‘Modestwear’ ทำไมเสื้อผ้ามิดชิดกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ต่อต้านมาตรฐานความงาม
เรามักเชื่อมโยง ‘ความแตกต่าง’ หรือ ‘การแหกกฎ’ กับความมีสไตล์เสมอ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 60s-70s มูฟเมนต์ฮิปปี้ที่เกิดจากการต่อต้านสงครามส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการแต่งตัววัยรุ่นทั่วโลก หรือการแต่งตัวด้วยหนัง หนาม และความอะไรก็ได้ที่สังคมมองว่า ‘ไม่ปกติ’ จากวัฒนธรรมต่อต้านขนบสังคมอย่างพังก์ ก็ฝังตัวอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นตั้งแต่ตอนนั้นจนทุกวันนี้
เมื่อบทสนทนาเกี่ยวกับสิทธิสตรีและ LGBTQ+ งอกงามในช่วงปี 2010s เทรนด์แฟชั่นต่างๆ ก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับบทสนทนาเหล่านั้น ผู้คนคอยหาหนทางใหม่ๆ ในการแสดงออกตัวตนผ่านเสื้อผ้า เราเห็นเทรนด์การแต่งตัวที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเพศ เห็นการผ่อนปรนเรื่องกฎการแต่งกายที่แข็งทื่อในหลายๆ พื้นที่ และที่สำคัญคือเห็นการแต่งตัวที่ ‘โป๊’ ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการนำเสนอแนวคิดว่าเราต่างมีสิทธิในการควบคุมร่างกายของเรา ไม่ใช่สังคม
ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่มีการศึกษาพบว่าสไตล์เสื้อผ้าที่มียอดขายเติบโตอย่างคงเส้นคงวาในไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือเสื้อผ้าแบบ‘Modestwear’ หรือเครื่องแต่งกายที่ปกปิดร่างกายมิดชิด ที่มักเป็นที่นิยมในการแต่งตัวของหญิงชาวมุสลิม หรือคริสต์ศาสนิกชนบางนิกาย ฯลฯ
เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ผู้คนเริ่ม ‘แต่งตัวมิดชิด’ ขึ้น เพราะกระแสสังคมโลกกำลังหันไปทางอนุรักษนิยมอย่างที่ใครๆ เขาว่าไว้หรือเปล่า เมื่อเราลองลงไปดูในข้อมูลและบริบททางสังคม กระแสเครื่องแต่งกายปกปิดเรือนร่างนี้มีมิติมากกว่านั้น
แม้จะเป็นที่นิยมในกลุ่มคนนับถือศาสนา เสื้อผ้าปกปิดร่างกายไม่ได้หมายความถึงเสื้อผ้าที่ผูกอยู่กับศาสนา แต่หมายถึงเสื้อผ้าที่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ทางสังคมว่าเป็นสิ่งที่ใส่ไปแล้ว ‘ไม่กระโตกกระตาก’ ตัวอย่างเช่นเดรสที่ทำจากวัสดุทึบแสง เสื้อผ้าใดๆ ที่ซ่อนรูปร่างของเรา ไม่แนบเนื้อ ไม่รัดรูป เสื้อผ้าที่ยาวปิดตาตุ่ม เสื้อผ้าสีพื้น ฯลฯ
ความไม่กระโตกระตากดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเทรนด์มาแรงของปีที่แล้ว นั่นคือ Old Money และ Quiet Luxury เทรนด์ซึ่งบอกว่าวิธีที่จะสื่อสารความแพงออกไปได้ดังที่สุด คือการแต่งตัวให้เงียบเชียบเรียบหรู ไม่เรียกร้องความสนใจ และปล่อยให้รายละเอียดเล็กๆ ของเสื้อผ้าเราพูดแทน
งานวิจัยที่เล่าเรื่องความนิยมของ Modestwear ชื่อว่า Analysing the modest fashion market: an empirical study of e-commerce best-selling products หรือแปลคร่าวๆ ได้ว่าการวิเคราะห์เสื้อผ้าปกปิดร่างกายผ่านสินค้ายอดนิยม ที่ตีพิมพ์ลงบนวารสารการตลาดอิสลาม ของมหาวิทยาลัย Bath Spa ประเทศอังกฤษ
