โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รักจะดื่มควรู้ เครื่องเป่าแอลกอฮอล์อุปกรณ์ปราบสายเมา

อีจัน

อัพเดต 13 ม.ค. 2566 เวลา 14.30 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2566 เวลา 14.30 น. • อีจัน

นักดื่มสายปาร์ตี้…ต้องรู้เมาแล้วขับถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนบนท้องถนนซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีคดีความเมาแล้วขับเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในหลายเทศกาลหรือแทบจะทุกวัน ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้เองที่ทำให้ขาดสติ หลายคนจึงสงสัยว่า ต้องเป่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไหร่ถึงจะเป็นคนขาดสติ ซึ่งวันนี้เราจะมาหาคำตอบกันพร้อมทั้งชำแหละให้รู้ถึงเครื่องมือตัวตรวจวัดระดับแอลกฮอล์หรือเครื่องเป่าแอลกฮอล์นั้นเอง

กฎควบคุมผู้ขับขี่ขณะเมาสุรา

โดยกฎกระทรวงฉบับเก่า ระบุว่า หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมาสุราตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 16 พ.ศ.2537 ออกความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 3 แต่กฎกระทรวงที่ว่านี้ได้เปลี่ยนเนื้อความเป็นกฎหมายฉบับใหม่พร้อมรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

กฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ออกความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุว่า ระบุว่า ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีต่อไปนี้ ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา คือ

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์

  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)

  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้

  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรืออยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

ถึงแม้กฎหมายจราจรเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 มิลลิกรัม แต่จริง ๆ แล้วการมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มเหล้าก่อนขับนั้นปลอดภัยที่สุด หากรถทุกคันปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลง

เครื่องเป่าแฮลกฮอล์ทำงานอย่างไร ?

เครื่องเป่าแอลกอฮอล์เป็นเครื่องจับวัดระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจของผู้ ที่ถูกเป่า เมื่อลมหายใจเข้าเครื่องเป่านั้นตัวตรวจจับจะแปรสภาพซึ่งอาจจะมองเห็นได้ โดยการเปลี่ยนแปลงของจำพวกสารเคมีหรือการวัดได้จากพลังงานกระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์พวกการเปลี่ยนแปลงสภาพนี้จะถูกแปลสภาพให้ออกมารายงานที่ หน้าปัดของเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ โดยอาศัยการคำนวณค่าจาก ค่าความสัมพันธ์ของสัมประสิทธิ์ในการแปลงค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็น ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจ

เครื่องวัดแอลกอฮอล์จะวิเคราะห์ผลที่ถูกต้อง คือต้องมาจากลมหายใจของผู้ที่ถูกเป่า ต้องใช้ลมหายใจส่วนลึกของปอดที่สัมผัสกับเส้นเลือดฝอยในปอด เพื่อที่จะได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้อง ผู้ผลิตได้ออกแบบให้เครื่องวัดแอลกฮอล์เมื่อถูกเป่าลมหายใจเข้าเครื่องต่อเนื่องไปได้ระยะหนึ่ง ความแรงในการเป่าจะลดลงสูบไฟฟ้าในเครื่องจะเก็บตัวอย่างลมหายใจประมาณ 1 ซีซี แบบอัตโนมัติ ในกรณีที่เครื่องไม่ได้ออกแบบให้เก็บตัวอย่างลมหายใจแบบอัตโนมัติ การตรวจวัดต้องให้ผู้ถูกตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่ทำการตรวจวัด จะนับ 1 ถึง 5 ในใจอย่างช้า ๆ เมื่อนับครบแล้ว จึงกดปุ่มรับตัวอย่าง เพื่อให้ตัวสูบไฟฟ้าเก็บตัวอย่าง

หลักการของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ ซึ่งมี 4 แบบ ได้แก่

1. ตัวตรวจจับแบบ Colorimeter เปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นเขียว เมื่อได้รับสารแอลกอฮอล์

2. ตัวตรวจจับแบบสารกึ่งตัวนำ เซมิเซ็นเซอร์ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องที่ใช้ทดสอบตัวเอง พกพาสะดวก แต่ไม่มีความเที่ยงตรง ไม่แนะนำ

3. ตัวตรวจจับแบบเซลไฟฟ้าเคมี ฟลูเซล์เซ็นเซอร์ การวัดแอลฮอล์โดยใช้เครื่องที่มีตัวตรวจจับแบบไฟฟ้าเคมีมีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก และมีราคาแพง

4. ตัวตรวจจับแบบ Infrared การวัดแอลฮอล์โดยใช้เครื่องมือ ระบบ Infrared มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ ตัวเครื่องมีขาดใหญ่ เหมาะสำหรับใช้ประจำที่ เช่น สถานีตำรวจ

การวิเคราะห์และความแม่นยำของเครื่องเป่าแอลกฮอล์

  • หลังจากมีการดื่มสุราไปได้ประมาณ 15 นาที แอลกอฮอล์จะเริ่มถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและหายใจออกทางปอด แต่ถ้ามีการเป่าหรือทดสอบเร็วเกินไปหลังจากดื่มอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง

  • การหลีกเลี่ยงด้วยสารบางชนิด เช่น น้ำยาบ้วนปากหรือสารทำให้ลมหายใจสดชื่น อาจมีแอลกอฮอล์และรบกวนความแม่นยำของการตรวจวัดของเครื่อง

  • จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้เครื่องเป่าแอลกฮอล์อย่างถูกต้อง รวมถึงวิธีการเป่าลมเข้าอุปกรณ์อย่างถูกต้องและระยะเวลาที่ต้องรอระหว่างการทดสอบ

  • การอาเจียนก่อนการตรวจวัด อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้องเนื่องจากมีแอลกอฮอล์ตกค้างในปาก

  • ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น กรดไหลย้อนหรือเบาหวาน อาจส่งผลต่อผลการตรวจวัดได้

  • การใช้เครื่องทดสอบลมหายใจทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ บุคคลนั้นอาจช็อกและร่างกายอาจดูดซับแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปได้ไม่เต็มที่ การตรวจเลือดอาจเหมาะสมกว่า เนื่องจากเป็นการวัดระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) ของบุคคล ณ เวลาที่เกิดอุบัติเหตุได้แม่นยำกว่า

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว ผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือด โดยวิธี เป่าลมหายใจได้ เจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาลทำการเจาะเลือด (ควรเก็บตัวอย่างภายใน6 ชั่วโมง หลังเกิดอุบัติเทตุ) และส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ทำไมตรวจเป่าระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจแต่ค่าที่ได้เป็นค่าระดับในเลือด?

โดยทั่วไปการใช้เครื่องตรวจเป่าแอลกอฮอล์จากลมหายใจ (Breathalyzer) จะนิยมให้เครื่องคำนวณและรายงานค่าออกมาเป็นค่าในเลือด (อาจแสดงหน่วยเป็น mg% หรือ mg/dl หรือ g/dl) เพื่อความสะดวกในการแปลผล คือใช้ดูระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเทียบกับอาการเมาสุราที่เกิดขึ้นได้ แต่หากเครื่องไม่สามารถคำนวณค่าได้ เราก็สามารถคำนวณระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจออกให้เป็นระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้เองโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์ในการแปลงค่า ซึ่งตามกฎหมายของประเทศไทยนั้นให้ใช้ค่าเท่ากับ 2,000 [4] หมายถึงกำหนดให้สัดส่วนปริมาณแอลกอฮอล์ที่ตรวจพบในเลือดต่อปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจออก (Blood : Breath ratio) นั้นเท่ากับ 2,000 : 1 เช่น ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจออกได้เท่ากับ 0.25 mg/l จะเทียบเท่ากับระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 500 mg/l (ซึ่งเทียบเคียงได้กับ 50 mg/dl และ 50 mg% นั่นเอง)

เมื่อพิจารณาจากหลักสำคัญต่างๆของเป่าระดับแอลกอฮอล์ อาจช่วยให้เข้าใจกระบวนการทำงานของเครื่องเป่าแอลกฮอล์ได้มากขึ้น และแน่ใจว่าผลการตรวจวัดนั้นมีความแม่นยำ เมื่อรู้ถึงประสิทธิภาพขนาดนี้แล้ว จันไม่ได้ห้ามดื่มแต่การดื่มที่ดีคือไม่สร้างปัญหาต่อตัวเองและผู้อื่นควรตะหนักคิดให้มาก ดื่มไม่ขับเป็นอะไรที่ปลอดภัยที่สุดและการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือเมาไม่ขับกันนะคะเพื่อไม่เป็นปัญหาสังคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...