โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Jobsdb by SEEK ชี้ “งานหนัก” สาเหตุหลักทำพนักงานเครียดจนลาออก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 พ.ค. 2567 เวลา 17.46 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 10.46 น.

Jobsdb by SEEK ชี้ "งานหนัก" สาเหตุหลักทำพนักงานเครียดจนลาออก กรมสุขภาพจิตพบสถานการณ์สุขภาพจิตคนไทย ปี 2563-2567 เครียดสูง 7.87%

Jobsdb by SEEK เปิดผลสำรวจจากรายงานการจ้างงาน ผลตอบแทนและสวัสดิการปี 2567 พบว่า สาเหตุหลักของความเครียดในองค์กร คือ ภาระงานหนัก ถึง 43% บริษัทที่มีความเครียดสูงส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสูงถึง 33% แนะผู้ประกอบการเพิ่มสวัสดิการดูแลปัญหาด้านสุขภาพจิต เพื่อรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้ยาวนานยิ่งขึ้น

จากข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยมีจํานวนมากขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะซึมเศร้า จํานวนผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นจาก 1,156,734 คน ในปี 2564 เป็น 1,240,729 โดยในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ป่วยด้านสุขภาพจิต จำนวน 4.4 ล้านคน คิดเป็น 6.44% ของประชากรไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 2.5 ล้านคนในปี 2565

อีกทั้งข้อมูลจาก Mental Health Check-in ของกรมสุขภาพจิต จากผู้ตอบแบบประเมิน 5.28 ล้านคน พบว่า สถานการณ์สุขภาพจิตคนไทยทุกช่วงอายุ ในระหว่างปี 2563-2567 มีความเครียดสูง 7.87% มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้า 9.25% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 5.26% ดังนั้นเรื่องการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร เพราะพนักงานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจ ในภาวะการแข่งขันที่ทวีรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK เผยผลรายงานการจ้างงาน ผลตอบแทนและสวัสดิการปี 2567 ในเรื่องสุขภาพจิตในสถานที่ทํางาน รวมถึงความท้าทายที่องค์กร และพนักงานต้องเผชิญจากปัจจัยด้านสุขภาพจิตดังกล่าว ที่จัดทำโดยJobsdb by SEEK โดยรวบรวมข้อมูลจาก 685 บริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรมและตําแหน่งงานในประเทศไทย เพื่อให้เข้าใจปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพนักงาน ระดับความเครียด สาเหตุของความเครียด รวมถึงได้เสนอแนะกลยุทธ์ในการรักษาพนักงานผู้ที่มีความสามารถไว้ให้ได้

จากรายงานพบว่า สถานประกอบการ 69% ให้คะแนนองค์กรของตนว่าเป็นสถานที่ทำงานที่มีความเครียดในระดับปานกลาง (ระหว่าง 3 ถึง 7) โดยระดับความเครียดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 ระดับความเครียดสูงสุดคือระดับ 5 หรือ คิดเป็น 26% แสดงให้เห็นว่าที่ทำงานส่วนใหญ่มีระดับความเครียดประมาณค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม 14% ของบริษัทอยู่ในกลุ่มที่มีความเครียดระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทในธุรกิจบริการ

โดยรวมแล้วผู้ประกอบการรู้สึกว่าสาเหตุหลักของความเครียดในองค์กร คือ

  • ภาระงานหนัก 43%
  • ทรัพยากรไม่เพียงพอ 26%
  • ความกดดันสูงจากฝ่ายบริหารหรือการทำงาน ที่รวดเร็ว 24%

อีกทั้งสาเหตุเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มบริษัทที่อยู่ในช่วงความเครียดสูงซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น

  • การลาออกสูง 33%
  • อคติหรือการเลือกปฏิบัติ 31%
  • ขาดการชื่นชมและยอมรับในผลงาน 26%
  • ค่าตอบแทนต่ำ 27%
  • ลำดับชั้นที่มากเกินไป 27%

อย่างไรก็ดีผลสำรวจแนวโน้มในอนาคตของสวัสดิการด้านความสมดุลของชีวิตและการงาน ชี้ให้เห็นว่า มีองค์กรถึง 43% เริ่มหันมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับสภาพจิตใจของพนักงานมากขึ้น โดยริเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ วันหยุดเพื่อสุขภาพจิต และ การให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพ สายด่วน/การสื่อสาร/การให้คำปรึกษาเพื่อสนับสนุนพนักงานที่มีความเครียด หลายบริษัทจัดการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพจิตหรือการดูแลสุขภาพบ่อยขึ้น โดยเฉลี่ย 4.6 ครั้งต่อปี แสดงให้เห็นว่าสวัสดิการที่มากขึ้นเกี่ยวกับสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการอีกหลากหลายรูปแบบที่มีความน่าสนใจ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การดูแลด้านสุขภาพจิตของพนักงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสมดุลให้กับชีวิตของพนักงาน เพื่อให้พนักงานเกิดความผ่อนคลายจากการทำงานมากยิ่งขึ้น อาทิ กิจกรรมขององค์กร (ท่องเที่ยว, วิชาเรียนที่น่าสนใจ), เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น, การจัดหาอาหารว่าง/ เครื่องดื่ม/ ผลไม้ให้พนักงานได้รับประทานระหว่างวัน, การลาก่อนช่วงเทศกาล, วันทำงานที่ยืดหยุ่น หรือความบันเทิง/กิจกรรมออกกำลังกายที่สำนักงาน เช่น จ้างเทรนเนอร์มาที่สำนักงานในชั่วโมงออกกำลังกาย เป็นต้น

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการมีศึกษาสวัสดิการเพิ่มเติมเหล่านี้เพื่อนำมาปรับใช้กับบุคลากร นอกจากจะเป็นการช่วยให้พนักงานมีความสุข และมีสมดุลในการทำงานมากขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรและบุคลากรอีกด้วย

“สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการจึงควรมีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพนักงานให้มากขึ้น จากผลรายงานพบว่า 58% ของผู้ประกอบการเห็นว่าสิ่งที่องค์กรทำเพียงพอที่จะช่วยให้พนักงานรับมือกับความเครียดได้”

“ซึ่งจากสัดส่วนดังกล่าวที่ไม่สูง ทำให้เห็นว่าในองค์กรยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาสวัสดิการด้านสุขภาพจิตได้มากขึ้นอีกในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานจากกรมสุขภาพจิตที่พบว่าแนวโน้มของความเครียดของพนักงานมีอัตราที่สูงขึ้นในทุกปี”

“ดังนั้นการสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีความเครียดในองค์กร จึงเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรละเลยเช่นกัน” ดวงพร กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...