ท่านแม่ทัพ ฮูหยินออกไปรบอีกแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
ตายจากยุคสิ้นโลกมาที่ยุคโบราณ
แถมยังได้เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่โต
เลยตั้งใจว่าจะทำตัวเป็นปลาเค็ม นั่งกินนอนกินพอ
แต่สุดท้ายดันโดนราชโองการสมรสปาใส่หน้า
ต้องแต่งงานกับแม่ทัพปีศาจที่ชายแดน
นางจะยอมให้ความฝันที่อยากจะเป็นปลาเค็มต้องจบลงได้อย่างไร
สงครามงั้นหรือ เด็ดหัวฝ่ายตรงข้ามให้ได้ก็พอแล้วกระมัง
…………………………………………………………
น้ำจิ้ม
สตรีที่หมายปองท่านแม่ทัพ : ท่านแม่ทัพ พวกข้าไม่ดีตรงไหน?
ท่านแม่ทัพ : พวกเจ้าทำอะไรได้บ้าง
สตรีที่หมายปองท่านแม่ทัพ : ข้าร่ายรำได้ เดินหมากได้ เขียนอักษรได้ วาดภาพได้
ท่านแม่ทัพ : หึ แต่ฮูหยินของข้า ช่วยข้าเด็ดหัวศัตรูได้ /// ยักคิ้วอย่างอวด ๆ
สตรีที่หมายปองท่านแม่ทัพ : ดะ ดูเหมือนว่าพวกเราจะทำไม่ได้แฮะ
…………………………………………………………
รูปภาพหน้าปกมีลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปใช้ในทุกกรณี โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน
ภาพปก : Noahcross & MintMichaelis
ภาพอาร์ตตัวอักษร : ปกนิยาย E-book by Nalin x Wynx
E-Book มาแล้วทั้งในเด็กดี และใน MEB
คำชี้แจงจากไรเตอร์
1. เรื่องนี้นางเอกพลังเว่อร์วังอลังการมาก โคตรโกงโคตรอันตราย รับไม่ได้กดผ่านเลยนะคะ
2. NC ตัดเข้าโคมค่ะ ไม่มีดราม่าระหว่างพระนาง อ่านสบาย ๆ พล็อตเรื่องไม่ซับซ้อน ฟีลกู๊ดฟีลใจ อมยิ้มมุมปาก
3. มีการติดเหรียญนะคะ จะประกาศแจ้งก่อนติดค่ะ มีอีบุ๊กด้วย มาช่วงเดือน มิ.ย. 67 จะเคาะวันที่อีกทีค่ะ
4. เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อักษรโดยมืออาชีพนะคะ อาจมีคำผิด คำตกหล่น นิ้วเบียดไปบ้าง ขออภัยในความผิดพลาดนี้ด้วย จะทำการแก้ไขโดยเร็วค่ะ
5. ไรต์ลงทุกวัน วันละตอนจนจบ เวลา 8.45 น. ค่ะ อย่าถามว่าทำไมเป็นเวลานี้ 555 ไรต์ก็สายมูนิดหน่อยค่ะ นี่เป็นตัวเลขที่ชอบ เจอกันค่า
รักนะจุ๊บ ๆ
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ทฤษฎีต่าง ๆ ไม่อ้างอิงความเป็นจริง
มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม ทำร้ายจิตใจและร่างกาย มีการใช้ความรุนแรง มีเลือด มีการกล่าวถึงความตาย มีการฆาตกรรม มีการกล่าวถึงสงคราม
ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
พูดคุยกันได้ที่เพจนักเขียน
©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิทัล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
บทนำ วิถีการเป็นปลาเค็มไม่ง่าย
จางฟู่ลู่ในวัย 14 ปี ย่าง 15 ปี เพิ่งกลับจากเรียนฉิน นางนวดปลายนิ้วมือที่ปวดเล็กน้อยจากการโดนเคี่ยวกรำมากเกินไป ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่สีหน้างดงามหยาดเยิ้มของนางกลับไม่แปรเปลี่ยนไปเพียงนิด มันยังคงเฉยชาจนเกือบจะเย็นชา
หญิงสาวนั่งมองตัวเองในกระจกทองเหลือง ที่เห็นเพียงภาพที่ไม่ชัดเจน ทว่าโฉมงามที่สะท้อนกลับมาจากเงาอันขุ่นมัวนั้น ก็ยังมิอาจปกปิดความงามเฉิดฉันโดยกำเนิดของนางได้
ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง (เมล็ดเอพริคอต) เรียวสวยได้รูปหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับนัยน์ตาหงส์ ขนตาหนาแผ่ออกเป็นแพสยายจนโดดเด่น เกิดเป็นดวงตาสวยสะกดผู้คนคู่หนึ่งยามที่ปรายตามอง จมูกเป็นสันชัดเจน ปลายโค้งมนน่ารัก ได้รูปและขับให้ใบหน้าดูอ่อนหวาน รับไปกับริมฝีปากสีชมพูอมแดงระเรื่อแสนอวบอิ่มที่ไม่จำเป็นต้องแต้มชาดเลยด้วยซ้ำ พวงแก้มนิ่มมีเลือดฝาดบนใบหน้ารูปไข่ ทั้งหมดนี้ก่อร่างเป็นหญิงสาวสะคราญจนยากบรรยาย ราวกับเป็นหญิงงามล่มเมืองตัวน้อย ๆ ก็ไม่ปาน
สาวงามโบกมือให้สาวใช้ออกไปจากห้องจนหมด หลังจากที่ปลดเอาเครื่องประดับแสนประณีตงดงามทั้งหลายออกไปจากหัวหมดแล้ว ก็ปล่อยเส้นผมยาวสยายสีดำสนิทราวปีกอีกา เป็นเงาประกายสะท้อนแสงล้อไปกับแสงเทียนในยามค่ำ
“คุณหนู จะรับอาหารเย็นเลยหรือไม่เจ้าคะ” เสียงของอวี๋เซียง สาวใช้ขั้นหนึ่งของนางถามอยู่ด้านนอกห้อง
“อีก 1 เค่อค่อยยกเข้ามาแล้วกัน” จางฟู่ลู่ตอบขณะที่นวดมือตนเองไปมา
หญิงสาวหันมามองกระจกอีกครา พินิจพิจารณาคนในนั้น พลางคิดถึงสิ่งที่ทำให้ตนเองมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้แล้วถอนหายใจเฮือก
“เฮ้อ ทำไมแค่อยากจะเป็นปลาเค็มง่าย ๆ แค่นี้มันยากจังนะ” เสียงหวานบ่นอุบพลางทำแก้มป่องไปด้วย
ในหัวนึกถึงยามที่ตนเองแลกชีวิตกับผีดิบระดับสิบ ในชีวิตที่แล้ว ในฐานะแนวหน้าของกองกำลังมวลมนุษยชาติในวันสิ้นโลก เปรียบเทียบกับตอนนี้ ที่นางกลายเป็นสตรีในห้องหอแสนงดงามและเรียบร้อย ก็อยากจะขำออกมาดัง ๆ เสียเหลือเกิน
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเองอีกแล้ว ที่ค้นพบว่ายามที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในฐานะคุณหนูของเสนาบดีกรมพิธีการขั้นหนึ่ง ในราชวงศ์เสวียนคังแห่งนี้ ในยามที่มีอายุ 5 ขวบนั้น นางทั้งงุนงง สับสน และดีใจมากเพียงใด
ใช่ มันเป็นความดีใจ
แม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎระเบียบมากมาย แต่มันก็เป็นชีวิตที่มีกินมีใช้ไม่ขาด มีคนรับใช้ ไม่อดอยาก ไม่ต้องหวาดระแวงทั้งยามหลับและยามตื่น ว่าจะมีผีดิบบุกมากินตับไตไส้พุงของตัวเองเมื่อใด หรือกระทั่งระแวงคนรอบข้าง ว่าจะผลักเราเข้าสู่กองทัพผีดิบเหล่านั้นหรือไม่
อีกทั้งอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะ ไม่มีแล้วหมอกควันตลอดทั้งวัน ท้องฟ้าที่มืดครึ้มจนไม่เห็นท้องฟ้าเบื้องบน ไร้ซึ่งฝุ่นควันที่ทำร้ายปอด หากไม่ใส่หน้ากากกรองอากาศ ไม่ช้าไม่นาน โรคปอดร้ายแรงก็จะถามหา ไหนจะกลิ่นเหม็นเน่าจากเลือดและศพที่ลอยมาตามลมอีกเล่า
จางฟู่ลู่ไม่รู้หรอกว่านรกมีหน้าตาเป็นเช่นไร ทว่าวันสิ้นโลกที่นางจากมานั้น สำหรับนางแล้วคือนรกโดยแท้ หากยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ แต่หากไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แค่เดินออกไปจากจุดปลอดภัยเพียงก้าวเดียวก็คือการฆ่าตัวตายดี ๆ นี่เอง
ดังนั้นชีวิตของนางในตอนนี้ แม้ว่าจะไร้มารดาแท้ ๆ เพราะมารดาตายจากไปแล้วตั้งแต่ตอนที่นางอายุ 1 ขวบปี มีบิดาที่มักใหญ่ใฝ่สูง แต่งงานใหม่กับคุณหนูจากตระกูลใหญ่โตและมีอิทธิพล มีแม่เลี้ยงที่คงไม่มีทางรักนางปานจะกลืนกินแน่นอน ชีวิตของนางอยู่อย่างไร้ความสำคัญในจวนตระกูลจางแห่งนี้ ถึงแม้ว่าดูจะเป็นชีวิตที่ขมขื่นในสายตาของใครหลาย ๆ คน ทว่าสำหรับคนที่ผ่านวันคืนในนรกมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว
ที่นี่ราวกับเป็นสวรรค์ก็ไม่ปาน
ส่วนเรื่องยิบย่อยเหล่านั้น หากมันไม่ลามมาคุกคามถึงชีวิตของนางแล้ว นางย่อมสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ และนางทำมันมาได้ตลอดจนมีชีวิตอยู่มาถึง 10 ปีแล้วในโลกใบใหม่นี้
สายตาแสนงามมองไปยังกิ่งไม้ ที่อยู่ด้านนอกห้องตรงหน้าต่างที่เปิดเอาไว้ จากนั้นก็แบมือออก สิ่งที่แสนจะน่าตกใจก็บังเกิดขึ้น เพราะกิ่งของต้นไม้ต้นนั้น มันงอกพุ่งตรงมาหามือนางอย่างรวดเร็ว ราวเป็นเป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องก็ไม่ปาน
