'SCBS' คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยต่ำสุด แนะ 6 เทรนด์น่าลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงในอนาคต
‘SCBS’ คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยต่ำสุด แนะ 6 เทรนด์น่าลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงในอนาคต
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBS กล่าวในงานสัมมนาพิเศษถอดรหัสลงทุน ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ในหัวข้อส่องเทรนด์ลงทุน…ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ว่า ผลการฟื้นตัวเศรษฐกิจปี 2565 ไทยได้อานิสงส์จากเปิดประเทศ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประชาชนมีเงินเก็บค่อนข้างเยอะ เนื่องจากมีสัดส่วนการออมเงินสูงขึ้น และเงินเหล่านั้นได้ถูกใช้จ่ายจึงเป็นเหตุให้เศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งมองระยะถัดไปปัจจัย 2 ด้านนี้ลดลงจากปัญหาเงินเฟ้อยังรุนแรงต่อเนื่อง นอกจากนี้ การลงทุน หากเลือกลงทุนในสินทรัพย์ เช่น ตลาดหุ้น กองทุนต่างๆ ซึ่งนักลงทุนจะสามารถเลือกการลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่สามารถต่อสู้กับสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเสี่ยงหรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า
สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นช่วงครึ่งหลังปี 2565 คาดว่าไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นมีโอกาสต่ำสุด หากดูดัชนีหุ้นไทยที่ลดลงถึง 1,500 จุด แต่ปัจจุบันกลับสู่ 1,600 จุดแล้ว ถ้าเหตุการณ์ที่คาดการณ์เป็นจริง จึงเป็นไปได้ว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจะเป็นเดือนที่เลยจุดต่ำสุดไปแล้ว เนื่องจากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในเดือนกันยายน และเงินเฟ้ออยู่ระดับ 8.5% ราคาน้ำมันสูงไม่ถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล อาจเป็นเดือนที่เป็นจุดต่ำสุด หรือไตรมาส 3 อาจมีโอกาสอยู่จุดต่ำสุด ซึ่งความเสี่ยงยังคงมีอยู่ช่วง 1-2 เดือนนี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้น เรื่องจากสภาวะเงินเฟ้อ สภาวะการขึ้นดอกเบี้ยจะผ่านช่วงเข้มข้นไปแล้ว ขณะที่ภาคธุรกิจไทยเองก็ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นด้วย โดยประเมินเป้าดัชนี SET Index สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,650 จุด เคลื่อนไหวบริเวณ 1,500-1,750 จุด ซึ่งไม่คิดว่าจะลงต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด เพราะได้มีการทดสอบภาวะวิกฤตต่างๆ ไว้แล้ว
ขณะที่เศรษฐกิจปี 2566 สำหรับประเทศพัฒนาแล้วเข้าสู่ช่วงชะลอตัวที่แรงขึ้น อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มทรงตัวและไม่มีโอกาสปรับลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวแรงเกินคาด อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเข้าสู่ระดับที่ลดลง แต่สูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องอาจไม่สูงเท่าปี 2565 เงินทุนมีโอกาสไหลเข้าตลาดเกิดใหม่หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ขณะที่ราคาพลังงานเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและยุโรปมีการจัดการได้ดีขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านนโยบายและความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนบรรยากาศการลงทุนให้กลับไปแย่ลง
เทรนด์สำหรับการลงทุน 6 เทรนด์ที่น่าสนใจ อาทิ 1. หุ้นที่มีอำนาจต่อรองด้านราคา เช่น McDonald, Starbuck, P&G, Tesla, Kimberly-Clark 2. พลังงานสะอาดและรถยนต์อีวี (EV) เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีทั้งการผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่ TSLA, BYD บริษัทที่มีประสิทธิภาพในการผลิตแบตเตอรี่ขั้นสูง CATL, LG Chem บริษัทรถยนต์ดั้งเดิมที่มีการเปลี่ยนตัวเองเป็นรถยนต์ไฟฟ้าได้เร็ว Volkswagan, Ford เน้นพลังงานลบและให้โดเจนมากกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ Vestas, Siemen, Air, Liquide 3.ตลาดหุ้นจีน เช่น บริษัทที่ได้ประโยชน์จากนโยบายสามสนุนจากภาครัฐในส่วน Dual Circulation, Clean Energy การฟื้นตัวหลังจาก Reopening ปัจจุบันอยู่ที่ 20% (US EU 80-90%) ของ ก่อนช่วงเกิดโควิด
4. ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เช่น การลงทุนในห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่กลุ่มยานยนต์และกลุ่มเหมืองแร่ที่เป็น Nickel เน้นหุ้นที่มีการบริโภคภายในประเทศสูงซึ่งได้ประโยชน์จากขนาดประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น กลุ่ม Retail, Food 5.ESG คือการลงทุนในบริษัทที่มีความยั่งยืน เช่น บริษัทที่มีพัฒนาที่ดีในภาพเทคโนโลยี และได้ประโยชน์จากการลงทุนในพลังงานสะอาด Enel, Mercedes และ 6.หุ้นเทคโนโลยี เช่น บริษัทที่มีรายได้เยอะในรถยนต์ไฟฟ้า Data center และ Cloud computing การฟื้นตัวของบริษัทเทคโนโลยีต้นน้ำเร็วกว่าปลายน้ำ TSMC,ASML หลีกเลี่ยงบริษัทที่ผลิต PC และสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัวลงเร็วมีความเสี่ยงการปรับประมาณการลง
“เวลาซื้อหุ้นหรือลงทุนในบริษัท อนาคตและกำไรเป็นส่วนสำคัญ แต่ย้ำว่าทุกๆ เทรนด์การลงทุนไม่ได้ซื้อลงทุนแบบเหมา แต่ต้องซื้อแบบเลือกรายธุรกิจและรายบริษัท” นายสุกิจกล่าว
นายสุกิจกล่าวว่า สำหรับวิธีการจัดสรรเงินลงทุนแบ่งตาม 4 วัฏจักรเศรษฐกิจ (Boom, Slowdown, Recession, Recovery) จะไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละประเทศวัฏจักรเศรษฐกิจก็จะต่างกันไปด้วย ตอนนี้วัฏจักรเศรษฐกิจในยุโรปและแถบสหรัฐ กำลังเดินเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แต่สำหรับวัฏจักรเศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว (Recovery) ซึ่งวันนี้นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเกิดภาวะถดถอย (Recession) ดังนั้น พอร์ตปัจจุบันจะลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และเริ่มลงทุนในหุ้นเติบโต ส่วนในภาวะการฟื้นตัว พอร์ตที่น่าจะเป็นคือลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้เอกชนไฮยีลด์ หุ้นแวลูและหุ้น pricing power
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุน ต้องประเมินความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อย โดยความคาดหวังผลตอบแทนระดับปานกลาง เนื่องจากความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูงโดย 1.ถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อสภาพคล่องและสร้างโอกาส 2. เลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพท 3.ลงทุนในตราสารที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ และมีเงินปันผล หรือดอกเบี้ย 4.ลงทุนในจังหวะที่มูลละค่าไม่แพง 5.เน้นธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองราคา และ 6.บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรง โดยภาพดังกล่าวเป็นการลงทุนที่เสร็จไว้ในราคาไม่สูงและมีความเสี่ยงไม่สูงจะทำให้นักลงทุนมีความปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในอนาคต