โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Modestwear’ ทำไมเสื้อผ้ามิดชิดกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ต่อต้านมาตรฐานความงาม

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 09.12 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 09.12 น.
ภาพไฮไลต์

เรามักเชื่อมโยง ‘ความแตกต่าง’ หรือ ‘การแหกกฎ’ กับความมีสไตล์เสมอ

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 60s-70s มูฟเมนต์ฮิปปี้ที่เกิดจากการต่อต้านสงครามส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการแต่งตัววัยรุ่นทั่วโลก หรือการแต่งตัวด้วยหนัง หนาม และความอะไรก็ได้ที่สังคมมองว่า ‘ไม่ปกติ’ จากวัฒนธรรมต่อต้านขนบสังคมอย่างพังก์ ก็ฝังตัวอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นตั้งแต่ตอนนั้นจนทุกวันนี้

เมื่อบทสนทนาเกี่ยวกับสิทธิสตรีและ LGBTQ+ งอกงามในช่วงปี 2010s เทรนด์แฟชั่นต่างๆ ก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับบทสนทนาเหล่านั้น ผู้คนคอยหาหนทางใหม่ๆ ในการแสดงออกตัวตนผ่านเสื้อผ้า เราเห็นเทรนด์การแต่งตัวที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเพศ เห็นการผ่อนปรนเรื่องกฎการแต่งกายที่แข็งทื่อในหลายๆ พื้นที่ และที่สำคัญคือเห็นการแต่งตัวที่ ‘โป๊’ ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวคิดว่าเราต่างมีสิทธิในการควบคุมร่างกายของเรา ไม่ใช่สังคม

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่มีการศึกษาพบว่าสไตล์เสื้อผ้าที่มียอดขายเติบโตอย่างคงเส้นคงวาในไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือเสื้อผ้าแบบ‘Modestwear’ หรือเครื่องแต่งกายที่ปกปิดร่างกายมิดชิด ที่มักเป็นที่นิยมในการแต่งตัวของหญิงชาวมุสลิม หรือคริสต์ศาสนิกชนบางนิกาย ฯลฯ

เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ผู้คนเริ่ม ‘แต่งตัวมิดชิด’ ขึ้น เพราะกระแสสังคมโลกกำลังหันไปทางอนุรักษนิยมอย่างที่ใครๆ เขาว่าไว้หรือเปล่า เมื่อเราลองลงไปดูในข้อมูลและบริบททางสังคม กระแสเครื่องแต่งกายปกปิดเรือนร่างนี้มีมิติมากกว่านั้น

แม้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มคนนับถือศาสนา เสื้อผ้าปกปิดร่างกายไม่ได้หมายความถึงเสื้อผ้าที่ผูกอยู่กับศาสนา แต่หมายถึงเสื้อผ้าที่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ทางสังคมว่าเป็นสิ่งที่ใส่ไปแล้ว ‘ไม่กระโตกกระตาก’ ตัวอย่างเช่นเดรสที่ทำจากวัสดุทึบแสง เสื้อผ้าใดๆ ที่ซ่อนรูปร่างของเรา ไม่แนบเนื้อ ไม่รัดรูป เสื้อผ้าที่ยาวปิดตาตุ่ม เสื้อผ้าสีพื้น ฯลฯ

ความไม่กระโตกระตากดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเทรนด์มาแรงของปีที่แล้ว นั่นคือ Old Money และ Quiet Luxury เทรนด์ซึ่งบอกว่าวิธีที่จะสื่อสารความแพงออกไปได้ดังที่สุด คือการแต่งตัวให้เงียบเชียบเรียบหรู ไม่เรียกร้องความสนใจ และปล่อยให้รายละเอียดเล็กๆ ของเสื้อผ้าเราพูดแทน

งานวิจัยที่เล่าเรื่องความนิยมของ Modestwear ชื่อว่า Analysing the modest fashion market: an empirical study of e-commerce best-selling products หรือแปลคร่าวๆ ได้ว่าการวิเคราะห์เสื้อผ้าปกปิดร่างกายผ่านสินค้ายอดนิยม ที่ตีพิมพ์ลงบนวารสารการตลาดอิสลาม ของมหาวิทยาลัย Bath Spa ประเทศอังกฤษ

ผู้วิจัยพบว่าเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดมียอดขายในโลกออนไลน์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2018 เสื้อผ้ารูปแบบนี้มีมูลค่าอยู่ที่ราวๆ สองแสนแปดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเก้าล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตขึ้นราว 0.5 เท่าในปี 2024 โดยมีกลุ่มนักชอปชาวมุสลิมรุ่นใหม่เป็นหัวหอก ผู้วิจัยตีความว่าอย่างนั้นผ่านเทรนด์การตลาดของแบรนด์ไฮเอนด์ ที่เลิกเล็งไปหาผู้บริโภคตะวันตก แต่ไปยังคนเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก

“การเปลี่ยนเป้าหมายของโลกแฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อมหาศาลของผู้บริโภคชาวมุสลิม ทำให้แบรนด์หรูหรา เช่น Dolce & Gabbana เล็งไปยังลูกค้าตะวันออกกลางด้วยการผลิตเสื้อผ้าทางวัฒนธรรมเช่น อาบายะห์ แบรนด์ยักษ์ใหญ่เช่น H&M, Macy’s, Marks & Spencer ออกเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดโดยเฉพาะ เป็นสัญญาณว่าสังคมหมู่มากยอมรับเสื้อผ้าเหล่านี้ว่าคือเสื้อผ้าปกติ”

Nike collaboration with Norblack Norwhite

Nike collaboration with Norblack Norwhite

แต่การดูยอดขายของเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาดังกล่าวเท่านั้น งานวิจัยนี้พาเราลงไปมองดูว่าใครเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเสื้อผ้าเหล่านี้ และทำไมพวกเขาถึงใส่พวกมันด้วย

ในแง่มุมศาสนา การสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดไม่ใช่เพียงการทำตามกฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนาเท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอตัวตนทางศาสนาของตัวเองด้วย ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักที่หลายๆ คนจะต้องการนำเสนอตัวตนทางศาสนาและวัฒนธรรม ตั้งแต่หมดยุคกักตัวโควิด 19 เราพบว่าสังคมมีบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น การอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นสร้างความโหยหากลุ่มชุมชน และศาสนาก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก

นอกจากคนกลุ่มข้างต้น อีกกลุ่มคนที่เลือกสวมเสื้อผ้าเหล่านี้คือคนที่มองเสื้อผ้าเป็น ‘อุปกรณ์ป้องกันตัว’

ในท่อนเปิดของบทความ เรารู้แล้วว่าการแต่งตัวสามารถทำหน้าที่ในการแสดงออกแนวคิดของบุคคลได้ และหลักคิดหนึ่งคือหลักที่เชื่อว่าการแต่งตัวที่เปิดเผยรูปร่างเพื่อตัวเองเป็นเหมือนการประท้วงกฎระเบียบทางสังคมบางอย่างที่เชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องปิดบังร่างกายของตัวเองเพื่ออยู่ในสังคมนั้นๆ นำไปสู่เทรนด์เสื้อผ้ามากมายที่อวดรูปร่างของเรา เช่น เทรนด์ Y2K การแต่งตัวที่ได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์ของยุคปี 2000s ที่พาให้เราไปใส่ เบบี้ทีสีฉูดฉาด เสื้อซีทรูทำจากพลาสติก และกางเกงที่เอวต่ำจนเห็นกางเกงใน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะมั่นใจในร่างกายตัวเองพอที่จะเปิดเผยร่างกายของตัวเองด้วยเสื้อผ้ารูปแบบดังกล่าว ในระดับจิตวิทยาเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายมิดชิดคือเกราะป้องกันเราจากสายตาของโลก และในระดับมุมมองสังคมและการเมือง มันอาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือประท้วงในอีกรูปแบบ นั่นคือการประท้วงต่อมาตรฐานความงาม ณ ขณะนั้น และต่อการมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ นึกย้อนกลับไปในวันที่เทรนด์ Y2K ได้รับความนิยมสูงสุด หนึ่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์คือนอกจากมันจะพาสไตล์ของขวบปีนั้นกลับมา มันดันพาความคลั่งผอมกลับมาพร้อมๆ กันด้วย

มุมมองดังกล่าวตรงเข้ากับแนวคิดของดีไซเนอร์หลายๆ คน เช่น โยจิ ยามาโมโตะ นักออกแบบชาวญี่ปุ่นผู้เชื่อว่าเสื้อผ้าที่เขาออกแบบต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนเกราะกำบังให้กับผู้ใส่ “หน้าที่ของผมนั้นเรียบง่ายครับ เสื้อผ้าที่ผมทำต้องเป็นเกราะที่ต้านสายตาไม่พึงประสงค์” เขาเขียนอย่างนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ My Dear Bomb

Yohji Yamamoto

Yohji Yamamoto

การออกแบบของยามาโมโตะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเนื่องจากเสื้อผ้าของเขามักหลวมโคร่ง ควบคุมสัดส่วนของผู้ใส่ บางครั้งเรามองไม่ออกว่าร่างกายของคนใส่อยู่ตรงไหนในกองผ้าสีดำเหล่านั้น เมื่อเรามองคนที่ใส่เสื้อผ้าที่เขาออกแบบ สิ่งที่เราเห็นคือเสื้อผ้าไม่ใช่ตัวบุคคลโดยตรง สร้างระยะห่างซึ่งเป็นพื้นที่ให้คนคนหนึ่งสามารถแสดงออกความเป็นตัวเองได้โดยที่จะไม่ถูกตัดสินด้วยรูปลักษณ์และอคติเสียก่อน

Yohji Yamamoto Fall 1982 Ready-to-Wear Runway

Yohji Yamamoto Fall 1982 Ready-to-Wear

เมื่อแจกแจงออกมาเช่นนี้ เราอาจพบว่าในมุมหนึ่ง การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ปิดบังร่างกายก็เป็นการต่อต้านเช่นกัน มันคือการต้านสายตาที่ตัดสิน ต้านมาตรฐานความงาม และที่สำคัญในตอนนี้ มันคือการต้านนโยบายเหยียดศาสนาในหลายๆ พื้นที่ด้วย

เมื่อปี 2023 ประเทศฝรั่งเศสแบนการสวมเดรสอาบายะห์ในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากมันขัดต่อหลักการของประเทศที่เชื่อว่าฝรั่งเศสไม่ขึ้นต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และการที่เราสามารถเดินเข้าห้องแล้วบอกได้ว่าคนคนนี้เป็นคนมุสลิมถือว่าขัดกับหลักการนั้น

หลังจากการแบนดังกล่าว มีการ ‘เปิดหน้า’ เกี่ยวกับความต้องการแบนเครื่องแต่งกายทางศาสนาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมื่อกลางปีที่แล้วหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมอังกฤษบอกว่าเธอจะไม่คุยกับคนที่ใส่บุรเกาะอ์ เครื่องแต่งกายที่คลุมหัวถึงเท้า และเชื่อว่าหัวหน้างานควรมีสิทธิในการไล่คนที่สวมมันออกจากงานได้ และเมื่อเดือนพฤษภาคม เพิ่งมีการเสนอการแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีสวมฮิญาบในที่สาธารณะในฝรั่งเศส

ศาสนาไม่ใช่เรื่องของกฎเกณฑ์และข้อห้ามข้อบังคับเท่านั้น แต่มันคือวิธีการที่คนคนหนึ่งใช้ชีวิตและตัวตนทางวัฒนธรรม และในวันที่โลกพยายามกดตัวตนเหล่านั้นเอาไว้ การได้เห็นว่ามีผู้คนมากมายที่เชื่อว่าการแสดงออกตัวตนยังสำคัญอยู่คงถือเป็นความหวังเล็กๆ

อ้างอิง: researchspace.bathspa.ac.uk, theguardian.com, france24.com, bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...