มือขาวเนียนราวหยกเนื้อดีของนาง สัมผัสหยอกเย้ากับกิ่งท้อนั้นไปมา สายตามีแววพินิจพิจารณา จากนั้นหลับตาลงเบา ๆ เมื่อนั้นเอง นางก็พลันรับรู้ได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างในจวนแห่งนี้ ลามออกไปถึงนอกจวนไกลออกไปมากถึง 100 ลี้
ใครกำลังนินทาใคร ใครมีการร้ายในใจอย่างไร ใครอยู่ตรงไหนบ้าง นางล้วนรับรู้ได้หมดสิ้น ตราบเท่าที่จุดนั้นมีต้นไม้ต้นอื่นอยู่ใกล้ ๆ และคนเหล่านั้นอยู่ในระยะของต้นไม้ประมาณ 3 จั้ง (ประมาณ 9 เมตร) นั่นก็คือขอบเขตที่นางสามารถไปถึงได้ โดยอาศัยพลังพฤกษาของตน เชื่อมต่อเข้ากับแมกไม้ทุกชนิดในใต้หล้า ขอเพียงรากของมันเชื่อมต่อกับผืนดิน เพียงเท่านี้ นางก็สามารถแผ่พลังเชื่อมต่อกับแมกไม้ทุกชนิดในรัศมี 100 ลี้โดยรอบได้
นี่คือพลังที่ตามติดนางมาตั้งแต่ที่นางลืมตาตื่นตอน 5 ขวบ
ดวงตาคู่สวยลืมขึ้น เมื่อรับรู้ได้ถึงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ จากนั้นจึงเรียกพลังกลับ กิ่งท้อแสนงามก็ถอยกลับไปเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
ก๊อก ก๊อก
“คุณหนูเจ้าคะ อาหารเย็นมาแล้วเจ้าค่ะ” อวี๋เซียงเคาะประตูบอกที่หน้าห้อง
“เข้ามาเถิด” นางกล่าวอนุญาต
ประตูเปิดแง้มออก หญิงสาวแรกรุ่นวัยประมาณ 18 – 19 ปี ที่มีหน้าตางดงามและเรียบร้อย เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กสาวอายุประมาณ 15 – 16 ปี ที่มีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มพริ้มเพรา นางถือถาดอีกถาดไว้ด้วยเช่นกัน
คนแรกคืออวี๋เซียง นางเป็นสาวใช้ที่มาจากตระกูลอ้าย เป็นตระกูลของมารดา นางเป็นลูกสาวของแม่นมมู่ ซึ่งเป็นแม่นมของนางเอง มาจากตระกูลอ้ายเช่นกัน ส่วนเด็กสาวอีกคนมีนามว่ารุ่ยเผิง เป็นสาวใช้ที่รับมาทีหลัง ทว่าก็มาจากตระกูลอ้ายเช่นเดียวกัน นางเป็นสาวใช้ขั้นที่สอง
ตระกูลของมารดาคือตระกูลอ้าย มารดาของนางมีนามว่าอ้ายหลีหยุน เป็นบุตรสาวของแม่ทัพประจิมขั้นที่หนึ่ง เป็นตระกูลบู๊เต็มขั้น นามว่าอ้ายเหยากุ้ย ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นกั๋วกง ถือเป็นตระกูลบู๊สำคัญตระกูลหนึ่งที่เฝ้าปกปักชายแดนประจิมเอาไว้ ไม่ให้เหล่าคนเถื่อนจากอีกด้านหนึ่งมารุกรานได้
ปีนั้นด้วยความอยากปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง บิดาราคาถูกผู้นั้น วางอุบายต่อมารดาที่แสนจะใสซื่อไร้เดียงสา ซึ่งเพิ่งจะได้มาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงไม่นาน จนได้นางมาเป็นภรรยาเอกในที่สุด
จากที่สอดแนมมานานจนพอจับใจความได้ พบว่าตอนนั้นตระกูลอ้ายโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก และไม่พอใจบุตรเขยผู้นี้เป็นที่สุด ทว่าพวกเขารักถนอมมารดาของนางมากเกินไป ทำให้นางใสซื่อไม่ทันคน นางยืนหยัดต่อต้านครอบครัว จนในที่สุดพวกเขาก็ต้องยอม กลายเป็นว่าบิดาของนางสามารถปีนป่ายขึ้นสูงได้สำเร็จเพราะมารดาของนางโดยแท้ สุดท้าย เขาก็ไขว่คว้าตำแหน่งโหวมาได้อย่างยากเย็นยิ่งนัก
แต่งงานกันปีแรก มารดาให้กำเนิดบุตรชาย นามว่าจางหลิงลู่ ทุกคนมีความสุขและยินดี ทว่าต่อมาไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ พี่ชายที่นางไม่เคยเห็นหน้าผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาในช่วงที่เขามีอายุได้เพียง 4 ขวบปีเท่านั้น
อ้ายหลีหยุนเสียใจอย่างมาก นางพยายามใช้ทุกอย่างที่มี ในการออกตามหาบุตรชาย สุดท้ายก็ไม่พบ ได้แต่กักเก็บความช้ำใจเหล่านี้เอาไว้กับตัว จนร่างกายและจิตใจทรุดโทรม
จางฟู่ลู่ถือกำเนิดในช่วงที่พี่ชายเพิ่งจะหายตัวไปใหม่ ๆ กล่าวกันว่าเพราะความเศร้า ทำให้ในยามที่คลอดนางออกมานั้นยากลำบากยิ่งนัก จนในที่สุดสุขภาพของมารดาก็เกินกว่าที่จะรั้งเอาไว้ได้ไหว ในตอนที่นางมีอายุเพียง 1 ขวบปี มารดาก็จากไปเพราะตรอมใจ
เมื่อนึกมาถึงตรงหนี้จางฟู่ลู่เหยียดยิ้มหยามหยันออกมาคราหนึ่ง “หึ ตรอมใจบ้าบออะไร”
“คุณหนูว่าอะไรนะเจ้าคะ” อวี๋เซียงที่อยู่ใกล้ ๆ ถาม เมื่อได้ยินว่าคุณหนูของนางบ่นเหมือนพึมพำอะไรสักอย่าง ในขณะที่นางกำลังจัดโต๊ะอาหารกับรุ่ยเผิง
“เปล่า ไม่มีอันใด ทำไมวันนี้ดูแล้วของน้อยแปลก ๆ ล่ะ” เมื่อนึกได้ว่าเผลอคิดออกเสียง นางก็หันมาพิจารณาอาหารที่สาวใช้เอามาวันนี้ แล้วถามออกมาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
ทว่าพอคำถามนี้ออกจากปากของนาง สองสาวใช้ก็มุมปากกระตุก
“คุณหนูเจ้าคะ นี่ยังจะน้อยอีกหรือ” อวี๋เซียงเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ นางปรายตามองอาหารบนโต๊ะ ที่มีข้าวมากถึง 5 ถ้วยใหญ่ ไก่ย่างทั้งตัว 1 ตัว น้ำแกงปลาต้มผักดองหนึ่งชามใหญ่ ผัดผักแปดเซียน ลูกชิ้นหัวสิงโตลูกโต ๆ เท่ากำปั้นผู้ใหญ่ ราดน้ำราดหอมกรุ่นถึง 3 ลูก ไม่พอ ยังมีขาหมูพะโล้ขนาดใหญ่ยักษ์อีก 1 ขา เปล่งประกายสะท้อนแสงไฟยามเย็นอยู่อีกด้านหนึ่ง
จางฟู่ลู่รู้สึกว่าตนตั้งคำถามผิดไปเสียแล้ว ก็ได้แต่ยิ้มแหย แล้วนั่งลงกินอาหารด้วยท่วงท่าแสนสง่างามยิ่งนัก และถูกต้องตามหลักกุลสตรีในห้องหอทุกกระเบียดนิ้ว
ทว่าความเร็วของนางกลับไม่อาจดูเบาได้แม้แต่น้อย
เพียงเค่อกว่า ๆ น้ำแกงในชามใหญ่ก็ลดลงไปจนเกือบถึงก้นชาม ขาหมูเหลือเพียงกระดูก ไก่ย่างทั้งตัวก็กำลังโดนนางเลาะเนื้อออกมากินอย่างหมดจด ผัดผักแปดเซียนนั้นเกลี้ยงจานไปนานแล้ว
และในอีกหนึ่งเค่อกว่าต่อมาก ทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะก็เกลี้ยงจาน เว้นแต่กระดูกที่ไม่สามารถกินเข้าไปด้วยได้ และมันก็กลายเป็นกระดูกที่เกลี้ยงเกลา ไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อด้วยซ้ำ
สองสาวใช้คิดตรงกันว่า สุนัขที่ได้กินกระดูกเหล่านี้คงอยากก่นด่า และประท้วงด้วยความไม่พอใจเป็นแน่
เมื่อข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้ว นางจางฟู่ลู่ก็ยกชาช่วยย่อยขึ้นมาจิบ แล้วถอนหายใจด้วยความพอใจและอิ่มเอม
ไม่ว่าจะกี่คราเหล่าสาวใช้ก็ไม่เคยชินเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นปริมาณอาหารต่อมื้อที่คุณหนูของพวกนางกิน
นี่เป็นความสามารถอีกอย่างที่ติดตัวจางฟู่ลู่มาจากโลกแห่งนั้น หลังจากที่ดูดซับแก่นพลังงานของผีดิบมาแล้วทุกระดับ พลังของนางก็พัฒนาไปจนถึงขีดสุด ทำให้นางมีพละกำลัง สายตา และความเร็ว เทียบเท่ากับบุรุษราว 100 คน เพราะแบบนี้เอง นางจึงต้องการอาหารมากกว่าคนปกติ เพราะระบบเผาผลาญในร่างกายมีมากกว่าผู้อื่นนั่นเอง ต่อมื้อนางต้องกินอาหารเทียบเท่ากับคน 5 คนกินหรือมากกว่านั้น จึงจะอิ่ม
ส่วนอาหารเหล่านี้ เป็นอาหารที่รุ่ยเผิงออกไปซื้อมาให้นางจากร้านด้านนอก เพราะหากให้เรือนหลักได้รู้ว่านางต้องกินเยอะปานนี้ เกรงว่าจะโดนลือกันไปเสีย ๆ หาย ๆ ได้ ดังนั้นอาหารของนางที่ไปรับมาจากครัวส่วนกลางนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงข้าว 1 ถ้วย กับผัดผักแปดเซียน แล้วก็จานเนื้อเล็ก ๆ อีก 1 จานเท่านั้น ที่เหลือคือของจากด้านนอกทั้งสิ้น
เพราะเรือนของนางอยู่ท้ายจวน อยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของจวน ทำให้มีจุดที่ติดกำแพงจุดหนึ่ง ที่นางทำทางให้รุ่ยเผิงหลบออกไปซื้อของได้ มันกลายเป็นช่องทางเล็ก ๆ ที่มีต้นไม้ปกคลุมดูรกครึ้ม ไม่มีใครกล้ามาตรงนี้สักคน เพราะนางไปสร้างข่าวลือเอาไว้ว่าเคยมีคนมาตายตรงนี้ เลยทำให้ทางสะดวกยิ่งนัก
“คุณหนู ออกไปเดินย่อยสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ” อวี๋เซียงถามขณะที่เก็บจานที่ละจาน
“อืม สมควรไปเดินย่อยสักหน่อยจริง ๆ รุ่ยเผิง เกล้าผมง่าย ๆ ให้ข้าที แล้วไปเอาเสื้อคลุมมาด้วย ข้าไปเดินเล่นที่หลังเรือน ไม่ต้องตามมา” จางฟู่ลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยเป็นธรรมชาติ หลังจากที่สาวใช้ของนางเอาปิ่นหยกมาเกล้ามวยหลวม ๆ ไว้ให้ เกิดเป็นภาพคนงามแสนเย้ายวนขึ้นมา
ท่าทีเหล่านี้สาวใช้กลับคุ้นชินเสียแล้ว พวกนางภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่คุณหนูของนางเป็นสาวงาม เสียแต่ว่านางค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยออกไปข้างนอกให้ผู้ใดได้ยลโฉมสักเท่าไรนัก หาไม่ ฉายาสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงคงไม่หนีไปไหน
ตอนนี้ฉายานี้กลับเป็นฉายาของคุณหนูจางเซียนอวี่ คุณหนูรองที่เกิดจากฮูหยินหยางหรูม่าน หรือหยางซื่อไปเสียแทน
จางฟู่ลู่ไม่ได้รับรู้เลยว่าสาวใช้ของพวกนางจินตนาการไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ทว่านางกลับไม่ได้คิดจะไปชิงดีชิงเด่นอะไรพรรค์นั้นเลยสักนิด
หากไม่ติดว่านางมีปณิธานที่อยากจะเป็นปลาเค็มอยู่สบาย ๆ นางก็ไม่คิดจะร่ำเรียนอักษรเสียด้วยซ้ำ อยากจะอยู่เป็นคุณหนูไร้ค่าไปวัน ๆ ก็พอแล้ว ทว่าหากทำแบบนั้น นางก็จะไม่มีข้าวกิน หากไม่ได้รับความสำคัญ เสื้อผ้าอาภรณ์ก็จะไม่มี คนที่ภักดีต่อนางก็จะลำบาก ดังนั้นนางเลยต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเองตั้งแต่เล็กแต่น้อย
ให้บิดาผู้ฉาบฉวยของนาง นามว่าจางเฮ่า หรือจางโหวผู้นั้น ได้เห็นว่านางมีคุณค่า จนทั้งเขาและฮูหยินที่รักหน้าตายิ่งชีพ ไม่กล้ามองข้ามนางอีกต่อไป
ยินยอมให้พวกเขาเลี้ยงนางเอาไว้ใช้หาผลประโยชน์ได้ในอนาคต
“ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นทั้งหลายก็โดนมาแล้ว อันธพาลวางอุบายก็โดนมาแล้ว ต่อไปพวกท่านจะวางอุบายอะไรต่อข้าอีกนะ”
จางฟู่ลู่คิดอย่างติดตลก นางสัมผัสใบของต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล เชื่อมต่อจิตกับมันอีกครั้ง แล้วเงี่ยหูฟังบทสนทนาในห้องของฮูหยินใหญ่อย่างหยางหรูม่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทว่าตอนที่ไปฟัง กลับพบว่านางกำลังเกรี้ยวกราด เพราะท่านพ่อของนางคนนั้นไปที่เรือนอนุวัยเท่ากับนางที่เพิ่งรับมาใหม่คนหนึ่ง สาวงามพลันเผยรอยยิ้มสมใจออกมา
“รุ่ยเผิงทำงานได้ไม่เลวจริง ๆ ต้องตกรางวัลให้นางมากสักหน่อย”
นางเพียงใช้แมกไม้สืบข่าว จนพบว่าหอคณิกาอันดับหนึ่ง มีนางคณิกาแสนงามอ่อนช้อยเข้ามาใหม่ จึงให้รุ่ยเผิงไปแอบปล่อยข่าวเรื่องนี้เงียบ ๆ จนไปถึงหูของท่านพ่ออย่างแนบเนียนเท่านั้น
ที่เหลือก็กลายเป็นเรื่องของโชคชะตาและตัณหาราคะส่วนตนล้วน ๆ
“มีเรื่องให้สตรีนางนั้นโมโหบ้างก็สะใจดี ช่วงนี้จะได้ละสายตาจากข้าไปเสียหน่อย”
จางฟู่ลู่ยิ้มท่ามกลางความมืดมิด ทว่าในสายตาของนาง ทุกอย่างกลับคมชัดราวกลางวัน หญิงสาวถอนหายใจยาวออกมา
“เฮ้อ วิถีปลาเค็มของข้านี่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
Writer's talk :
ว้าว นางเอกของไรต์รอบนี้มาจากวันสิ้นโลกล่ะทุกคน และนางก็พกความโกงมาด้วยเต็มพิกัดเลยค่ะ
เอาใจช่วยน้องด้วยน้า
เปิดเรื่องใหม่ก็ดูเหมือนจะดาร์กกับดรามาซะแล้ว 555 แต่นิยายของไรต์ไม่ดรามาน้า ใส ๆ เหมือนเดิมค่ะ แต่เนื้อเรื่องอาจจะเข้มข้นเล็กน้อยเท่านั้นตามประสาพล็อตแนวนี้งับ ถ้าชอบก็กดเข้าชั้นเอาไว้ด้วยน้า ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ฮามั้ยไม่รู้ รู้แค่ไรต์จะพยายามสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนเต็มที่เช่นเคยค่ะ
อธิบายความหมายของปลาเค็มหน่อย เผื่อใครไม่รู้ ปลาเค็มนั้นเป็นสำนวนของจีน ที่เปรียบเปรยว่าคน ๆ นั้นเป็นคนไร้ค่า ไม่ทำอะไรเลย อยู่ไปวัน ๆ ค่ะ ดั่งนางเอกของไรต์ที่ลำบากลำบนในชีวิตก่อน ชีวิตนี้เกิดมาเป็นคุณหนูบ้านรวย แต่ดันไม่เป็นที่รัก นางอยากจะเป็นปลาเค็มแต่สุดท้ายก็ยังต้องสู้อยู่ดีค่ะ
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน้า
รักมาก ๆ เสมอมาค่ะ
บทที่ 1 ครอบครัวตระกูลจาง
จางฟู่อยู่ลู่ในชุดปักลายดอกกล้วยไม้แสนงดงามสีเขียวอ่อน วันนี้นางทำผมด้วยทรงเรียบง่ายทว่าสง่างาม ใบหน้าตกแต่งเล็กน้อยให้พอมีสีสัน เดินนำสาวใช้ทั้งสอง ตรงไปยังเรือนใหญ่ เพื่อไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าในยามเช้า
ยามนี้เป็นยามเฉินเท่านั้น (7.00 น. – 8.59 น.) แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจางเป็นคนชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ และชื่นชอบการทรมานคน เหล่าสะใภ้และคุณหนูทั้งหลาย อย่างไรก็ต้องรีบตื่นเช้า กินอาหารเช้าด้วยความรวดเร็วที่สุด แล้วแต่งองค์ทรงเครื่องมาคารวะยามเช้าทุกคน เมื่อได้เห็นท่าทีราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่างของทุกคนแล้ว ท่านย่าผู้ที่จิตใจคับแคบของนางจึงจะพยักหน้าพอใจ
นางเดินอย่างอ่อยอิ่งชมนกชมไม้เรื่อยเปื่อย ไม่รีบไม่ร้อน เพราะตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงต้นยามเฉินเท่านั้น ต่อให้ไปถึงแล้ว ก็ยังต้องยืนขาแข็งรออยู่ด้านนอกจนกว่านางเฒ่าผู้นั้นจะพอใจ แล้วจึงปล่อยให้คนได้เข้าไปคารวะทุกเช้า
จางฟู่ลู่นึกอย่างเสียดสีในใจว่า ไม่รู้ว่าตอนที่ตายไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจางจะขึ้นสวรรค์ไปเลยหรือไม่ เพราะมีแต่คนมากราบไหว้นางทุกวันทีเดียว
“พี่หญิงใหญ่ช่างสบายอารมณ์เสียจริง”
เสียงอันอ่อนหวานหยอดย้อยทักขึ้น ทว่าพอจางฟู่ลู่ได้ฟัง กลับพบว่ามันดัดไปมาจนดูปรุงแต่ง นางแอบกลอกตาเล็กน้อย แล้วหันกลับไปเผชิญหน้า
“อากาศดีเช่นนี้ เลยเดินสูดอากาศให้สดชื่นสักหน่อยเท่านั้น ทำให้น้องหญิงรองขบขันเสียแล้ว”
ที่อยู่ตรงหน้าจางฟู่ลู่คือหญิงงามคนหนึ่ง ใบหน้าของนางมีความงามอันอ่อนหวาน รื่นตารื่นใจ ดูบอบบางบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้แรกแย้ม ยามที่นางเยื้องย่างราวกับกำลังเดินอยู่บนสายน้ำก็ไม่ปาน นางอยู่ในชุดสีขาวปักลวดลายบุปผา ดูงดงามราวกับนางเซียนลงมายังโลกมนุษย์ แต่จางฟู่ลู่รู้ดีว่าจิตใจของสตรีตรงหน้าเต็มไปด้วยความมืดดำ
นี่ก็คือจางเซียนอวี่ น้องสาวต่างมารดาคนดีของนางนั่นเอง
หญิงสาวนึกเจ็บใจที่เดินช้าเกินไป จึงต้องมายืนประจันหน้ากับน้องสาวผู้นี้ในตอนนี้ หากจะถามว่าในบ้านตระกูลจางนี้ จางฟู่ลู่คิดว่าใครที่เสแสร้งจนเข็ดฟันได้มากที่สุด เห็นทีคงจะเป็นน้องหญิงรองผู้นี้ของนางนี่เอง
“แหม พี่หญิงใหญ่ช่างมากไปด้วยอารมณ์สุนทรีเสมอ จริงสิ อีกไม่กี่วันจะมีการจัดงานชมบุปผาที่พระราชวัง ท่านป้า…ไม่สิ สนมหยางกุ้ยเฟยได้เป็นแม่งาน ท่านเองก็ต้องไปด้วย เรื่องนี้…ไม่รู้ว่าท่านทราบหรือยังเจ้าคะ” สายตาของจางเซียนอวี่มองประเมินพี่สาวต่างแม่ไปมา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ นางเอาแต่เฝ้าแข่งขันกับพี่สาวคนนี้อยู่ลับ ๆ เสมอ มาตรว่าพี่สาวไม่ได้โดดเด่นด้านใดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่อาจดูแคลนได้ พิณ หมาก อักษร และวาดภาพ อีกฝ่ายล้วนทำได้ดีทั้งหมด จนได้รับคำชมจากอาจารย์อยู่บ่อยครั้ง หลายคราที่นางรู้สึกว่าพี่สาวคนนี้พยายามเก็บงำประกายบางอย่างในตัวเอาไว้ จึงพยายามอย่างหนักที่จะเหนือกว่านางให้ได้ แต่เมื่อนางได้รับคำชื่นชมว่าเหนือกว่าแล้ว กลับไม่ได้พบสายตาเจ็บปวดจากพี่สาวคนนี้แม้เพียงนิด ทำเอานางรู้สึกราวกับกำลังชกลงบนปุยนุ่น ทั้งน่าเจ็บใจทั้งน่ารำคาญใจไม่น้อย
ที่ผ่านมาพยายามจะเล่นงานพี่สาวคนนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อมก็หลายครา ปรากฏว่าไม่สำเร็จ ทุกครานางมักจะรอดไปได้อย่างเป็นปริศนาเสมอ
จางเซียนอวี่และมารดาไม่เคยเอาเปรียบสตรีตรงหน้านี้ได้เลย ไหนจะรูปโฉมที่นับวันก็ยิ่งโดดเด่นของนางอีกเล่า ดังนั้นจางเซียนอวี่จึงถือว่าจางฟู่ลู่เป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของนางเสมอมา
เพราะไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่านางแล้วว่า ตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงนั้น ขอเพียงคนตรงหน้าไปปรากฏกายต่อหน้าคนเหล่านั้นแม้เพียงครั้งเดียว นางก็ต้องหลุดออกจากตำแหน่งนี้ไปอย่างแน่นอน
จางฟู่ลู่ลอบยิ้มเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำถามของน้องสาวต่างแม่ ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังหวาดกลัวอะไรอยู่ ครั้งนี้นางจึงยิ้มมากขึ้นอีกหน่อยทำสีหน้าหยอกล้อ
“แหม น้องหญิงรองก็รู้ว่าข้าไม่ชอบงานเช่นนี้…” เมื่อเห็นสีหน้าของน้องสาวลิงโลดขึ้นมา นางก็กล่าวต่อเพื่อดับฝันของอีกฝ่ายทันใด
“แต่นี่เป็นงานในพระราชวัง อย่างไรก็ไม่ควรเสียมารยาท เว้นแต่ว่าข้าป่วยใกล้ตายเต็มที ลุกจากเตียงไม่ขึ้น เช่นนั้นข้าจึงจะไม่ไป แต่ดูสิ ข้าเอาแต่เก็บตัวอยู่ในจวนทั้งวี่ทั้งวัน จนคนข้างนอกคงลืมหน้ากันไปแล้ว ออกไปทักทายผู้คนเสียบ้างก็คงดี น้องหญิงรองว่าถูกหรือไม่”
จางเซียนอวี่ได้ยินว่านางจะไปงานนี้ด้วย รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าก็แทบจะแปรเปลี่ยนเป็นเกลียดชัง สุดท้ายก็ไม่อาจเก็บอารมณ์ได้อีก กล่าวว่า
“ท่านอยากจะไปก็เรื่องของท่าน! อย่าทำให้จวนขายหน้าก็พอ!” แล้วสะบัดหน้าเดินนำไปลิ่ว ๆ
จางฟู่ลู่มองตามไปแล้วหัวเราะในลำคอ พลางพึมพำว่า “นี่สิ คือตัวตนของนางที่แท้จริง เสแสร้งเสียจนข้าเข็ดฟันแล้ว นางเอกงิ้วยังพ่ายแพ้นางเลย”
“คุณหนู งานนี้คุณหนูจะไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ” อวี๋เซียงถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
หญิงสาวหันไปพยักหน้าให้สาวใช้ยิ้ม ๆ “ต้องไป เพราะเป็นงานใหญ่ ตามที่ได้บอกนางไปนั่นแหละ หากไม่ไป ข้าก็คงได้จมน้ำลายของท่านย่าเข้าจริง ๆ แล้ว”
เพราะรักทั้งเงินทอง หน้าตา ชื่อเสียง จวนจางโหวนี้จะไม่ยอมเสียอะไรไปเลยสักอย่างเดียว อีกทั้งภาพของนักบุญและขุนนางแสนซื่อตรงที่สร้างเอาไว้จะทลายลงไม่ได้เป็นอันขาด ดังนั้นครั้งนี้ต่อให้นางบ่ายเบี่ยงอย่างไร สุดท้ายก็ต้องไปเป็นแน่แท้ แม้แต่จางฮูหยินหรือหยางซื่อที่ไม่ต้องการให้นางโดดเด่นกว่าบุตรสาว คอยกีดกันไม่ให้นางมีสังคมเรื่อยมา สุดท้ายงานนี้อย่างไรก็ยังต้องยอมให้นางไป เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงต่อชื่อเสียงของนางได้
ถึงแม้ว่าในวังจะมีพี่สาวของนางครองตำแหน่งกุ้ยเฟยอยู่ก็ตามที เพราะแม่เลี้ยงคนดีคนนี้ ไม่อาจแบกรับคำนินทาว่ารังแกลูกเลี้ยงได้ไหวแน่ ๆ
“ดีเลยเจ้าค่ะ คุณหนูไม่ได้ออกงานนานแล้ว บัดนี้ข้างนอกนั่นเอาแต่พูดว่าคุณหนูรองงามที่สุด ให้พวกเขาได้รู้เสียบ้างว่าใครคือคนที่งามที่สุด” รุ่ยเผิงกล่าวอย่างร่าเริง นางคือคนที่มีใจกล้าหาญและภักดี อายุนางยังน้อย จึงยังมีความซุกซนอยู่เต็มเปี่ยม ดังนั้นยามที่นางออกไปข้างนอก จึงมักจะแวะเที่ยวเล่น ได้ฟังเรื่องราวซุบซิบเหล่านั้นมาไม่น้อย
เรื่องของรูปโฉมงดงามเพริดแพร้วของคุณหนูรอง นางงามอย่างนั้น นางงามอย่างนี้ รุ่ยเผิงได้ฟังจนเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว
“รุ่ยเผิง อย่าเสียมารยาท!” อวี๋เซียงแม้จะเห็นด้วย ทว่านางกลับไม่อาจปล่อยให้สาวน้อยผู้นี้พูดไปทั่วได้ หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง
รุ่ยเผิงที่รู้ตัวว่าพูดจาไม่ระวังปาก ได้แต่ยิ้มแหยแล้วแลบลิ้นเล็กน้อย เพื่อแสดงออกว่านางเผลอตัวไป
ทั้งสามคนค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน พูดคุยกันบ้างเป็นระยะ จนในที่สุดก็มาถึงเรือนของท่านย่า
บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านหน้ามองเห็นนางแล้ว สายตาของนางก็พร่ามัวไปเล็กน้อย ในใจยิ่งตื่นตระหนก เพราะนางพบว่านับวันความงดงามของคุณหนูใหญ่ก็ยิ่งส่องประกาย นางทำความเคารพ แล้วหลีกทางให้คุณหนูใหญ่เข้าไปอย่างนอบน้อม
ในจวนนี้แม้ว่าคุณหนูใหญ่จะปราศจากมารดา ทว่าท่านโหวก็ยังให้ความสำคัญ
เป็นเพราะรูปโฉมของนาง และฐานะของนาง แม้ว่าแม่ทัพประจิมอ้ายกั๋วกงและครอบครัวจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่มีใครกล้ารังแกนาง อีกทั้งแม้ว่านางจะดูเหมือนตัวคนเดียว แต่ใครไม่รู้บ้าง ว่ามิใช่ว่าคุณหนูใหญ่จะไม่มีเขี้ยวเล็บเสียที่ใดกันเล่า
ไม่เช่นนั้นเหตุใดคนที่แทบจะไม่เหลือเบื้องหลังเลยอย่างนาง จะยืนหยัดมาได้นานเพียงนี้ ในจวนที่เต็มไปด้วยงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือ ดังนั้นบ่าวไพร่ที่ฉลาดสักหน่อย จะไม่มีใครกล้ารังแกนางเลยสักคน
มีเพียงบ่าวไพร่ไร้สมองไม่รู้จักทิศทางลมเท่านั้นแหละ ที่ชื่นชอบการรนหาที่ตาย
จางฟู่ลู่ปรายตามองบ่าวหน้าเรือนของท่านย่าปราดหนึ่ง เพียงเท่านั้นหญิงคนนั้นก็ตัวสั่นงันงก นางยกยิ้มเล็กน้อยอย่างชอบใจ แล้วเดินเข้าไปด้านในราวกับกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆก็ไม่ปาน
บ่าวเฒ่าผู้นี้ เมื่อนางยังเด็ก กลับเคยเพิกเฉยในตอนที่นางโดนกลั่นแกล้งรังแก แถมบางครายังซ้ำเติมนางด้วยความสนุกสนาน ทว่านิสัยชอบเล่นการพนันของนางกลับแก้ไม่ได้จนเป็นหนี้มากมาย และต้องเบียดบังเอาของมีค่าของฮูหยินผู้เฒ่าไปขาย
นางก็เพียงกำจุดอ่อนนี้เอาไว้แน่นเท่านั้น
บ่าวเฒ่าลอบหลั่งเหงื่อเย็น นางรู้สึกราวกับว่าเมื่อครู่มัจจุราชเพิ่งจะเดินผ่านนางไปก็ไม่ปาน
เมื่อมาถึงด้านใน หญิงสาวพบว่ามีหลายคนมาถึงก่อนนางแล้ว โดยเฉพาะน้องสาวคนดีที่นำหน้ามาก่อน จากนั้นก็เป็นอนุหลายคนของท่านพ่อ และบุตรสาวบุตรชายจากอนุที่ไม่ได้สลักสำคัญนักหลายคน
ฮูหยินผู่เฒ่าจางนั้นมีบุตรชายคือจางโหว หรือท่านพ่อของนางเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว นอกนั้นคือบุตรอนุของนายท่านผู้เฒ่าจางที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งล้วนแยกจวนออกไปใช้ชีวิตกันเองจนหมดสิ้น ส่วนบุตรสาวของฮูหยินผู้เฒ่าก็แต่งงานออกไปจนหมด เหลือเพียงจางเฮ่าผู้เดียวที่ได้ครอบครองจวนหลักตระกูลจาง และมีฐานะทางสังคมสูงที่สุด
จางฟู่ลู่กวาดสายตาไปโดยรอบ มีหลายคนมองนางอย่างอยากรู้อยากเห็น หลายคนก็หลบตาไปเพราะความหวาดกลัว หลายคนก็ไม่มองนางเลยสักนิดเดียว จากนั้นสายตาของนางก็มองไปที่ท่านย่า
