อุทยานฯแก่งกระจาน บุกจับนายทุน ‘ไร่หุบผึ้ง’ รุกที่ป่า 3,660 ไร่
เมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พ.ท.ชยานันท์ เสาตรง ผบ.ศร. ค่ายธนะรัชต์ นายญาณ อ้วนสิงห์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแห่งกระจาน นายฉลอง ทองสงฆ์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ โดยนายธฤทธิ์รงค์ ทิพย์พิมล นายช่างสำรวจอาวุโส ร่วมกันตรวจสอบบริเวณท้องที่หมู่ 1 ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พิกัด 47 P ค่าพิกัด UTM 574703 E 1389182 N (WGS84) ในพื้นที่ใช้ประโยชน์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่ราชพัสดุ (ปข.605)
เนื่องจากได้รับแจ้งจากผู้หวังดี ประกอบกับระบบIForMS พบการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ด้วยการประมวลผลข้อมูลจากดาวเทียม ผลการตรวจของคณะเจ้าหน้าที่พบการปรับเปลี่ยนพื้นที่ ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จำนวน 2 แปลง ตรวจพบหลักเขตอุทยาน 4 หลัก ถูกเคลื่อนย้ายฝังเข้าไปพื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ไม่ตรงตามค่าพิกัดเดิม ในการตรวจสอบ มีนายศิริโรจน์ กรรมการบริษัท ผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้นำตรวจสอบและให้ถ้อยคำว่า ได้เข้าครอบครองสถานที่ดังกล่าวเมื่อต้นปี เมื่อวันที่ 6 ต.ค.66 ต่อจากเจ้าของเดิม (ไร่หุบผึ้ง) และได้ทำการเปิดพื้นที่จำนวน 2 แปลงดังกล่าว โดยได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ฉบับจริงมาแสดงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และได้ยื่นสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบความถูกต้อง
เบื้องต้นทำการตรวจยึดพื้นที่ตามพิกัดข้างต้น เนื้อที่ประมาณ 3,660 ไร่ พบว่ามี นายศิริโรจน์ เป็นผู้ทำประโยชน์ จึงแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 19 (1) ประกอบมาตรา 41 ฐานยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี หรือปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับมาตรา 19 (2) ประกอบมาตรา 42 ฐานเก็บหา นำออกไปฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 19 (4) ประกอบมาตรา 43 ฐานเปลี่ยนแปลงทางน้ำหรือทำให้น้ำในลำน้ำฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 19 (6) ประกอบมาตรา 44 ฐานเข้าไปดำเนินกิจการใดๆเพื่อหาผลประโยชน์ฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 40 ฐานผู้ใดกระทำการหรืองดเว้นกระทำการไม่ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานสวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายนั้น
ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี ฐานก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 55 ฐานผู้ใดครอบครองป่าที่ถูกแผ้วถาง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็น ผู้แผ้วถางป่านั้น
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ มาตรา 45 ฐานผู้ใดเข้าไปในที่ราชพัสดุโดยไม่มีสิทธิ หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการใช้ประโยชน์ หรือทำให้เสื่อมสภาพ” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ร.บ.การเดินเรือ มาตรา 117 ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำสาธารณะ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หรือทะเลภายในน่านน้ำไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า และประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 (1) และ 108 ทวิ วรรคสอง ฐานภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ ที่ดินของรัฐนั้นถ้ามิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วห้ามมิให้บุคคลใด (1) เข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า
คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นายศิริโรจน์ ทราบ และนายศิริโรจน์ ยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงแจ้งความดำเนินคดี ที่ สภ.บ้านหนองพลับ.