ผู้วิจัยพบว่าเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดมียอดขายในโลกออนไลน์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2018 เสื้อผ้ารูปแบบนี้มีมูลค่าอยู่ที่ราวๆ สองแสนแปดหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเก้าล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตขึ้นราว 0.5 เท่าในปี 2024 โดยมีกลุ่มนักชอปชาวมุสลิมรุ่นใหม่เป็นหัวหอก ผู้วิจัยตีความว่าอย่างนั้นผ่านเทรนด์การตลาดของแบรนด์ไฮเอนด์ ที่เลิกเล็งไปหาผู้บริโภคตะวันตก แต่ไปยังคนเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก
“การเปลี่ยนเป้าหมายของโลกแฟชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อมหาศาลของผู้บริโภคชาวมุสลิม ทำให้แบรนด์หรูหรา เช่น Dolce & Gabbana เล็งไปยังลูกค้าตะวันออกกลางด้วยการผลิตเสื้อผ้าทางวัฒนธรรมเช่น อาบายะห์ แบรนด์ยักษ์ใหญ่เช่น H&M, Macy’s, Marks & Spencer ออกเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดโดยเฉพาะ เป็นสัญญาณว่าสังคมหมู่มากยอมรับเสื้อผ้าเหล่านี้ว่าคือเสื้อผ้าปกติ”
Nike collaboration with Norblack Norwhite
แต่การดูยอดขายของเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาดังกล่าวเท่านั้น งานวิจัยนี้พาเราลงไปมองดูว่าใครเป็นกลุ่มคนที่ต้องการเสื้อผ้าเหล่านี้ และทำไมพวกเขาถึงใส่พวกมันด้วย
ในแง่มุมศาสนา การสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายมิดชิดไม่ใช่เพียงการทำตามกฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนาเท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอตัวตนทางศาสนาของตัวเองด้วย ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักที่หลายๆ คนจะต้องการนำเสนอตัวตนทางศาสนาและวัฒนธรรม ตั้งแต่หมดยุคกักตัวโควิด 19 เราพบว่าสังคมมีบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น การอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นสร้างความโหยหากลุ่มชุมชน และศาสนาก็เป็นหนึ่งในตัวเลือก
นอกจากคนกลุ่มข้างต้น อีกกลุ่มคนที่เลือกสวมเสื้อผ้าเหล่านี้คือคนที่มองเสื้อผ้าเป็น ‘อุปกรณ์ป้องกันตัว’
ในท่อนเปิดของบทความ เรารู้แล้วว่าการแต่งตัวสามารถทำหน้าที่ในการแสดงออกแนวคิดของบุคคลได้ และหลักคิดหนึ่งคือหลักที่เชื่อว่าการแต่งตัวที่เปิดเผยรูปร่างเพื่อตัวเองเป็นเหมือนการประท้วงกฎระเบียบทางสังคมบางอย่างที่เชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องปิดบังร่างกายของตัวเองเพื่ออยู่ในสังคมนั้นๆ นำไปสู่เทรนด์เสื้อผ้ามากมายที่อวดรูปร่างของเรา เช่น เทรนด์ Y2K การแต่งตัวที่ได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์ของยุคปี 2000s ที่พาให้เราไปใส่ เบบี้ทีสีฉูดฉาด เสื้อซีทรูทำจากพลาสติก และกางเกงที่เอวต่ำจนเห็นกางเกงใน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะมั่นใจในร่างกายตัวเองพอที่จะเปิดเผยร่างกายของตัวเองด้วยเสื้อผ้ารูปแบบดังกล่าว ในระดับจิตวิทยาเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายมิดชิดคือเกราะป้องกันเราจากสายตาของโลก และในระดับมุมมองสังคมและการเมือง มันอาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือประท้วงในอีกรูปแบบ นั่นคือการประท้วงต่อมาตรฐานความงาม ณ ขณะนั้น และต่อการมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ นึกย้อนกลับไปในวันที่เทรนด์ Y2K ได้รับความนิยมสูงสุด หนึ่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์คือนอกจากมันจะพาสไตล์ของขวบปีนั้นกลับมา มันดันพาความคลั่งผอมกลับมาพร้อมๆ กันด้วย