ฮูหยินผู้เฒ่าจางเป็นหญิงชราวัย 62 ปี ที่มีใบหน้าเรียวแหลม หน้าผากแคบ ดวงตาดุดันอยู่เป็นนิตย์ ดูเจ้ายศเจ้าอย่างและไม่น่าคบหา นางชื่นชอบที่จะแต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาด เพื่อแสดงอำนาจความเป็นใหญ่ ชื่นชอบทรัพย์สมบัติและความร่ำรวย ทว่ากลับแสดงตนว่าใจกว้างขวางและใจบุญ
ย้อนแย้งจนน่ารังเกียจ
“หลานคารวะท่านย่าเจ้าค่ะ” จางฟู่ลู่ย่อกายคารวะอย่างถูกต้องตามหลัก ไม่มีผิดไปสักองศาเดียว ทั้งงดงามชดช้อย และสูงศักดิ์
หญิงชราเพียงปรายตามองหลานสาวผู้นี้ ที่นับวันนางก็ยิ่งมองไม่ออกมากขึ้นทุกทีด้วยสายนิ่ง ๆ ทว่าในใจว้าวุ่น นางรู้เพียงว่า ไม่ว่านางคิดจะจัดการหลานผู้นี้อย่างไร ก็ล้วนไม่เคยสำเร็จ และนางไม่เคยเอาเปรียบหลานคนนี้ได้เลย อีกอย่างด้วยฐานะที่สูงส่งของมารดา ทำให้ตนเห็นว่าหลานสาวน่าชังคนนี้ เป็นหนามที่ทิ่มแทงนัยน์ตามาหลายหนเหลือเกิน ที่ขัดใจที่สุด ก็คงจะเป็นสินเดิมจากตระกูลอ้ายเหล่านั้น ที่มากมายมหาศาล และนางไม่เคยได้แตะ
“อืม” นางเพียงรับคำในลำคอเท่านั้น แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก
“พี่หญิงใหญ่ ข้าพบท่านระหว่างทางที่เดินมา ข้ามาถึงได้พักใหญ่แล้ว เหตุใดท่านจึงเพิ่งมาเล่า หรือว่าท่านเจ็บป่วยที่ใดหรือไม่” จางเซียนอวี่พูดออกมา แสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย
ทว่าเนื้อความของนางนั้นกลับพยายามจะสื่อว่านางไม่เต็มใจมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่า ซึ่งมันทำให้หญิงชราชักสีหน้าในทันใด
“น้องหญิงรองกล่าวอันใดกัน นั่นเพราะข้าเป็นห่วงสุขภาพของท่านย่า ไม่อยากให้ท่านต้องเสียเวลามารับการคารวะแต่เช้าตรู่จนเกินไป เพราะจะทำให้เสียสุขภาพ อีกอย่างตอนนี้แม้แต่ท่านแม่ก็ยังไม่มา นั่นหมายความว่าท่านแม่ต้องคิดเหมือนข้าอย่างแน่นอน นางต้องเป็นห่วงสุขภาพของท่านย่ามากแน่ ๆ” จางฟู่ลู่ยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง ตอบโต้กลับไปอย่างสมน้ำสมเนื้อ
หากกล่าวว่านางจงใจมาช้าเพราะไม่อยากคารวะ แล้วมารดาของเจ้าที่ยังมาไม่ถึงจะเรียกว่าอะไร
จางเซียนอวี่หุบยิ้ม สีหน้าของนางแข็งค้างไปอย่างทำตัวไม่ถูก นางเพิ่งตระหนักได้ว่ากำลังยกหินทับเท้าตนเอง เพราะหากนางยังยืนยันที่จะกล่าวหาพี่สาวตัวดีต่อไป ก็กลายเป็นว่านางหมายรวมถึงมารดาตนเองด้วยที่ไม่เต็มใจจะมาคารวะ
แม้ทุกคนจะคิดเช่นนั้นจริง ๆ แต่ใครมันจะกล้ายอมรับกันเล่า
“ใช่ ใช่ ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน ท่านอย่าถือสาข้าเลย ข้าเพียงกล่าวตามที่คิดออกไปเท่านั้น” จางเซียนอวี่ยิ้มออกมาแล้วพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาออกไป
“ข้าไม่ถือสาหรอก น้องหญิงรองยังเยาว์วัย บางคราความคิดความอ่านก็ยังไม่เติบโตเต็มที่นัก” นางยิ้มตอบกลับไป
“เอาล่ะ ๆ เจ้าไปนั่งเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าหลานสาวคนโปรดกำลังเสียเปรียบ ในใจแม้จะอยากลุกขึ้นมาด่ากราด ทว่านางกลับไม่สามารถทำได้ เพียงแสร้งปรามเบา ๆ ไม่กี่เสียง แล้วโบกมือไปมา เพื่อเปลี่ยนเรื่องไปเสีย
จางฟู่ลู่รู้หนักเบา นางยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งอย่างว่าง่าย นี่เป็นวิธีที่นางใช้เอาตัวรอดมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ส่วนจางเซียนอวี่นั้นกลับไปนั่งพร้อมกับมือที่กำหมัดแน่น แต่โดนแขนเสื้อยาว ๆ นั้นบดบังไปเสียสิ้น สายตาของนางสาดไปที่จางฟู่ลู่ ชั่วแวบหนึ่งมันมีความโกรธแค้นชิงชัง จากนั้นสีหน้าก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครกล้ากล่าววาจาออกมาในขณะนั้นเลยสักคน เพราะไม่ว่าผู้ใด พวกเขาล้วนไม่ควรไปตอแยด้วยทั้งสิ้น
จากนั้นชั่วสองจิบชาต่อมา หยางหรูม่านหรือแม่เลี้ยงของนางในวัย 33 ปี ที่ยังคงสวยสดงดงามก็เยื้องย่างมาพร้อมกับบุตรชายนามว่าจางจ้งฮุ่ย อายุ 5 ขวบปี เป็นแก้วตาดวงใจของแม่เลี้ยงยิ่งนัก หนึ่งเพราะเขาคือบุตรชายสายตรง สองคือเขาเป็นบุตรชายที่เกิดช้า เกิดมาในตอนที่ทั้งจางเฮ่าและหยางหรูม่านเกือบจะถอดใจไปแล้ว นางต้องกัดฟันยินยอมให้สามีมีอนุคนแล้วคนเล่า สุดท้ายนางก็สามารถมีบุตรชายเองได้เสียที ไม่ต้องบอกเลยว่านางจะรักถนอมเขามากเพียงใด
ทว่าในสายตาของจางฟู่ลู่แล้ว เด็กชายผู้นี้กลับเป็นปีศาจตัวน้อย ๆ เนื่องจากโดนตามใจจนเสียผู้เสียคนแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคต อนาคตของจวนจางคงได้ดับลงในมือของเด็กน้อยผู้นี้นี่แหละ
ทว่านางไม่จำเป็นต้องไปขัดขวางหรือเป็นห่วงผู้ใด
ห่วงตัวเองดีกว่าในตอนนี้
หยางซื่อยิ้มให้ฮูหยินผู้เฒ่าจาง นางคารวะอย่างนอบน้อมยิ่ง แล้วสะกิดบอกเด็กชายข้างกาย
เด็กน้อยรู้งานยิ่งนัก เขายิ้มเอาใจหญิงชรา เรียกนางด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานว่า “ท่านย่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าจางยิ้มไม่หุบ จากนั้นกางแขนออกกว้าง แล้วรอหลานชายคนโปรดวิ่งเข้ามาในอ้อมแขนอย่างทุกวัน “หลานย่า มาหาย่าเร็วเข้า”
เขาวิ่งเข้าไปหาหญิงชราอย่างออดอ้อน เรียกเสียงหัวเราะจากฮูหยินผู้เฒ่าได้ทันที บรรยากาศเชือดเฉือนกันก่อนหน้านี้พลันมลายหายไป
“ท่านแม่” จางฟู่ลู่ย่อกายคำนับสตรีตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“ลู่เอ๋อร์วันนี้ก็ยังคงงดงาม ไม่รู้ว่าบุรุษผู้ใดจะโชคดี ได้เจ้าไปครอบครอง” ยามพูดแม้จะยิ้มแย้ม ทว่าสายตาราวกับนายพรานมองเหยื่อนั้นส่งตรงมาหานางเพียงชั่วครู่ แล้วก็จางหายไป
นี่แหละคือวิกฤตของนางในยามนี้
ประโยชน์ที่นางได้นำเสนอตัวเอง เพื่อความอยู่รอดเอาไว้เสียมากมายในอดีตยามที่นางเป็นเด็ก สมควรต้องได้รับการเก็บเกี่ยวในยามนี้แล้ว
หากแม่เลี้ยงเห็นผลประโยชน์เป็นสำคัญ งานแต่งงานของนางย่อมไม่เลว สมควรต้องเชิดหน้าชูตาและหาผลประโยชน์ชิ้นสุดท้าย มามอบให้จวนจางโหวนี้อย่างสมน้ำสมเนื้อแน่นอน
หากหยางซื่ออำมหิตสักหน่อย คาดว่าคนที่นางจะต้องสมรสด้วย คงไม่อาจเป็นคนดีไปได้ และหนทางข้างหน้าคงมืดมนเหลือเกินแล้ว
“นั่นย่อมเป็นดุลพินิจของท่านพ่อและท่านแม่อยู่แล้วเจ้าค่ะ ไม่ว่าสามีในอนาคตของข้าจะเป็นผู้ใด ก็เชื่อว่าจะต้องนำเอาชื่อเสียงและความรุ่งโรจน์มาสู่จวนตระกูลจางของเราได้อย่างแน่นอน ผู้คนภายนอกย่อมจะสรรเสริญหากว่าข้าได้คู่ครองที่ดี”
สายตาของหยางซื่อวาววับ นางนึกอยากจะฉีกปากของนังลูกเลี้ยงนี่ออกเสียจริง ไม่ว่าจะกี่ครา ก็มักจะพูดจาดักทางนางได้ตลอด
ความหมายของจางฟู่ลู่ก็คือ หากว่านางได้คู่ครองไม่ดี ข้างนอกก็จะโจษจันกันไปได้ว่านางรังแกลูกเลี้ยง แต่หากได้คู่ครองที่ดี ก็จะมีแต่คนชื่นชม
นังเด็กบ้านี่มักจะรู้ดีเสมอว่านางมีสิ่งใดที่ต้องคำนึงถึง
สายตาของทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศ ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร
จางฟู่ลู่เผยรอยยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง แล้วทิ้งระเบิดก้อนสุดท้ายลงไป
“เอ เห็นน้องหญิงรองเปรยถึงเรื่องงานเลี้ยงในพระราชวังในอีกไม่กี่วันนี้ ดีเหลือเกิน ข้ามิได้ออกงานเช่นนี้มานานเพียงใดแล้วหนอ ออกไปทักทายผู้อื่นเสียบ้างก็ดีเช่นกัน ท่านแม่ ท่านว่า…ข้าควรจะสวมใส่อาภรณ์ที่งดงามเช่นไรดีเจ้าคะ?”
พอกล่าวถึงเรื่องการสวมใส่อาภรณ์ใหม่ แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นการกล่าวถึงเรื่องเงิน
พอกล่าวมาถึงตรงนี้ หยางซื่อก็แทบจะกัดฟันกรอด แล้วตอบว่า “แน่นอน แม่ต้องตัดอาภรณ์ให้เจ้าใหม่อย่างดงามแน่ ๆ”
รอยยิ้มของจางฟู่ลู่กดลึกขึ้น “ข้ารู้อยู่แล้ว ว่าท่านแม่รักและถนอมข้ามาก งานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะน้อยหน้าผู้อื่นได้อย่างไร”
หยางซื่ออยากจะปราดเข้าไปตบหน้าของลูกเลี้ยงจอมแสบผู้นี้เหลือเกิน สายตาของนางตอนนี้เต็มไปด้วยความอันตราย เผยรอยยิ้มหมายมาดบางอย่างออกมา
“เจ้ารอดูได้เลย”
ยามที่ได้เห็นรอยยิ้มและแววตาของแม่เลี้ยง จางฟู่ลู่ก็รับรู้ได้ในทันที
ว่านางไม่อาจอยู่ที่จวนจางแห่งนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
ละครหลังม่าน
จางฟู่ลู่ : ข้าอยากเป็นปลาเค็มที่นั่งกินนอนกิน! /// ตั้งปณิธาน
หยางหรูม่าน : หึหึ ฝันไปเถิด /// ยิ้มร้าย เลือกคู่ให้อย่างตั้งใจ
จางเซียนอวี่ : จะยอมให้นางได้คู่ที่ดีกว่าข้าได้อย่างไร! /// คิดแผนร้าย
จางฟู่ลู่ : อา ข้าไม่สามารถนั่งกินนอนกินได้แล้วสิเนี่ย
Writer's talk :
เอาแล้ว เปิดมาก็วอร์กันเลยค่า อิอิ
ตัวละครเยอะไปนี๊สสสส ดำเนินเรื่องช้าไปหรือเร็วไปแจ้งได้นะคะ ไรต์พยายามจะเกลี่ยบทให้ดี ๆ เลยค่อนข้างพิถีพิถันมาก ๆ เลยค่ะ
พระเอกของเราจะค่าตัวแพงนะคะ
ส่วนหลาย ๆ คนอาจจะมีคำถามว่าทำไมน้องไม่หนีไป หรือน้องห่วงกินและขี้เกียจ 555 ไม่ช่ายยยย มันมีเหตุผลอยู่เด้อ ใจเย็น ๆ นะค้าบ ค่อย ๆ อ่าน
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดค่ะ
รักมากนะคะ
บทที่ 2 แผนร้าย
จางเซียนอวี่เดินตามมารดาของตนเองไปยังเรือนหลัก พร้อมกับน้องชายที่พูดจ้าเจื้อยแจ้วไม่รู้ความ
เมื่อมาถึงนางก็นั่งลงข้างมารดาด้วยกิริยาที่ผิดแปลกออกไปจากที่แสดงภายนอก มันทั้งกระแทกกระทั้น ทั้งฮึดฮัดขัดใจ อันก่อเกิดมาจากอารมณ์ขุ่นมัวยามที่ได้เห็นจางฟู่ลู่ และครั้งนี้มันยิ่งขัดใจมากขึ้นไปอีก เมื่อนางประกาศว่าจะออกงานใหญ่ครั้งนี้ด้วย
หยางซื่อรู้จักบุตรสาวตนเองดีกว่าใคร เหตุใดจะไม่เข้าใจอารมณ์ของนางในตอนนี้ อีกทั้งจางเซียนอวี่จะเป็นเช่นนี้เสมอ หากว่ามันเป็นเรื่องของจางฟู่ลู่ผู้ขัดตาผู้นั้น
หลังจากส่งบุตรชายให้ออกไปเล่นด้านนอกแล้ว นางก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ใจเย็น ๆ หน่อย เจ้าอย่าไปหลุดพฤติกรรมเช่นนี้ข้างนอกนั่นเชียว”
ตอนนี้บุตรสาวมีท่าทีเอาแต่ใจอย่างยิ่ง ราวกับเป็นคุณหนูที่ขาดการสั่งสอนอบรมโดยสิ้นเชิง ไหนจะสีหน้าบิดเบี้ยวเพราะความโกรธจนไม่น่ามองนั่นอีก
จางเซียนอวี่ถอนหายใจเฮือก “ข้ารู้ท่านแม่ แต่ข้าอดไม่ได้ ครานี้นางตั้งใจท้าทายพวกเราโดยตรงเลย น่าชังนัก ท่านจะเรียกร้านผ้ามาตัดชุดให้นางจริง ๆ หรือ”
สีหน้าของผู้เป็นมารดาทะมึนเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม “ย่อมต้องเรียก หากไม่เรียก ยามที่ต้องออกงาน ผู้คนจะต้องรอหัวเราะเยาะแม่แน่นอน”
ใครบอก ว่าการที่นางได้เป็นภรรยาเอกของจางเฮ่าแล้วชีวิตจะสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นางได้เป็นภรรยาหลวงคนที่สอง ที่มีลูกเลี้ยงจากภรรยาเอกคนก่อนหน้ายืนชูคออยู่
มันเต็มไปด้วยสายตาที่จับจ้องมองมาเสมอ หากนางปฏิบัติต่อนังเด็กนั่นไม่ดี ผู้คนก็จะครหานินทา หาว่านางใจยักษ์ใจมาร อิจฉาริษยา ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ในใจจะอยากให้นังเด็กนั่นตาย ๆ ไปเสียมากมายเพียงไร แต่นางก็ไม่เคยทำได้ แถมยังต้องคอยยิ้มแย้มกล่าววาจาแสนดีกับมันทุกวี่วัน
ที่น่าคับข้องใจมากกว่านั้นก็คือการหาคู่ครอง ที่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่นางจะได้เล่นงานมัน ทว่านางกลับไม่สามารถหาคู่ครองกักขฬะให้มันได้อย่างที่ใจนึก เพราะหากว่าคู่ครองนั้นต่ำต้อยจนเกินไป คนก็จะมองออกแน่ว่านางคิดรังแกลูกเลี้ยง มีแต่ต้องตั้งใจเฟ้นหาดี ๆ เพื่อไม่ให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน
น่าเจ็บใจนักเชียว
“ท่านแม่ ข้าไม่ยอมนะ ท่านก็เห็นหน้าตาของนางแล้ว หากนางไปร่วมงานครานี้ ด้วยรูปโฉมของนาง มิใช่จะเป็นที่ต้องใจของรัชทายาทหรอกหรือเจ้าคะ ข้าไม่ยอมจริง ๆ นะ” หญิงสาวนึกกลัวขึ้นมา
นางใฝ่ฝันหมายปองรัชทายาทรูปงามเอาไว้เนิ่นนานแล้ว ด้วยคุณสมบัติของนาง ย่อมสามารถแต่งเข้าตำหนักบูรพาได้ไม่ยากเย็น ทว่ากลับมีอุปสรรคใหญ่ก็คือนังพี่หญิงใหญ่ตัวดีนั่น เพราะจางฟู่ลู่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้หมั้นหมาย ตามธรรมเนียมแล้วการหาคู่ครองจะยังไม่มาถึงนาง
เรื่องนี้ทำให้จางเซียนอวี่ร้อนใจยิ่งนัก
สายตาของหยางซื่อเผยความอันตรายออกมาเพียงครู่ แผนร้ายพลันผุดขึ้นมาในใจ นางเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หากว่ารูปโฉมของลูกเลี้ยงไปต้องใจคนใหญ่คนโตเหล่านั้นเข้า มิใช่ว่าจะยิ่งทำให้มันทะยานขึ้นสูงไปอีกหรอกหรือ
“แม่ไม่มีวันยอมให้มันมาขวางทางเจ้าเป็นแน่ ในเมื่อตัวมันมีคุณสมบัติเลิศหรูนัก เราก็จะทำให้มันหมดคุณสมบัตินั้นไปเสียสิ ให้ชื่อเสียงของมันฉาวโฉ่จนกู้คืนมาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม่จึงจะสามารถหาเหตุยัดเยียดคู่แต่งงานเลว ๆ ให้มันได้เสียที”
นางอดทนกับลูกเลี้ยงผู้นี้มาเนิ่นนานแล้ว อีกอย่างสินเดิมที่เด็กนั่นเฝ้าเอาไว้ราวกับจงอางหวงไข่ ก็ล่อตาล่อใจเหลือเกิน หากชื่อเสียงของนางเสียหาย นอกจากพรหมจรรย์ที่รักษาเอาไว้ไม่ได้ แม้แต่สมบัติเหล่านั้น ก็เกรงว่าจะรักษาเอาไว้ไม่ได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินแผนของมารดา จางเซียนอวี่ก็เผยรอยยิ้มสะใจ ในใจคิดฝันไปถึงวันคืนอันหอมหวานเสียแล้ว
อีกด้านหนึ่ง จางฟู่ลู่ละมือออกจากใบต้นเหมยกุ้ย (กุหลาบ) ตรงหน้า แล้วเบะปากเล็กน้อย ดวงตาวาววับครุ่นคิด
“อืม จะหนีออกไปอย่างไรดีหนอ”
เช้าวันต่อมา เป็นวันที่ฮูหยินผู้เฒ่างดเว้นการไปคารวะ สาวงามจึงนอนตื่นสายได้ตามใจชอบ
บานประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา จากนั้นสตรีที่ดูมีอายุนางหนึ่งก็เดินเข้ามา สายตาของนางทอดมองคุณหนูที่ยังนอนอย่างสบายใจอยู่บนตั่งเตียง เผยแววตาทั้งรักใคร่ สงสาร และปรานี นางค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้คุณหนูของนางช้า ๆ
นี่คือแม่นมมู่ นามว่ามู่อิ๋ง ซึ่งเดิมเป็นสาวรับใช้ขั้นหนึ่งของอ้ายหลีหยุน แต่เพราะเหตุการณ์ตอนที่คุณหนูอ้ายของนางสูญเสียบุตรชาย ตอนนั้นนางที่เป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งก็แต่งงานแล้ว หลังจากที่คลอดบุตรสาวอวี๋เซียงไปสองสามปีก่อนหน้า นางก็มีบุตรชายอีกคนหนึ่ง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณหนูจางฟู่ลู่คลอดพอดี เนื่องจากอ้ายหลีหยุนร่างกายอ่อนแอ มีน้ำนมไม่เพียงพอ นางในตอนนั้นจึงได้กลายเป็นแม่นมให้คุณหนูตัวน้อยไปด้วย ตอนนี้นางมีอายุได้ 39 ปี มีรูปโฉมที่น่ามอง สบายตา
จางโหวเคยเอ่ยขอนางจากอ้ายหลีหยุนหนึ่งครา แต่นางไม่ยินยอม และอ้ายหลีหยุนที่ผูกพันกับนางมากยิ่งไม่ยินยอม สุดท้ายนางจึงได้แต่งงานกับอดีตองครักษ์ข้างกายของอ้ายหลีหยุนแทน มีชีวิตที่ดีงามมาจนทุกวันนี้
“คุณหนูเจ้าคะ ยามซื่อหนึ่งเค่อ (ประมาณ 9.15 น.) แล้วเจ้าค่ะสมควรตื่นได้แล้ว”
คุณหนูของนางอะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียว ยามขี้เกียจสักทีหนึ่งนี่ เข็นอย่างไรก็เข็นได้ยากยิ่งนัก
หญิงงามที่ยังมีความสุขกับการนอน ได้แต่เอาหน้าซุกหมอนไปมา หมุนกายเล็กน้อย เพื่อหลีกหนีเสียงปลุกของแม่นม ส่งเสียงอืออาในลำคอ เกิดเป็นภาพความงดงามเย้ายวนประการหนึ่ง
แม่นมมู่ส่ายหน้ากับภาพชวนใจเต้นนี้ เกรงว่าหากบุรุษใดได้มาเห็น พวกเขาต้องคุ้มคลั่งเป็นแน่ คุณหนูของนางช่างไม่ระวังเอาเสียเลย
หารู้ไม่ว่า ด้วยความเคยชินของจางฟู่ลู่ แท้จริงนางตื่นตั้งนานแล้ว เพียงแต่รับรู้ได้ว่ารอบกายไม่มีเภทภัยอันใด นางจึงทำตัวผ่อนคลายเช่นนี้ได้ และอยากจะนอนขี้เกียจต่ออีกสักหน่อยเท่านั้น
“แม่นม” เสียงหวานเอ่ยทักหลังจากที่ปรือตาขึ้นมา น้ำที่คลอขังอยู่ในดวงตายามเพิ่งตื่นราวเป็นเป็นอัญมณีเม็ดเล็ก ๆ เปล่งปลั่งแวววาวยิ่งนัก
“ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ต่อให้ไม่ต้องไปคารวะเช้า แต่หากมีคนรู้ว่าท่านตื่นสาย พวกเขาย่อมจะเอาไปพูดไม่ดีแน่ ๆ เชียว” สาวใหญ่กล่าวเชิงตำหนิ
เรือนหลันเซียงของจางฟู่ลู่แห่งนี้ อยู่ด้วยความระมัดระวังตลอดมา ตั้งแต่ที่แม่นมมู่ช่วยนางทวงเอาสินเดิมของท่านแม่คืนมาได้ พวกนางก็ไม่เคยละความระมัดระวังตัวอีกเลย เพราะมีคนคอยจ้องแต่จะหาผลประโยชน์และเอาเปรียบอยู่ร่ำไป
โชคดีที่ตอนที่จางฟู่ลู่ทะลุมิติมาตอน 5 ขวบ เป็นตอนที่สินเดิมของท่านแม่กำลังโดนเบียดบังพอดี หากมิใช่เพราะครอบครัวของแม่นมมู่ที่มาจากจวนอ้ายกั๋วกง คอยช่วยทวงความเป็นธรรมให้ และบอกว่าจะออกไปป่าวประกาศความชั่วร้ายของหยางหรูม่านออกไป พร้อมกับส่งจดหมายออกไปแจ้งท่านกั๋วกง บวกกับตอนนั้นที่นางประกาศกร้าวว่าไม่ยินยอมแล้วล่ะก็ เกรงว่าสิบปีที่ผ่านมา นางต้องอยู่อย่างเร้นแค้นมากเป็นแน่
แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์เริ่มต้น ในการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันในจวนเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ยิบย่อยอีกมากมาย ที่กว่าจะกลายมาเป็นการใส่หน้ากากเข้าหากันทุกวันนี้ เรียกได้ว่าไม่ง่าย
ถามว่าเหตุใดจางฟู่ลู่ที่มีพลังจึงไม่หนีไปเสียเล่า
หนึ่งเลย เพราะตอนที่มาใหม่ ๆ พลังของนางยังตื่นไม่เต็มที่ สอง การหนีออกไปเผชิญหน้ากับโลกที่ไม่คุ้นเคยทั้ง ๆ ที่ยังเด็กปานนั้นไม่ปลอดภัยอย่างมาก สาม นางไม่อาจเอาตัวรอดไปเพียงลำพังได้ ครอบครัวของแม่นมมู่มีบุญคุณกับนางมาก การจะพาพวกเขาทั้งหมดไปด้วยนั้นไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง และสี่ นางไม่สามารถทิ้งสินเดิมของท่านแม่ที่มากมายมหาศาลไปได้ หลายสิ่งในนั้นไม่อาจขายเป็นเงิน เนื่องจากความดีความชอบของท่านตา หรือแม่ทัพประจิมอ้ายกั๋วกงนั้นมากมายเหลือเกิน สิ่งของที่ยึดมาได้จากศัตรู และสิ่งของพระราชทานเหล่านั้น ยิ่งไม่อาจมอบให้จวนโหวแห่งนี้เอามาประดับจวนเล่น ๆ ได้
สุดท้าย ต่อให้นางไปได้ ก็ไม่รู้ว่าจวนแห่งนี้จะใส่ร้ายนางว่าอะไรบ้าง นางมิได้ทำสิ่งใดผิด เรื่องอะไรจะต้องยินยอมให้ผู้อื่นสาดโคลนใส่ชื่อเสียงของตัวเองให้เสื่อมเสียด้วย
จางฟู่ลู่ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า อ้าปากหาวโดยไม่เก็บกิริยา จนเรียกสายตาตำหนิจากแม่นมมาได้ครั้งหนึ่ง จากนั้นนางก็ยิ้มกว้างแล้วจัดการตัวเอง มานั่งรอกินอาหารเช้าด้วยความอารมณ์ดี
“วันนี้จะมีร้านผ้าฮุ่ยไฉเข้ามา ข้าต้องรีบหน่อย ไม่เช่นนั้นผ้าดี ๆ คงโดนน้องหญิงรองแย่งไปหมด”
นางไม่ได้จริงจังกับเนื้อผ้าเท่าใดหรอก แต่การแย่งสิ่งที่ดี ๆ ก่อนหน้าจางเซียนอวี่ได้นั้น เป็นเรื่องบันเทิงเริงใจนางอย่างมากเท่านั้นเอง
“ระวังด้วยนะเจ้าคะ ไม่รู้โหวฮูหยินจะเล่นเล่ห์อันใดต่อท่านบ้าง อีกอย่างท่านถึงวัยปักปิ่นและต้องเลือกคู่ครองแล้วเช่นนี้” สิ่งที่แม่นมมู่หวาดกลัวอย่างมากก็คือเรื่องนี้ ท่านกั๋วกงและครอบครัวอยู่ไกล จะขอความช่วยเหลือแต่ละคราก็ลำบากเหลือหลาย หากคู่ครองของคุณหนูคือคู่ครองชั้นเลวขึ้นมา เท่ากับว่าชีวิตทั้งชีวิตของคุณหนูย่อมจบสิ้นแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้ แม่นมมู่ก็ปวดใจมาก
“นางย่อมต้องมีแผนการในใจอยู่แล้วล่ะ ก็อย่างเช่นทุกครา นางไม่มีทางทำอันใดข้าได้” หญิงสาวจิบชาอย่างสบายอารมณ์
นางไม่ได้ประมาท ทุกย่างก้าวของนางผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างดีแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกัน
“หากคุณหนูระวังอยู่แล้วก็ดีไปเจ้าค่ะ”
แม่นมมู่ไม่เคยต้องกลัดกลุ้มเรื่องของคุณหนูเลยตั้งแต่นางยังเด็ก กลับกัน นางกลับภาคภูมิใจยิ่งนักที่คุณหนูรู้ความไว แต่ในความภูมิใจก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสงสาร เด็กน้อยหนึ่งคนที่ควรจะมีมารดาและบิดาปกป้องดูแล กลับต้องมาป้องลมมรสุมด้วยตนเองตั้งแต่ยังเยาว์เพียงนี้
จางฟู่ลู่ยิ้มให้แม่นมที่นางนับถือ จนแทบจะกลายเป็นมารดาอีกคนหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มมื้ออาหาร ที่สาวใช้ทั้งสองคนนำมาเรียงรายตรงหน้า ทุกคนชินชาเสียแล้วกับปริมาณอาหารที่นางกิน ดังนั้นจึงไม่มีใครทักท้วงอะไรอีก และต่างทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นความลับให้มากที่สุด
หญิงสาวเร่งมือกินอาหารไปพลาง ครุ่นคิดวิธีรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าไปพลาง
อย่างเลวร้ายที่สุด นางก็คงต้องแตกหักกับจวนโหวแห่งนี้
งานชมบุปผาจัดขึ้นในอีกหลายวันต่อมา จางฟู่ลู่ในชุดผ้าไหมสีชมพูอมแดงไล่ระดับ ปักลายผีเสื้อล้อบุปผา ทรงผมของนางประณีตซับซ้อน เป็นฝีมืออันยอดเยี่ยมของอวี๋เซียง ใบหน้าตกแต่งอย่างพิถีพิถัน จนดึงเอาความงดงามของนางออกมาอีกเท่าหนึ่ง ยามพิศมองราวกับจะกระชากวิญญาณออกไปก็ไม่ปาน
จางเซียนอวี่ได้เห็นเช่นนี้ มือในแขนเสื้อก็กำแน่นจนเจ็บ แต่สีหน้าของนางยังเผยความอ่อนหวานและยินดีออกมา ทว่าในใจกลับก่นด่าพี่สาวคนนี้ไปเป็นหลายร้อยรอบแล้ว
นางยังคงอยู่ในชุดสีขาวนวลแซมสีเหลืองพระจันทร์อย่างงดงาม แต่ในสายตาของจางฟู่ลู่แล้วนางอยากจะถามน้องสาวผู้นี้เหลือเกินว่า
จะไปบวชชีหรือไร?
สีหน้าของหยางซื่อก็มิได้ดีไปกว่าบุตรสาวสักเท่าใดนัก แววตาฝืนทนในนั้นสามารถเห็นเพียงชั่วขณะ แต่ยามที่นึกถึงสิ่งที่กำลังจะทำในครั้งนี้ นางก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาหลายส่วน
“เจ้างดงามยิ่งนัก”
“ขอบคุณท่านแม่ ท่านและน้องหญิงรองก็งดงามมากเช่นกัน” หญิงสาวยิ้มตอบอย่างอ่อนหวาน
“เหอะ พี่สาวของข้าย่อมงดงามที่สุด” เด็กน้อยจางจ้งฮุ่ยเบะปากกล่าว เขายังเด็กและไม่สามารถเก็บซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ได้ ได้คนเลี้ยงมาอย่างไร ซึมซับมาแบบไหน ก็แสดงออกเช่นนั้น
ในจวนโหวนี้มีเพียง 4 คนที่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ ก็คือแม่เลี้ยงของนาง น้องสาว น้องชายต่างมารดา และตัวนางเอง ดังนั้นจึงมีรถม้าเพียงไม่กี่คันเท่านั้นที่จอดรออยู่หน้าจวน
คันใหญ่ที่สุดคือคันของเจ้านาย และอีกสองคันหลังจากนั้นคือคันของบ่าวไพร่ จางฟู่ลู่พาเพียงอวี๋เซียงไปด้วยเท่านั้น เพราะรุ่ยเผิงกำลังออกไปทำภารกิจบางอย่างที่ด้านนอก และแม่นมต้องคอยดูแลที่เรือน มิให้หัวขโมยเหล่านั้นมีโอกาส
เมื่อขึ้นมาในรถม้าแล้ว จางฟู่ลู่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงนั่งรออย่างสงบเท่านั้น ปล่อยให้จางจ้งฮุ่ยกล่าววาจาเอาแต่ใจกับมารดาของเขาไป เรียกร้องจะกินนั่นนี่ไม่หยุดหย่อน
จางเซียนอวี่มองพี่สาวต่างมารดาด้วยสายตาพิจารณา เมื่อได้เห็นความงามเฉิดฉันและท่าทีไม่ยี่หระของนาง ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ นึกถึงสิ่งที่ท่านแม่วางแผนเอาไว้ ในใจคิดไปแล้วว่าต้องสำเร็จ นางจึงกล่าวเหน็บแหนมอีกฝ่าย
“พี่หญิงใหญ่แต่งกายงามทีเดียว ไม่รู้ตอนเข้างานไปจะดึงดูดสายตาของบุรุษใดได้บ้าง”
“เราแต่งกายก็เพื่อให้ผู้อื่นมองอยู่แล้ว หรือน้องหญิงรองมิได้คาดหวังว่าจะได้รับคำชื่นชมบ้างหรือไร ในฐานะที่เจ้าคือสตรีงดงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ครานี้เจ้าต่างหากที่มีโอกาสมากกว่าข้า อย่าอิจฉาข้าเลย ข้าไม่แก่งแย่งกับเจ้าหรอก” จางฟู่ลู่ตอบโต้อย่างไม่ยอมแพ้
“นับวันพี่หญิงยิ่งวาจาคมคายมากขึ้นไม่น้อย” น้องสาวนอกไส้หรี่ตาลง สายตาของนางเผยความอันตรายขึ้นมาหลายส่วน
“แน่นอน คนเราก็ย่อมต้องมีการเติบโตขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น หากอ่อนแอเกินไป คนอื่นอาจมองว่าข้ารังแกได้ง่ายดาย ต้องคอยหาเรื่องใส่ตัวทุกทีไป” หญิงสาวกล่าวพลางยกยิ้ม
จางเซียนอวี่คิดอยากจะตอบโต้ ทว่านางกลับได้รับสายตาห้ามปรามจากมารดาเข้าเสียก่อน จึงได้แต่หันหน้าไปทางอื่น ไม่มองพี่สาวของตนอีกต่อไป
ดังนั้นตลอดการเดินทางเกือบ 2 เค่อนี้ จางฟู่ลู่จึงสามารถนั่งรอเวลาอย่างสงบได้เสียที
งานครั้งนี้บิดามิได้ร่วมด้วย เนื่องจากเป็นงานที่จัดโดยฝ่ายใน ดังนั้นจึงมีแต่แขกที่เป็นสตรีและเด็ก ๆ อย่างจางจ้งฮุ่ยเท่านั้น ที่สามารถเข้าร่วมได้
กล่าวว่านี่คืองานเลี้ยงที่จะหาคู่ครองให้รัชทายาท
รัชทายาทของราชวงศ์นี้มีแซ่หลี่ นามว่า หลี่หมิ่นหาน เป็นโอรสลำดับที่เจ็ดของราชวงศ์หลี่ เกิดจากพระสนมหยางกุ้ยเฟย พระสนมที่เป็นที่โปรดปรานที่สุดตลอดกาลของฮ่องเต้ นางยังเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของหยางซื่อด้วย
เขามีทั้งรูปโฉมและความสามารถที่ไม่เป็นสองรองผู้ใด อีกทั้งยังมีขุนนางมากมายที่อยู่ข้างเขาพร้อมสนับสนุน หนึ่งในนั้นก็คือตระกูลหยางของหยางกั๋วกง เสนาบดีคลังขั้นที่หนึ่งผู้เป็นตาของเขานั่นเอง
ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า หยางซื่อ แม่เลี้ยงของนาง มีทั้งพี่สาวร่วมมารดาที่เป็นกุ้ยเฟย และมีหลานชายแท้ ๆ ที่เป็นรัชทายาท
แถมยังมีบุตรสาวของตนเอง ที่หมายปองรัชทายาท ซึ่งถือเป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเสียด้วย
นางเข้าใจดีว่าในยุคนี้นั้น ความใกล้ชิดของสายเลือดเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครถือสา แต่พอได้คิดเช่นนี้ในใจก็รับไม่ได้ขึ้นมาจริง ๆ
คนเหล่านี้ล้วนเกรงกลัวว่ารัชทายาทจะหมายปองนาง
บอกตรง ๆ นางก็กลัวเช่นกัน
สายตาคนทั้งงานพุ่งตรงมายังขบวนของหยางซื่อ ทุกคนเพ่งมองมายังสตรีแสนงดงามที่เดินเยื้อง ๆ กับหยางซื่ออย่างประหลาดใจและชื่นชม
ทุกคนย่อมรู้จักจางเซียนอวี่เพราะได้เห็นนางตามงานเลี้ยงต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่กับสตรีที่เดินอยู่ข้าง ๆ นางที่แสนจะงดงามนั้น เหล่าฮูหยินและคุณหนูกลับไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นมา
“เอ๋ หรือว่านั่นคือคุณหนูใหญ่ของจวนจางโหว บุตรสาวของบุตรีอ้ายกั๋วกงอย่างไรเล่า”
พอมีประโยคนี้ ทุกคนก็นึกออกในที่สุด
จริงสิ จวนจางโหวนั้นยังมีบุตรีอีกคนหนึ่งที่พวกนางเกือบจะหลงลืมไปแล้ว เมื่อได้พิจารณาใบหน้าแสนงดงามราวกับนางเซียนนั่น หลายคนถึงกับมองอย่างเผลอไผล แม้จะเป็นสตรีด้วยกันก็ตามที
ฮูหยินหลายคนมองอย่างพิจารณา
คุณหนูหลายคนมองด้วยสายตาอิจฉาริษยา เพียงแค่ได้เห็นรูปโฉมที่เหนือกว่า ก็เกิดอคติขึ้นมาเสียแล้ว
ส่วนจางฟู่ลู่ที่ได้รับสายตาทั้งหมดนั่นมาที่ตัวน่ะหรือ
นางกลอกตาในใจไปหลายร้อยรอบพลางนึกว่า
ในที่สุดก็เข้าใจความรู้สึกของแพนด้าที่โดนมองตลอดเวลาที่สวนสัตว์แล้ว
ละครหลังม่าน
จางฟู่ลู่ : คนสวยอ่ะนะ /// สะบัดผม
คนอื่น : ฮึ่ม /// กัดฟันอิจฉา
จางเซียนอวี่ : เหอะ สวยได้อีกไม่นานหรอก /// เบะปาก
จางฟู่ลู่ : อิจฉาล่ะสิ /// ยักคิ้วยิ้มร้าย
Writer's talk :
มาค่ะ แผนแรกมาแล้วค่ะ มาดูกันว่าน้องจะรับมือยังไงนะ
และใช่ค่ะ อย่างที่หลายคนคาดการณ์เอาไว้ น้องไม่ไปเพราะน้องหวงสมบัตินั่นเอง 555
ตลอดมาก็ชิวอ่ะเนอะ แต่พอจะปักปิ่นแล้วก็เริ่มไม่ชิวละ
ยังไม่ได้ตรวจคำผิดน้า
รักมากมาย