โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อวสาน 'โลกาภิวัตน์'? | สุทธิชัย หยุ่น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ธ.ค. 2565 เวลา 01.53 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2565 เวลา 01.53 น.

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

อวสาน ‘โลกาภิวัตน์’?

“อวสานของโลกาภิวัตน์?” คือหัวข้อการเสวนาที่ผมมีส่วนไปดำเนินรายการเพื่อระดมความคิดความเห็นของกูรูด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์”

เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่มองไปข้างหน้า

The End of Globalization? เป็นหัวข้อที่น่าถกน่าแถลงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

เป็นส่วนหนึ่งของงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ประจำปี ที่ชวนกันแสวงหาทางออกจากวิกฤตทุกๆ ด้านที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เพราะที่ผ่านมาเราจะมองเรื่องเฉพาะหน้าเป็นหลัก แม้จะมี “แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี” ของรัฐบาล แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจหรือเอาจริงเอาจังกับมันนัก เพราะไม่มีใครเชื่อว่ามันมีความหมายในทางปฏิบัติแต่อย่างใด

พอฟังแนวทางวิเคราะห์ของกูรูบนเวทีวันนั้นจึงพอจะเห็นว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ “ฉากทัศน์” ที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

ประเทศไทยจะฟันฝ่าความไม่แน่นอนที่เขย่าระเบียบโลกใหม่ได้แค่ไหนเพียงใดจึงเป็นคำถามที่ต้องพยายามหาทางออกร่วมกัน

บนเวทีมี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ

ดร.สุรชาติ บำรุงสุข แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

เริ่มด้วย ดร.สุรเกียรติ์ ตั้งประเด็นในคำกล่าวนำในหัวข้อ “Globalization on the Brink” หรือแปลตรงตัวว่า “โลกาภิวัตน์บนปากเหว”

โดยชี้ให้เห็นว่าเพราะความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ ไทยต้องปรับตัวอย่างแรง

สำคัญคือต้องเลือกข้างฝ่ายที่ถูกต้อง

และฝ่ายที่ถูกต้องชอบธรรมนั้นต้องอยู่ข้างกฎหมายระหว่างประเทศ

มองตั้งแต่สงครามยูเครนที่ยังร้อนแรงถึงจุดเปราะบางที่ช่องแคบไต้หวัน

รวมถึงตั้งประเด็นว่าไทยเราควรจะวางหมากอย่างไรจึงจะอยู่รอดปลอดภัย

ที่สำคัญต้องเริ่มต้นด้วยการตระหนักว่าทุกวันนี้โลกาภิวัตน์มีความหมายที่แตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

โลกาภิวัตน์ในยุค “โลกรวน” หรือ disruption นั้นไม่ได้หมุนตามตัวเลขกำไรอีกต่อไป

ไม่เหมือนแต่ก่อนที่มีหลักคิดว่ามีกำไรที่ไหนไปลงทุนหรือค้าขายที่นั่น

วันนี้เกิดหลายปัจจัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง

เกิด “โลกาภิวัตน์” แบบใหม่ที่ยังไม่มีใครสามารถระบุชัดเจนได้ว่าจะสรุปเป็นแบบไหนกันแน่

ดร.สุรเกียรติ์ชี้ให้เห็นว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ทำให้เกิดกระแส Decoupling

อันหมายถึงแนวคิดการแยกขั้วทางเศรษฐกิจหรือแยกห่วงโซ่อุปทาน

ไม่เพียงแต่แบ่งโลกเป็นสองค่ายเท่านั้น แต่ยังซอยย่อยลงไปถึงโลภาภิวัตน์ที่มีลักษณะแตกเป็นเสี่ยงเสี้ยว (Fragmented Globalization)

ซึ่งกระทบกับทุกภาคส่วน รวมถึงภาครัฐและภาคเอกชน ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีข้ออ้างว่าเตรียมตัวตั้งรับไม่ทัน เพราะไม่มีใครมีเวลาและทรัพยากรที่จะตั้งรับได้ทั้งหมดเช่นกัน ที่โลกาภิวัตน์ไม่มีความหมายเหมือนก่อนเก่าก็เพราะถูกท้าทายโดยแนวโน้มใหญ่ของโลก

ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป ที่โยงถึงระเบียบโลกทางเศรษฐกิจ และระเบียบโลกทางการเมือง

ตัวอย่างเช่น เทรนด์สังคมผู้สูงอายุหรือ Aging Society ที่ก้าวเข้าสู่ Aged Society คือสังคมที่ผู้สูงวัยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง…นำไปสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์

ในเอเชีย ไทยเราก็ไปแนวเดียวกับจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โจทย์ใหญ่สำหรับไทยคือเรามีนโยบายรับมืออย่างไร

เพราะผู้สูงอายุมักไม่ใช้เงิน ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่ค่อยลงทุน กลายเป็นว่าคนอายุกลางๆ ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อช่วยประคองประชากรที่มี “ผลผลิต” ทางเศรษฐกิจน้อยลงตามลำดับ

ในขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็น “สังคมคนอ่อนวัย” หรือ Young Society ซึ่งมีศักยภาพสูงกว่า มีพลังด้านการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้แก่สังคมได้มากกว่า

นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่ในมิตินี้ก็มิได้มีแต่ข่าวร้ายเท่านั้น

ดร.สุรเกียรติ์มองว่าในบางแง่มุม โลกาภิวัตน์ก็มีความเข้มแข็งขึ้น

เช่น ในมิติการขยายตัวของชนชั้นกลาง

เพราะกลุ่มชนชั้นกลางมีศักยภาพที่สูงและมีความเชื่อมโยงที่สร้างพลังได้มากกว่า

เห็นได้จากที่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียมีสังคมการเป็นเมืองมากขึ้น

ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเมือง

จึงทำให้มีการลงทุนของความเป็นเมืองมากขึ้น

และอีกส่วนก็เชื่อมระหว่างเมืองในประเทศกับเมืองต่างประเทศ ซึ่งเสริมความเป็นโลกาภิวัตน์

แต่ปัจจัยอื่นๆ ก็ส่งผลกระทบต่อโลกาภิวัตน์ได้ไม่น้อย

เช่น หลังเกิดโรคระบาดโควิดก็จะเห็นถึงเทรนด์ทางสังคมมีลักษณะที่เน้นความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้น

ขณะที่สงครามในยูเครนทำให้เกิดเทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร

ตลอดจนปัญหา “โลกรวน” ทำให้เกิดเทรนด์การใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เกิดการเชื่อมโยงของโลกในเวที COP26 และ COP27

ระบอบการปกครองก็ถูกท้าทายไม่น้อย…เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โลกาภิวัตน์ต้องปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน

นั่นคือความท้าทายว่าด้วยค่านิยมระหว่างประเทศ

ต้องยอมรับว่าประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตยจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย

ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านการลงทุน หรืออาจถูกประณามในเวทีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล คอร์รัปชั่น และสิทธิมนุษยชน

หลายประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ถูกนานาชาติคว่ำบาตร

แต่มาตรการคว่ำบาตรของหลายประเทศมีลักษณะที่ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน

คือมีลักษณะการคว่ำบาตรที่แตกต่างกันออกไป

เช่น สหรัฐคว่ำบาตรเมียนมาแบบหนึ่ง ญี่ปุ่นคว่ำบาตรเมียนก็อีกแบบหนึ่ง

“เมื่อการคว่ำบาตรไม่เหมือนกัน คำถามคือ แล้วโลกาภิวัตน์จะไปต่ออย่างไร” ดร.สุรเกียรติ์ตั้งเป็นคำถามชวนใคร่ครวญ

และโยงประเด็นไปที่ว่าการลงทุนผลิตสินค้าในเมียนมาเพื่อส่งออกไปจีน การลงทุนในเมียนมาเพื่อส่งออกไปไทย หรือลงทุนในไทยเพื่อส่งออกไปเมียนมา ก็เกิดขึ้นไม่ได้

ประเด็นท้าทายอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นค่านิยมใหม่

ประเทศไหนไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ESG (Environmental, Social และ Corporate Governance) ที่ชัดเจน ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติไม่มาลงทุน ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้แก่บริษัทที่มีกิจกรรมไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หรือภาครัฐอาจมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมกับบริษัทที่ปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้นกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นั่นแปลว่าหากไทยไม่ปรับตัว ในอนาคตเราอาจไม่สามารถส่งออกข้าวไปยุโรปได้ เพราะข้าวของเรามีก๊าซ “มีเทน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาโลกร้อน

ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำว่า “ยุทธศาสตร์ 20 ปี” ที่ประเทศไทยอ้างอิงอยู่ขณะนี้ต้องถูกฉีกทิ้งโดยพลัน

เพราะไม่อาจจะตอบโจทย์ของโลกที่กำลังถูกเขย่าอย่างหนัก…โดยปัจจัยที่ไม่มีใครคาดคะเนได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทยในยุคจากนี้ไปจึงอยู่ที่การต้องสามารถสร้างทักษะแห่งการ “บริหารความเปลี่ยนแปลง” ตลอดเวลา

แผน 3 ปี แผน 5 ปีก็อาจจะยาวเกินไปที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงตลอดเวลา

(สัปดาห์หน้า : การทูตไทยแบบ Quiet Diplomacy ในยุคโลกรวนยังใช้ได้หรือไม่?)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...