มุมมองดังกล่าวตรงเข้ากับแนวคิดของดีไซเนอร์หลายๆ คน เช่น โยจิ ยามาโมโตะ นักออกแบบชาวญี่ปุ่นผู้เชื่อว่าเสื้อผ้าที่เขาออกแบบต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนเกราะกำบังให้กับผู้ใส่ “หน้าที่ของผมนั้นเรียบง่ายครับ เสื้อผ้าที่ผมทำต้องเป็นเกราะที่ต้านสายตาไม่พึงประสงค์” เขาเขียนอย่างนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ My Dear Bomb
Yohji Yamamoto
การออกแบบของยามาโมโตะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเนื่องจากเสื้อผ้าของเขามักหลวมโคร่ง ควบคุมสัดส่วนของผู้ใส่ บางครั้งเรามองไม่ออกว่าร่างกายของคนใส่อยู่ตรงไหนในกองผ้าสีดำเหล่านั้น เมื่อเรามองคนที่ใส่เสื้อผ้าที่เขาออกแบบ สิ่งที่เราเห็นคือเสื้อผ้าไม่ใช่ตัวบุคคลโดยตรง สร้างระยะห่างซึ่งเป็นพื้นที่ให้คนคนหนึ่งสามารถแสดงออกความเป็นตัวเองได้โดยที่จะไม่ถูกตัดสินด้วยรูปลักษณ์และอคติเสียก่อน
Yohji Yamamoto Fall 1982 Ready-to-Wear
เมื่อแจกแจงออกมาเช่นนี้ เราอาจพบว่าในมุมหนึ่ง การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ปิดบังร่างกายก็เป็นการต่อต้านเช่นกัน มันคือการต้านสายตาที่ตัดสิน ต้านมาตรฐานความงาม และที่สำคัญในตอนนี้ มันคือการต้านนโยบายเหยียดศาสนาในหลายๆ พื้นที่ด้วย
เมื่อปี 2023 ประเทศฝรั่งเศสแบนการสวมเดรสอาบายะห์ในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากมันขัดต่อหลักการของประเทศที่เชื่อว่าฝรั่งเศสไม่ขึ้นต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และการที่เราสามารถเดินเข้าห้องแล้วบอกได้ว่าคนคนนี้เป็นคนมุสลิมถือว่าขัดกับหลักการนั้น
หลังจากการแบนดังกล่าว มีการ ‘เปิดหน้า’ เกี่ยวกับความต้องการแบนเครื่องแต่งกายทางศาสนาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมื่อกลางปีที่แล้วหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมอังกฤษบอกว่าเธอจะไม่คุยกับคนที่ใส่บุรเกาะอ์ เครื่องแต่งกายที่คลุมหัวถึงเท้า และเชื่อว่าหัวหน้างานควรมีสิทธิในการไล่คนที่สวมมันออกจากงานได้ และเมื่อเดือนพฤษภาคม เพิ่งมีการเสนอการแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีสวมฮิญาบในที่สาธารณะในฝรั่งเศส
ศาสนาไม่ใช่เรื่องของกฎเกณฑ์และข้อห้ามข้อบังคับเท่านั้น แต่มันคือวิธีการที่คนคนหนึ่งใช้ชีวิตและตัวตนทางวัฒนธรรม และในวันที่โลกพยายามกดตัวตนเหล่านั้นเอาไว้ การได้เห็นว่ามีผู้คนมากมายที่เชื่อว่าการแสดงออกตัวตนยังสำคัญอยู่คงถือเป็นความหวังเล็กๆ
อ้างอิง: researchspace.bathspa.ac.uk, theguardian.com, france24.com, bbc.com
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อิหร่านหยุดการปฏิบัติงานของ ‘ตำรวจศีลธรรม’ ยุบทิ้ง หรือยอมถอยชั่วคราว?
- “พวกกูเนี่ย ของจริง!” Gasht-e Ershad ตำรวจศีลธรรมอิหร่าน ความรุนแรงในนามความดี
- ‘มีหญิงสาวในบทกวี’ ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้หญิงในการเมืองอิหร่านสมัยใหม่
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath