต่ถ้าจะให้เขาอยู่กับเธอแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน
ปลาทูไม่ฟังอะไรอีก เขาส่ายศีรษะไปมาคล้ายไม่อยากยอมรับภาพตรงหน้าก่อนจะหันหลังวิ่งขึ้นห้องท่ามกลางสายตาของหลายคนที่มองมาอย่างเป็นห่วง
แม้คุณหนูปลาทูจะเอาแต่ใจ
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวมันหนักหนาเกินไปสำหรับลูกชายคนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียมารดาอันเป็นที่รัก
‘คุณหนู’ แพรวพี่เลี้ยงของปลาทูเข้ามาในห้องของคุณหนูของตัวเองก่อนจะตรงเข้าไปหาร่างเล็กที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างน่าสงสาร
‘พี่แพรว ฮึก ทำไม อึก’ ปลาทูเงยหน้าขึ้นมามองพี่เลี้ยงแล้วโผเข้ากอดแน่น เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมพ่อถึงทำแบบนั้น ทำไมถึงได้พาคนพวกนั้นมาอยู่ที่นี่
‘ไม่เป็นไรนะคะ’ แพรวลูบหลังคนที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กด้วยความสงสาร เธอเองก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน
‘ทำไมพ่อทำกับแม่แบบนี้’ ปลาทูพูดเสียงเบาด้วยความเจ็บปวด เขาไม่รู้เลยว่าตอนที่แม่ยังอยู่ ผู้ให้กำเนิดจะรู้เรื่องดังกล่าวหรือไม่ และถ้ารู้จะเจ็บปวดแค่ไหน เพราะตอนนี้เขาเจ็บมาก ทั้งเจ็บทั้งเสียใจ
‘ไม่เป็นไรนะคะคุณหนูของพี่แพรว’ แพรวได้แต่กอดร่างที่สั่นไหวจากการร้องไห้ด้วยความสงสาร
หลังจากที่สองแม่ลูกเข้ามาอยู่ในบ้าน ปลาทูที่ไม่ได้พอใจกับการเข้ามาของทั้งคู่อยู่แล้วจึงมีท่าทีมึนตึง ไม่พูดไม่จา และตั้งใจจะทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ ติดแค่ว่ากัญนรันต์ชอบทำตัวใสซื่อและเข้ามาวุ่นวายกับเขาอยู่ตลอดเวลา แรก ๆ ชายหนุ่มก็คอยหลีกเลี่ยงตลอดแต่หลัง ๆ มาอีกฝ่ายมักจะชอบพูดจาเหมือนว่าเขาชอบรังแกเธอ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเขายังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ ทำให้ผู้เป็นพ่อไม่พอใจในการกระทำของเขา มิหนำซ้ำกัญนรันต์มักจะชื่นชมข้าวของของปลาทูอยู่เสมอ เช่น สร้อย นาฬิกา หรือเครื่องประดับอื่น ๆ และเมื่อผู้เป็นพ่อได้ยิน จึงบอกให้เขายกให้เธอ แต่ปลาทูไม่มีความจำเป็นต้องยกให้เลยสักนิด เขาจึงไม่ยินยอมและมีปากเสียงกันอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้ายคำพูดที่ได้รับมาก็มีแต่…
‘แกจะอะไรนักหนา’
‘ก็ให้พี่เขาไปสิ’
‘อย่าทำตัวมีปัญหาปลาทู’
ตั้งแต่ที่สองแม่ลูกนั่นเข้ามาอยู่ที่นี่ พ่อของเขาก็เปลี่ยนไป แม้เมื่อก่อนจะดุกว่าฉัตรนภาอยู่มาก แต่ก็ไม่เคยสั่งให้เขาทำอะไรที่เขาไม่ชอบ นอกจากนั้นผู้เป็นพ่อยังต่อว่าโดยไม่ถามเหตุผล ไม่สนใจ และไม่คิดจะดูแลเขา ต่างจากสองแม่ลูกนั่นที่ผู้เป็นพ่อประคบประหงมอย่างดี กอปรกับปลาทูมีพื้นฐานเป็นคนเอาแต่ใจ เขามักจะโวยวายออกมาทันทีที่ไม่สบอารมณ์ ทำให้ภาพลักษณ์ของเขากลายเป็นคนขี้โวยวายและคอยหาเรื่องสองแม่ลูกนั่นเสมอ เหล่าคนใช้เองก็เข้าใจแต่ไม่ได้เห็นด้วย เข้าใจว่าทำไมคุณหนูปลาทูถึงได้มีอาการแบบนั้น แต่ไม่เห็นด้วยเพราะกัญญารัตน์กับกัญนรันต์ต่างไม่เคยหาเรื่องก่อน แม้กระทั่งผู้เป็นย่ายังเอาแต่ตำหนิปลาทู ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด
‘ทู ย่าไม่เคยสอนให้ก้าวร้าวแบบนี้’
‘หนูกานต์เขาทำอะไร ย่าเห็นมีแต่เราที่หาเรื่องเขา’
‘อย่ามาสร้างปัญหาแถวนี้’
เขาก็แค่ปกป้องตัวเอง ปกป้องสิ่งที่ตัวเองหามาแล้วกำลังจะมีคนแย่ง แต่ทุกคนกลับบอกว่าเขาก้าวร้าวและสร้างปัญหา
ปัญหามันเริ่มที่เขาอย่างนั้นหรือ?
‘บอกแล้วว่าไม่ต้องมาส่งหรอก’ ปลาทูหันไปพูดกับคู่หมั้นที่เดินมาส่งตัวเองถึงในบ้าน คู่หมั้นของปลาทูชื่อปั้นเป็นทายาทเจ้าของร้านจิวเอลรีชื่อดังในประเทศ ทั้งสองคนหมั้นหมายกันตั้งแต่ปลาทูยังเรียนไม่จบชั้น ม.ปลายและเขาก็ชอบพอคู่หมั้นคนนี้ไม่น้อยเพราะปั้นเป็นคนนิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษและช่างเอาใจ ซึ่งระยะเวลาที่พวกเขาคบหากันก็ก้าวเข้าสู่ปีที่หกแล้ว
‘ได้ไง มันมืดแล้ว’ ปั้นพูดขึ้นพร้อมส่งยิ้มให้คู่หมั้น
‘น้องปลาทูคะ อ๊ะ!’ แต่แล้วกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
‘อะไร’ ปลาทูหันไปมองอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนที่เข้ามาแทรกบทสนทนา
‘พี่แค่เห็นเรากลับมาแล้วเลยเข้ามาทักค่ะ แล้วนี่…’ กัญนรันต์หรือกานต์เอ่ยขึ้นคล้ายว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด ก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ปลาทูพร้อมส่งยิ้มให้
‘ปั้นครับ’ ปั้นส่งยิ้มให้หญิงสาวเช่นเดียวกัน กัญนรันต์เป็นคนสวย ข้อนี้ปลาทูเองก็ยอมรับ เธอรูปร่างสมส่วนหน้าตาดี เป็นหน้าตาที่ใครหลาย ๆ คนน่าจะชอบ
‘ปั้น!’ แต่ด้วยความที่ปลาทูไม่ได้ชอบเธออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตอนที่คู่หมั้นของตัวเองแนะนำตัวอย่างเป็นมิตรพร้อมทั้งส่งยิ้มให้ เขาจึงรู้สึกไม่พอใจจนต้องเรียกชื่อคนรักเสียงดังส่งผลให้ปั้นทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
‘เอะอะอะไรกัน’ เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางบันไดทำให้ทุกคนหันไปมองก่อนจะพบกับปราโมทย์ที่เดินลงมาเนื่องจากได้ยินเสียงโวยวายของปลาทู จะเรียกว่าโวยวายก็ไม่ถูกเพราะเขาเพิ่งตะเบ็งเสียงด้วยความไม่พอใจไปแค่คำเดียวเท่านั้น
‘สวัสดีครับ’ ปั้นเห็นว่าใครเดินมาก็ยกมือขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อม
‘สวัสดี มาส่งทูเหรอ’ ทั้งสองครอบครัวเรียกได้ว่าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่างที่บอกว่าปั้นและปลาทูนั้นหมั้นหมายกันมาตั้งแต่บุตรชายเจ้าของบ้านยังเรียนอยู่ ม. ปลาย นั่นเท่ากับต่างฝ่ายต่างได้เห็นกันมาหลายปี
‘ครับ’
‘นี่หนูกานต์’ ปราโมทย์เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกานต์แล้วเอ่ยแนะนำเธอให้อีกฝ่ายรู้จัก
‘ยินดีที่ได้รู้จักครับ’
‘เช่นกันค่ะ’ ท่าทางเขินอายของกานต์ที่พูดคุยกับปั้นทำเอาปลาทูรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา
‘กลับไปได้แล้วไป’ ปลาทูหันไปพูดกับปั้นด้วยความหงุดหงิดเพราะไม่ชอบท่าทีของกานต์ที่ทำแบบนั้นกับปั้นและไม่ชอบที่ปั้นยังยืนยิ้มให้เธอ
‘ทู พูดจาดี ๆ’ ปราโมทย์เอ่ยเตือนลูกชายที่หันไปพูดกับปั้นแบบนั้น
‘ไม่เป็นไรครับ งั้นเราไปก่อนนะ ไปก่อนนะครับ’ ปั้นไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไรปลาทูจึงหันมาขอตัวกับทั้งสองคนที่ยังยืนมองอยู่
‘ค่ะ’ กานต์พยักหน้ารับแล้วมองร่างสูงของปั้นที่เดินออกไปโดยมีสายตาของปลาทูมองจ้องจับผิด
‘แล้วจะมายืนบิดอะไรตรงนี้’ ท่าทีเขินอายของอีกฝ่ายมันทำให้ปลาทูยิ่งไม่พอใจ คงไม่มีคนดี ๆ ที่ไหนมายืนทำท่ากระบิดกระบวนกับผู้ชายที่เพิ่งเจอหน้ากันเพียงครั้งแรก ที่สำคัญผู้ชายคนดังกล่าวก็มีสถานะกับคนอื่นแล้วเรียบร้อย
‘ทู! พูดกับพี่เขาดี ๆ!’ ปราโมทย์ถึงกับหันมาตวาดใส่ลูกชายด้วยความไม่พอใจ
‘พ่อ ก่อนจะว่าปลาทูพ่อด่าลูกรักพ่อก่อนมั้ย มายืนเขินแฟนคนอื่นแบบนี้ คนอื่นมาเห็นเข้า เขาจะด่าได้ว่าหน้าไม่อาย’ ปลาทูไม่ยอมเช่นกันเพราะเขาคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แทนที่อีกฝ่ายจะตวาดเขา ควรหันไปตวาดลูกรักคนใหม่ดีกว่าไหม มีอย่างที่ไหนเป็นสาวเป็นแส้ มายืนเขินบิดเขินอายอยู่บริเวณหน้าประตูบ้าน
‘ทู!’ ปราโมทย์ยังคงตวาดใส่ลูกชายด้วยความไม่พอใจเช่นเคย ชายหนุ่มเจ้าของชื่อจึงยิ่งหงุดหงิดเช่นเดียวกันที่คู่สนทนาเอาแต่ดุด่าตัวเองทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยทำ
‘รำคาญ!’ ปลาทูตะคอกใส่ผู้เป็นพ่อพลางเดินเลี่ยงมาเพื่อตรงขึ้นไปยังห้องนอน แต่เหลือบไปเห็นสายตาของคนใช้หลายคนที่มองมาเสียก่อน ความหงุดหงิดที่ยังคงมีอยู่จึงเป็นสาเหตุให้หันไปตวาดใส่คนพวกนั้นอย่างยากระงับ
‘มองอะไร!’
และสิ่งที่ทำให้ปลาทูรู้สึกหงุดหงิดระคนสับสนที่สุดนั่นก็คือปลาทูถูกสั่งให้ถอนหมั้นกับปั้นทั้ง ๆ ที่พวกเขาคบหากันมานานแล้ว
‘อะไรนะพ่อ’
‘ฉันจะให้แกถอนหมั้น’ ปราโมทย์พูดพร้อมมองไปทางลูกชายนิ่ง ๆ
‘พ่อหมายความว่ายังไง!’ ปลาทูผุดลุกขึ้นอย่างไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน
‘นั่งลง!’ ปราโมทย์ตวาดใส่ลูกชายที่ทำกิริยากระด้างกระเดื่องจนปลาทูต้องนั่งลงแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีท่าทีไม่พอใจอยู่เหมือนเดิม
‘แกทำตัวมีปัญหามากขึ้นทุกวันรู้ตัวบ้างมั้ย’ เขาพูดกับลูกชายด้วยความอดทน แต่ปลาทูก็ยังคงไม่สะทกสะท้านกับคำต่อว่า เขากำลังหงุดหงิดและไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองจะต้องถอนหมั้นกับปั้นด้วย
‘ครอบครัวปั้นเขามีหน้ามีตา แกมาทำตัวหยาบคายสร้างแต่ปัญหาแบบนี้ยังไงเขาก็รู้ และเขาก็ไม่ชอบมากด้วย’ เรื่องที่ปลาทูเป็นเด็กมีปัญหาโวยวายชอบสร้างปัญหาภายในบ้านนั้นมันไปถึงหูครอบครัวของปั้นได้อย่างไร ปราโมทย์ก็ไม่ทราบ เพียงแต่ว่าฝั่งนั้นบอกว่าถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากจะขอถอนหมั้นกับปลาทูเพราะว่าภาพลักษณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ อีกฝ่ายไม่อยากมีลูกสะใภ้ที่ขี้โวยวาย มันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของครอบครัวและธุรกิจ
‘เขามาขอให้ฉันถอนหมั้นระหว่างแกกับปั้น’
‘แล้วพ่อก็ยอม?’
‘ถ้าฉันไม่ยอมเขาจะถอนหุ้นออกจากบริษัท’ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญเพราะถ้าหากว่าปราโมทย์ไม่ถอนหมั้นให้กับปลาทูและปั้นธุรกิจที่ทางฝั่งครอบครัวของปั้นจะลงทุนกับของพวกเขานั้นก็คงต้องยกเลิก
‘หึ พ่อก็ห่วงอยู่แค่นี้’ ปลาทูแค่นหัวเราะทันที เข้าใจว่าทำไมผู้เป็นพ่อถึงเลือกแบบนี้เพราะสำหรับปราโมทย์แล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือเงินทอง
‘อย่ามากเรื่อง ถอนหมั้นไปให้มันจบ ๆ’ ปราโมทย์พูดอย่างขอไปทีเขาไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้มันจะยุ่งอะไรก็แค่ถอนหมั้นกันไปแค่นั้นเอง
‘แล้วพ่อรู้มั้ยว่าทูรักปั้น!’ ปลาทูตวาดอย่างไม่พอใจ ความสัมพันธ์ของปลาทูกับปั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัย ม.ปลายพวกเขารู้จักและคบหากันมานาน ไปมาหาสู่กันมาตลอด ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ปั้นเป็นคนคอยไปรับไปส่งปลาทูอยู่ตลอด พวกเขาไปเที่ยวกันสองต่อสองอยู่หลายครั้ง ความรู้สึกที่ปลาทูมีให้ปั้นจึงเป็นความรักและความผูกพัน
‘รักแล้วยังไง? มันกินได้มั้ย’
‘เหอะ พ่อก็คิดได้แค่นี้แหละ ไม่งั้นพ่อคงไม่นอกใจแม่หรอก’ ปลาทูได้ยินผู้เป็นพ่อพูดแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยประชดประชัน
‘แกพูดบ้าอะไร!’ เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย ปราโมทย์ก็ตวาดใส่อย่างไม่พอใจ จากนั้นผุดลุกขึ้นยืนจ้องหน้า ฝั่งลูกชายก็จ้องมองอย่างไม่ยอมเช่นกันก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วตะคอกใส่หน้าคู่สนทนาอย่างไม่คิดยินยอม
‘เอามันเข้าบ้านหลังแม่ตายไม่ถึงเดือน ถ้าไม่นอกใจแม่จะเรียกว่าอะไร!’
‘ทู!’ ปราโมทย์ไม่พอใจจนถึงขั้นยกมือขึ้นมาแล้วตวัดมันลงบนใบหน้าเนียนของลูกชาย
เพียะ!
‘อึก!’ ปลาทูหันหน้าไปตามแรงตบของฝ่ามือหนาก่อนจะนิ่งค้างอยู่ท่าเดิม เขารู้สึกเจ็บจนชาไปหมด น้ำตาคลออยู่ที่ดวงตาทันที ปลาทูมีทั้งความเจ็บปวดและความเสียใจ ที่ผ่านมาปลาทูไม่เคยถูกผู้เป็นพ่อตีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าครั้งนี้กลับถูกตบจนหน้าชา มันทำให้ปลาทูรู้สึกเสียใจ โกรธและนิ่งอึ้งไป
‘ทู พ่อ’ ปราโมทย์ก็นิ่งอึ้งไป เขาโกรธจนไม่ทันได้ยับยั้งตัวเอง จึงเผลอลงไม้ลงมือกับลูกชายไปทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำ
‘พอใจหรือยัง?’ ปลาทูหันมามองผู้เป็นพ่อแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้ามีหยดน้ำตาไหลออกมาช้า ๆ จนปราโมทย์ถึงกับไม่กล้าพูดต่อ
‘ถามว่าพอใจหรือยัง!’ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นพ่อไม่ตอบ ปลาทูก็ตะคอกขึ้นอีกครั้ง
‘พ่อไม่ได้ตั้งใจ’ ปราโมทย์ตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อครู่เขาไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ เพียงเพราะโกรธที่ได้ยินคำพูดแบบนั้นก็เลยเผลอลงไม้ลงมือ
‘เอาเลย พ่ออยากทำอะไรก็ทำเลย อยากถอนหมั้นก็ทำเลย ปลาทูขัดพ่อไม่ได้อยู่แล้ว’ เขาไม่สนใจแล้ว ถ้าถึงขั้นที่ถูกตบหน้าแล้ว อย่างไรปลาทูก็คงจะขัดเรื่องถอนหมั้นไม่ได้อยู่ดี
‘ขอตัว’ เมื่อพูดจบปลาทูก็หมุนตัวออกไปจากห้องทำงานทันที
‘ทู’ ปราโมทย์ได้แต่เรียกชื่อลูกชาย ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด
ปลาทูวิ่งเข้ามาในห้องนอนของตัวเองก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่พื้นอย่างหมดแรงแล้วกุมแก้มเอาไว้
จนถึงตอนนี้ ปลาทูยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชีวิตของตนถึงได้พลิกผันเสียเหลือเกิน
แม่มารับปลาทูหน่อยได้ไหม
……
ฝากเฟบ ติดตามด้วยนะคะ อัปจนจบเหมือนเดิมค่ะ ขอบคุณค่ะ
โดดเดี่ยว #1
ตั้งแต่ที่ปลาทูถูกถอนหมั้นและถูกผู้เป็นพ่อทำร้ายร่างกาย อารมณ์ของเขาคล้ายจะรุนแรงขึ้นกว่าทุกครั้ง ปลาทูหงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเพราะฉะนั้นเวลามีอะไรขัดใจนิดหน่อย จึงมักจะโวยวายขึ้นมาทันที กลายเป็นภาพจำของคนในบ้านว่าปลาทูคือคนที่ชอบสร้างความวุ่นวาย แม้กระทั่งคนใช้ที่เมื่อก่อนเข้าใจในการกระทำของปลาทูตอนนี้ก็ต่างพากันส่ายหน้ากันไปหมด
และถ้าหากปลาทูไม่ได้คิดไปเอง เขารู้สึกว่าสองแม่ลูกนั่นชอบหาเรื่องมายั่วยุอยู่เสมอ และมักจะยั่วยุด้วยใบหน้าแสร้งเป็นไร้เดียงสา คล้ายว่าปลาทูเองต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าไปหาเรื่องพวกเธอก่อน ทว่าที่จริงแล้วเขาไม่คิดจะเข้าไปวุ่นวายกับทั้งสองคนเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างไรก็ดีเวลาที่ปลาทูไปไหน ทั้งสองคนก็ชอบเข้ามาทำเป็นพูดดีด้วยโดยใช้คำพูดจิกกัด ซึ่งนั่นทำให้ปลาทูโมโหจนต้องตวาดใส่หลายครั้ง คนที่ไม่ได้ยินบทสนทนาตั้งแต่ก็เข้าใจไปว่าปลาทูไม่พอใจที่ทั้งสองคนเข้ามาอยู่ในบ้าน และคอยหาเรื่องสองแม่ลูกตามประสาคนเอาแต่ใจ
แต่มันจะมีใครรู้บ้างว่าปลาทูต้องอดทนแค่ไหนกับการต้องมานั่งฟังสองแม่ลูกนี่พูดเรื่องไร้สาระ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่อย่างกัญญารัตน์ที่ชอบพูดถึงแม่ของปลาทูเสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำคำพูดแต่ละคำก็ทำให้ปลาทูโมโหได้ไม่ยาก เพียงแต่มีแค่ปลาทูเท่านั้นที่รับรู้ ส่วนคนอื่นก็เอาแต่คิดว่าปลาทูเป็นฝ่ายสร้างปัญหา เป็นเด็กไม่รู้จักโต
‘นับวันยิ่งไปกันใหญ่’ พิสมัยย่าของปลาทูเอ่ยขึ้น
‘อะไรของย่า’ ปลาทูที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่หันไปมองผู้เป็นย่าด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาอยู่ในห้องเขาดี ๆ แท้ ๆ อีกฝ่ายกลับเข้ามาแล้วพูดจาแบบนี้ใส่
‘รู้ตัวมั้ยว่าทำตัวก้าวร้าวขึ้นทุกวัน’ พิสมัยจ้องมองไปทางหลานคนเดียวของตัวเองแล้วกอดอกเห็นท่าทางแข็งกร้าวแบบนั้นก็ยิ่งไม่พอใจ
‘ย่าจะด่าอะไรทูอีกล่ะ’ เขารู้ดีว่าทุกคนในบ้านต่างไม่ชอบเขาทั้งนั้น คงมีเพียงพี่เลี้ยงอย่างแพรวที่ยังคงพูดคุยกับเขาอยู่
‘ปลาทู’ พิสมัยกดเสียงต่ำแล้วเรียกชื่อเล่นเต็ม ๆ ของปลาทู
‘อย่าเรียกชื่อนั้น’ ปลาทูจ้องมองผู้เป็นย่าด้วยความไม่พอใจ ‘ปลาทู’ เป็นชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ แต่เพราะว่าชื่อนี้ตลกเกินไปในความคิดของพิสมัยและปราโมทย์ ทั้งสองคนจึงมักเรียกเขาว่า ‘ทู’ ในเมื่อพ่อกับย่าชอบค่อนแคะชื่อที่แม่ตั้งให้นัก ก็อย่ามาเรียกชื่อเล่นเต็ม ๆ ของเขาให้เสียอารมณ์
‘เฮ้อ อย่าสร้างปัญหาให้มากเลยทู แค่นี้ก็วุ่นวายมากพอแล้ว’ เมื่อเห็นสายตาของหลานชาย พิสมัยก็รู้ตัวว่าเผลอไปทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ จึงได้แต่ถอนหายใจและพูดสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้เข้ามาวุ่นวายเท่าไรเพราะอายุเริ่มมากแล้ว และวัน ๆ ก็เอาแต่อยู่ในห้องอ่านหนังสือ แต่เรื่องภายในบ้านเธอก็รับรู้มันตลอด และรู้ด้วยว่าพฤติกรรมของหลานชายของเธอมันก้าวร้าวขึ้นทุกวัน
‘ใช่ ก็ปลาทูมันตัวปัญหาเหมือนที่ย่าเคยพูดกับแม่ไง’ เมื่อได้ยินคำว่าสร้างปัญหา ปลาทูพลอยน้อยใจอย่างอดไม่ได้เพราะรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไมทุกคนถึงชอบคิดว่าเขาสร้างปัญหานัก ทั้งที่ปัญหาเริ่มแรกไม่ได้เกิดขึ้นที่เขาเลย
‘…’ เมื่อได้ยินหลานชายพูดแบบนั้นพิสมัยก็หันไปมองด้วยความตกใจ
‘เด็กที่เกิดมาจากความผิดพลาดแบบทู มันก็เป็นตัวปัญหามาตั้งนานแล้ว’ ปลาทูจำได้ดีว่าตนเองไม่ได้เกิดมาจากความรักของพ่อและแม่ ทั้งสองคนพลาดไปมีอะไรกันทำให้ฉัตรนภาผู้เป็นแม่ตั้งท้อง ปราโมทย์จึงยินดีที่จะรับผิดชอบ พิสมัยถึงไม่ได้ชอบแม่ของปลาทูนัก มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าแม่ของปลาทูเป็นเพียงแค่ผู้หญิงใจง่ายที่พลาดท้องกับลูกชาย แต่เห็นว่าลูกชายยินดีที่จะรับผิดชอบและจะแต่งงานกับฉัตรนภา เธอย่อมขัดไม่ได้และได้แต่จำยอมรับหญิงสาวเป็นสะใภ้ ด้วยเหตุนั้น เธอจึงมีท่าทีมึนตึงกับฉัตรนภา แม้กระทั่งลูกสะใภ้เสียชีวิต พิสมัยก็ทำเพียงอโหสิกรรมให้เท่านั้น ปลาทูรับรู้ต้นเหตุแห่งความขุ่นเคืองตั้งแต่อายุแปดขวบ เนื่องจากบังเอิญได้ยินย่าก่นด่าแม่ของตัวเอง
‘แกไปเอามาจากไหน’ พิสมัยไม่คิดว่าหลานชายจะรู้เรื่อง จึงถามขึ้นอย่างตกใจ
‘มันสำคัญเหรอครับ? ในเมื่อความจริงคือย่าไม่ได้คิดจะรักปลาทูอยู่แล้ว เพราะปลาทูคือลูกของแม่ สะใภ้ที่ย่าเกลียด’ ปลาทูกล่าวออกไปอย่างเจ็บปวด ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะปลาทูยังมีแม่อยู่ด้วย เขาถึงไม่ได้รู้สึกขาดความรัก แต่เมื่อแม่จากเขาไปแล้ว พ่อเองก็เปลี่ยนไป ปลาทูจึงเหมือนไม่เหลือใคร
‘ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น’ เธอว่าพร้อมกับแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบแม่ของหลานชายแต่อย่างไรอีกฝ่ายก็มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เกลียดหลานชายคนนี้เลย แต่เธอก็ไม่ได้เป็นคนที่แสดงความรักเก่งอยู่แล้วที่สำคัญที่เธอรู้สึกอยากจะเตือนอีกฝ่ายก็เพราะเป็นห่วงและหวังดี ไม่อยากให้หลานชายก้าวร้าวไปมากกว่านี้
‘แต่การกระทำย่ามันบอกแบบนั้น’ พิจารณาจากการกระทำที่ผ่านมาของผู้เป็นย่า ทำให้เขาเข้าใจว่าหญิงชราคงจะเกลียดตัวเองเหมือนที่เกลียดแม่ ประกอบกับการที่อีกฝ่ายบอกว่าเขาสร้างปัญหาก็ยิ่งทำให้ปลาทูแน่ใจ ย่าคงไม่ได้รักเขาอย่างที่ปากพูด
‘แกป่วยอยู่ ทานยาแล้วพักผ่อนซะ’ เมื่อเห็นว่าหลานชายคล้ายจะร้องไห้ พิสมัยก็ไม่คิดที่จะต่อความยาวสาวความยืด ทำเพียงเอ่ยบอกให้หลานชายทานยาตามที่หมอสั่ง
ทั้งที่วันนี้เธอตั้งใจจะมาเยี่ยมและพูดคุยดี ๆ ด้วยซ้ำ แต่ทำไมมันถึงจบแบบนี้ก็ไม่รู้
ช่วงหลังมานี้ปลาทูป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง อาการค่อนข้างแย่ลงอยู่เรื่อย ๆ เจ้าตัวทั้งไอและเริ่มจะไม่มีแรง ไปหาหมอ หมอก็หาสาเหตุไม่ได้ทำให้ได้มาเพียงแค่ยารักษาตามอาการเพียงเท่านั้น
‘ไม่ต้องกินก็ดีนะครับ ตาย ๆ ไปได้เลยก็ดี’ ปลาทูพูดขึ้นอย่างตัดพ้อ
‘พูดบ้าอะไร!’ พิสมัยพูดขึ้นด้วยความตกใจ
‘ทุกคนจะได้ดีใจไง’ เขารู้สึกไม่อยากจะเอาอะไรแล้ว ปลาทูคิดกับตัวเองว่าอยากไปอยู่กับผู้เป็นแม่เหลือเกิน ตั้งแต่ที่มารดาผู้ให้กำเนิดไม่อยู่ ชีวิตของเขาก็คล้ายจะย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าหากได้หลุดพ้นไปจากที่นี่ ชีวิตของเขาคงจะมีความสุขมากขึ้น
‘เอายาให้หลานฉันกินด้วย’ พิสมัยไม่คิดจะพูดอะไรกับหลานชายต่อ เพราะรู้สึกว่าเขาไม่อยากรับฟังสิ่งใดแล้ว เธอเองก็พูดอะไรไม่ถูก จึงหันไปสั่งแพรวที่ยืนอยู่มุมห้อง
อาการป่วยของปลาทูยังคงเป็นแบบนั้นมาเรื่อย ๆ ทำให้เจ้าตัวเงียบไป ไม่ค่อยได้ลงไปพบเจอใคร ส่งผลให้ทุกคนพลอยเป็นห่วง ถึงแม้คนใช้หลายคนจะไม่ชอบใจการกระทำของคุณหนูแต่เห็นว่าคุณหนูป่วยถึงขั้นไม่สามารถลงมาทานข้าวเองได้ ย่อมกังวลว่าคนที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก จะเป็นอะไรไป
‘คุณหนูคะ’ แพรวเอ่ยเรียกคุณหนูของตนเองที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงเสียงเบา
‘อะไร’
‘คือ คุณปั้นมาค่ะ’
‘ปั้นมาเหรอ!’ ปลาทูเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ ด้วยคิดว่าอดีตคนรักมาหาตัวเอง ตั้งแต่ที่พวกเขาถอนหมั้นกันราว ๆ หนึ่งเดือน ปั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย แม้เขาจะส่งข้อความไปหาอยู่บ้าง แต่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับ ช่วงหลัง ๆ ปลาทูจึงเลิกติดต่อไป
‘ค่ะ แต่’ แพรวพูดแย้งขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนักจนปลาทูเริ่มหวั่นใจว่ามันจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า
‘แต่อะไร’
‘มาคุยเรื่องแต่งงาน’
‘แต่งงาน?’ ปลาทูถามอย่างไม่เข้าใจเพราะปลาทูกับปั้นถอนหมั้นกันไปแล้วแต่วันนี้บอกว่ามาคุยเรื่องแต่งงานมันจะเป็นไปได้อย่างไร
‘ค่ะ’
‘…’
‘กับคุณกานต์’
หลังจากปลาทูได้ยินคำพูดนั้นก็หอบร่างลงมายังชั้นล่างที่ทุกคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ เมื่อเดินลงมาถึง เขาจึงเห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งพ่อ ย่ารวมถึงแม่ลูกคู่นั้นและครอบครัวของปั้น แต่ละคนมีใบหน้าชื่นบานยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
‘นี่มันเรื่องอะไรพ่อ’ ปลาทูเดินเข้าไปใกล้แล้วพูดขึ้นเสียงดังทำให้ทุกคนตกใจ
‘แกลงมาได้ยังไง’ ปราโมทย์หันมามองลูกชายอย่างตื่นตระหนก ความจริงแล้ว เขาไม่คิดเช่นกันว่าครอบครัวของอีกฝ่ายจะเข้ามา แต่ในเมื่อแขกมาเยือนแล้ว เขาย่อมทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงแค่บอกให้คนอื่นคอยกันปลาทูไม่ให้ออกจากห้อง รวมทั้งเขาก็คิดว่าลูกคงไม่ออกมาดั่งเช่นทุกวัน
‘ให้ทูถอนหมั้นเพื่อมันเหรอ’ ปลาทูว่าพร้อมชี้ไปทางกานต์ด้วยความไม่พอใจ
‘ทูอย่าเสียมารยาท’ พิสมัยเอ่ยเตือนหลานชายเสียงเบาเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย เธอจึงไม่อยากให้หลานชายแสดงกิริยาไม่ดีต่อหน้าคนนอก ถึงแม้ว่าจะเข้าใจว่าชายหนุ่มคงจะโกรธมาก ขนาดเธอยังตกใจไม่น้อยเช่นกัน
โดดเดี่ยว#2
‘ว่าไง พูดมาสิ’ ปลาทูไม่สนใจใครทำเพียงจ้องมองทุกคนด้วยความเจ็บปวดและกรุ่นโกรธ
‘พี่ขอโทษนะ น้องทู’ กานต์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบา ๆ พลางก้มหน้าเหมือนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
‘ฉันไม่ได้ถามเธอ!’ ปลาทูหันไปตวาดใส่อีกฝ่ายทันทีทำเอาคนอื่นต่างตกใจโดยเฉพาะครอบครัวของปั้นที่ไม่พอใจนักกับท่าทางนั้นของปลาทู
‘ทู’ พิสมัยเอ่ยปรามหลานชายเสียงเบา
‘ทู! ขึ้นห้อง!’ ปราโมทย์เอ่ยเสียงเข้ม เขาคิดไว้ว่าจะอธิบายให้ลูกชายฟัง เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม คงไม่เหมาะนักหากต้องพูดเรื่องในครอบครัวต่อหน้าคนนอก
‘ไม่! พ่อตอบมาว่ามันหมายความว่ายังไง!’
‘หนูกานต์ท้อง’ เมื่อเห็นท่าทีขึงขังของปลาทูและคิดว่าอีกฝ่ายก็คงจะไม่ยอมขึ้นห้องไปง่าย ๆ ปราโมทย์จึงต้องตอบออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้และมันก็ทำให้ปลาทูนิ่งอึ้งไปทันที
‘ท้อง?’ ปลาทูพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ใบหน้าฉายแววตกใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตามองปั้นและกานต์สลับกัน ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นกลั้นใจถามออกไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลออกมา
‘กี่เดือน’ ทั้งปั้นและกานต์ไม่มีใครยอมตอบเลย เอาแต่นั่งเงียบ
‘กูถามว่ากี่เดือน!’ ปลาทูตวาดขึ้นเสียงดังอย่างหมดความอดทน
‘ปลาทู!’ ปราโมทย์รีบเอ่ยปรามลูกชายเมื่อเห็นท่าทีของปลาทู
‘เดือน เดือนกว่า ๆ แต่พี่ไม่ได้ตั้งใจนะ’ กานต์รีบตอบขึ้นแล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้เป็นสาเหตุให้ผู้เป็นแม่ต้องรีบกอดแขนเธอเอาไว้แล้วลูบไหล่ไปมาอย่างปลอบใจ
‘ไม่ได้ตั้งใจ? ไม่ได้ตั้งใจไปเอากันเหรอ! ถอนหมั้นไปไม่ถึงเดือนแต่ท้องเดือนกว่า ๆ เนี่ยน่ะเหรอ!’ คำพูดของปลาทูทำให้หลายคนต่างพูดไม่ออก เพราะโดนความจริงตีแสกหน้า กรณีฝ่ายชายนอกใจจนทำฝ่ายหญิงท้องก่อนแต่ง โดยเฉพาะครอบครัวของปั้นที่พูดว่าจะถอนหมั้นกับปลาทูเนื่องจากเขามีท่าทีก้าวร้าวทั้งที่มีวาระซ่อนเร้น
‘ปลาทู ปั้นขอโทษ’ ปั้นพูดขึ้นแล้วมองมาที่ปลาทูด้วยแววตารู้สึกผิด
‘พ่อบอกว่าพวกคุณไม่ชอบที่ผมก้าวร้าว โวยวาย อาละวาด ผมยังพอเข้าใจได้’ ปลาทูมองไปทางครอบครัวของปั้นแล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
‘แต่เรื่องท้องนี่มันเหี้ยอะไร’ ปลาทูหลุดพูดคำหยาบออกมาอย่างอดไม่ได้ แต่น้ำเสียงกลับมีแต่ความอ่อนแรง ตอนนี้เขารู้สึกว่าชีวิตของเขามันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เรื่องราวที่เขาได้ยินมันทำให้ปลาทูสติหลุดมากกว่าทุกครั้ง
‘ทู!’ ปราโมทย์ได้ยินลูกชายพูดคำหยาบต่อหน้าคนนอกก็ตวาดขึ้นพร้อมทั้งลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้ามาใกล้ปลาทูทันที
‘พ่อด่ามันบ้างหรือยัง! มันแอบไปเอากับคู่หมั้นทู พ่อด่ามันบ้างยัง หรือด่าแต่ทู’ ปลาทูหันไปตะคอกใส่ผู้เป็นพ่ออย่างไม่ยอมเช่นกัน ตอนที่เขาเดินลงมา ไม่มีใครคิดที่จะอธิบายให้เขาฟังเลยสักอย่างแต่ครั้นพูดไปก็มีแต่คนไม่ชอบใจ ปลาทูไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไร ต้องนั่งเงียบให้คนพวกนั้นได้แต่งงานกันอย่างสงบสุขหรือว่าต้องพังทุกอย่างให้มันล่มจม
‘…’
‘ลูกในไส้สันดานเสียรับไม่ได้ แต่ดันรับได้ที่ลูกติดเมียใหม่ไปอ้าขาให้เขาเอาจนท้อง!’
เพียะ!
‘ว้าย!’ ทุกคนต่างส่งเสียงร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าปราโมทย์ตบหน้าของปลาทูจนเจ้าตัวล้มลงไปกองที่พื้น
‘เงียบสักที! แกจะทำฉันขายหน้าไปถึงไหน!’
‘คุณหนู’ แพรวรีบวิ่งมาประคองคุณหนูของเธอที่ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความตกใจ ปลาทูได้แต่ยกมือขึ้นมากุมแก้มพลางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นไปมองผู้เป็นพ่อด้วยแววตาเจ็บปวด
‘ทู เลือด’ พิสมัยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ามีเลือดไหลออกมาจากมุมปากของหลานชาย
‘พ่อตบทูสองครั้งแล้ว’ ปลาทูมองหน้าปราโมทย์แล้วพูดขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
‘สองครั้งแล้วพ่อ’ เขาย้ำพลางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองผู้เป็นพ่อด้วยความเสียใจ
‘ฉัน…’ ผู้เป็นพ่อคล้ายจะพูดไม่ออกเพราะมันเป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาปล่อยให้ความโกรธครอบงำ จนเผลอลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายของลูกชาย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรปลาทูก็หันหลังแล้วรีบวิ่งขึ้นห้องทันที
‘ทู!’ ปราโมทย์ทำท่าจะวิ่งตามลูกชายไปแต่แพรวกลับเข้ามาขวางเอาไว้
‘ไม่ต้องหรอกค่ะคุณท่าน เดี๋ยวแพรวดูให้’ เธอรู้ดีว่าเธอไม่มีสิทธิ์ห้ามผู้เป็นนาย แต่ก็คิดว่าเธอไม่ควรจะให้อีกฝ่ายเข้าไปพบคุณหนู เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เธอโกรธไม่น้อย เธอเลี้ยงดูคุณหนูมาตั้งแต่เด็ก แม้จะมีหลายครั้งที่ไม่พอใจเรื่องความเอาแต่ใจบ้าง ถึงกระนั้นเธอก็ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเลย แล้วทำไมผู้เป็นพ่อถึงได้ลงไม้ลงมือกับลูกชายอย่างไม่ลังเล
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นปลาทูไม่ได้ไปวุ่นวายกับใครในบ้านอีก ปราโมทย์เองก็พยายามจะหาทางมาคุยกับลูกชายแต่ปลาทูกลับปิดกั้นตัวเองไม่ยอมคุยกับใครนอกจากแพรว ข้าวก็ทานในห้อง เวลาไปหาหมอก็รีบไปรีบกลับไม่แวะที่ไหน เวลาเดินผ่านใครในบ้านแม้จะถูกเรียกแต่เจ้าตัวก็ไม่สนใจ ทำเอาทุกคนต่างพากันจนปัญญา ประกอบกับต้องรีบเร่งจัดงานแต่งของปั้นและกานต์ทำให้ทุกคนดูจะยุ่งไม่น้อย โดยเฉพาะปราโมทย์ เขาถึงขั้นหลงลืมไปว่ายังมีลูกชายอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน
ที่สำคัญอาการป่วยของปลาทูกลับย่ำแย่ลงทุกวัน มีเพียงแพรวเท่านั้นที่รู้ว่ามันแย่ขนาดไหน เพราะเธออยู่กับปลาทูแทบจะตลอดเวลา บางครั้งชายหนุ่มจะตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อลุกขึ้นไปอาเจียน เขารู้สึกเจ็บปวดทรมานจากด้านใน ไปหาหมออย่างไรก็ไม่หาย มิหนำซ้ำหมอกลับไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร การตรวจอาการแต่ละครั้งจึงได้เพียงแค่ยากลับมากินเท่านั้น ระยะหลังมาปลาทูก็เลยไม่ค่อยไปหาหมอเพราะไปทีไรก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ นานวันเข้าจึงแค่ให้แพรวไปรับยามาให้ทานเฉย ๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปกระทั่งถึงกำหนดงานแต่งของปั้นและกานต์ ทุกคนในบ้านต่างพากันตื่นเต้นมากกับงาน ต่างจากปลาทูที่ทำได้เพียงนอนป่วยอยู่ในห้องอย่างทรมาน
‘แคก ๆ’ ชายหนุ่มไอออกมาเสียงดัง เขารู้สึกว่าตัวเองไอเยอะเป็นพิเศษ รู้สึกเจ็บคอ ปวดหัวและรู้สึกปวดภายในร่างกายไปหมด อาการมันดูย่ำแย่มากกว่าทุกวัน
‘คุณหนูไหวไหมคะ’ แพรวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงพลางเดินเข้าไปใกล้
‘อื้อ’ ปลาทูพยักหน้ารับแล้วพยายามดันตัวขึ้นนั่งโดยมีแพรวคอยช่วยประคอง
‘แล้วนี่ เขาไปกันแล้วใช่มั้ย’
‘ไปตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ’ เพราะงานวันนี้เป็นงานทั้งเช้าและเย็นทำให้ทุกคนต่างพากันออกไปตั้งแต่เช้ามืด ที่บ้านจึงเหลือเพียงแค่คนใช้ไม่กี่คนรวมถึงเธอและปลาทูเท่านั้น
‘อือ’ ปลาทูพยักหน้ารับด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน น้อยใจขึ้นมาครามครันเมื่อไร้คนเคียงข้าง แม้ที่ผ่านมาชายหนุ่มจะรู้สึกว่าไม่อยากให้ใครมายุ่งวุ่นวายเพราะยังรู้สึกเจ็บช้ำกับการกระทำของผู้เป็นพ่อ แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปงานสำคัญของลูกติดภรรยาใหม่ของพ่อกับอดีตคู่หมั้น มันกลับทำให้เขาน้อยใจจนยากระงับ เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสนใจความรู้สึกของเขาแม้แต่คนเดียว
‘คุณหนู’ เห็นท่าทางแบบนั้นของอีกฝ่ายแพรวก็เอ่ยขึ้นอย่างสงสาร
‘พี่แพรวว่า ถ้าปลาทูอยากจะออกไปอยู่ที่อื่นดีมั้ย’ หลังจากที่ป่วยมาอยู่นานปลาทูก็เคยคิดเอาไว้ เขาอยากออกไปจากบ้าน ไม่อยากจะอยู่แล้ว ในเมื่อไม่มีใครสนใจเขา ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อเพียงแต่ชายหนุ่มยังแอบรู้สึกลังเล เนื่องจากหลาย ๆ อย่างในบ้าน รวมถึงธุรกิจยังมีส่วนที่เป็นของเขาและส่วนที่เป็นของฉัตรนภาผู้เป็นแม่
‘ออกไปไหนคะ’ แพรวถามด้วยความไม่เข้าใจ
‘ไปอยู่บ้านคุณยายดีมั้ย’ บ้านคุณยายของปลาทูอยู่ที่ต่างจังหวัดเป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้แต่มีคนเข้าไปทำความสะอาดทุกเดือน แม้ตาและยายของปลาทูจะเสียไปนานแล้ว ทว่าปลาทูเคยไปเล่นที่นั่นบ่อย ๆ ตอนที่ผู้เป็นแม่ยังไม่เสียชีวิตและมันเป็นสถานที่ที่ปลาทูชอบมาก ถ้าหากปลาทูจะออกไปจากที่นี่แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น บ้านของยายคงเป็นทางเลือกหนึ่งของเขา
‘พี่แพรวแล้วแต่คุณหนูค่ะ’ สำหรับแพรวแล้ว เธอแล้วแต่คุณหนูหมดเลย ถ้าอีกฝ่ายจะออกจากที่นี่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่นเธอก็พร้อมจะไปด้วย
‘อือ’
‘คุณหนูอย่าลืมทานยานะคะ’
‘เอาวางไว้ตรงนั้น เดี๋ยวเราทานเอง’ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาทานยาปลาทูจึงบอกให้อีกฝ่ายเอาน้ำและยาไปวางไว้ที่หัวเตียง
‘ค่ะ งั้นพี่ออกไปข้างนอกนะคะ’
ตอนที่แพรวออกไป เขาตั้งใจว่าจะนอนอ่านหนังสือ แต่อ่านได้สักพักปลาทูก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะตื่นมาอีกครั้งก็เลยเวลาทานยาไปแล้ว ครั้นมองดูนาฬิกาจึงพบว่าเป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็นซึ่งเลยเวลาทานยามาประมาณเกือบสองชั่วโมงแล้ว เขาถึงได้รีบหยิบยาขึ้นมาทาน หลังทานยา ปลาทูตั้งใจว่าจะงีบต่ออีกสักพัก แต่เพียงครู่เดียวกลับต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เพราะร่างกายเจ็บปวดอย่างมาก จู่ ๆ ก็ปวดร้าวทรมานไปทั้งร่างอย่างไม่มีที่มา
‘อึก!’
ปลาทูร้องอย่างตกใจก่อนจะหดตัวเข้าหากันด้วยความทรมาน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรแต่รู้สึกว่ามันเจ็บปวดมาก มิหนำซ้ำยังรู้สึกคล้ายว่าจะหายใจไม่ออก หน้าอกเหมือนถูกกดทับอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มพยายามที่จะตะเกียกตะกายไปกดโทรศัพท์เรียกหาแพรวเนื่องด้วยไม่อาจส่งเสียงได้เลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงอ้าปากพะงาบ ๆ เพื่อพยายามโกยอากาศเข้าไปในปอดให้ได้มากที่สุด
แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายเรียกคนที่อยู่ด้านนอกได้ ส่วนอาการทรมานคล้ายหน้าอกถูกกดทับก็เพิ่มพูนขึ้น เขาเหมือนหายใจไม่ออกทั้งที่พยายามอ้าปากกอบโกยอากาศ ร่างกายอึดอัดทรมาน ซ้ำร้ายลมหายใจยังสะดุดอยู่หลายครั้ง กระทั่งสติของเขาก็ดับลงพร้อมลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ปลาทูสิ้นใจบนเตียงนอนด้วยความโดดเดี่ยว
โดยที่ดวงตาก็ยังคงเบิกโพลง
เป็นภาพที่น่าเวทนาไม่น้อย