โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สถิติล่าสุด ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย ปี 2568 เปลี่ยนทิศ ชดเชยจริง ไม่ใช่เกมลงทุน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 19.47 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 17.11 น.

ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความพยายามของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย "ความเป็นกลางทางคาร์บอน" (Carbon Neutrality) และ “คาร์บอนเป็นศูนย์” (Net Zero) เครื่องมืออย่าง “คาร์บอนเครดิต” จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลล่าสุดจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยมีการสรุปสถิติการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ ตลาดคาร์บอน ครอบคลุมปีงบประมาณ 2563 – 2568 ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสะสมรวมทั้งสิ้น 3,358,208 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คิดเป็นมูลค่ารวม 320,102,590 บาทแบ่งเป็น ดังนี้

แนวโน้มการซื้อขายย้อนหลัง

  • ปี 2563 : 169,806 tCO2e มูลค่า 4.37 ล้านบาท
  • ปี 2564 : 286,580 tCO2e มูลค่า 9.71 ล้านบาท
  • ปี 2565 : 1,187,327 tCO2e มูลค่า 128.49 ล้านบาท
  • ปี 2566 : 857,102 tCO2e มูลค่า 68.32 ล้านบาท
  • ปี 2567 : 686,079 tCO2e มูลค่า 85.79 ล้านบาท
  • ปี 2568 (ข้อมูลถึง 30 เม.ย.) : 171,314 tCO2e มูลค่า 23.41 ล้านบาท

จากตัวเลขจะเห็นว่าช่วงปี 2563–2565 ตลาดของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด อันเป็นผลจากกระแส COP26 การประกาศเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นของประเทศ และการเตรียมเปิดศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ผู้ประกอบการซื้อกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากราคายังถูกมาก ขณะที่ปี 2567 แม้ปริมาณซื้อขายลดลง แต่มูลค่าต่อหน่วยกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการซื้อขายที่ “มีคุณภาพ” มากขึ้น

ปี 2568 สัญญาณฟื้นตัว

มาปี 2568 นี้ เริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัว โดยเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ความต้องการคาร์บอนเครดิตที่แตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรม
  • ข้อกำหนดหรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร
  • ราคาคาร์บอนเครดิตที่เปลี่ยนแปลง
  • นโยบายจากภาครัฐ

การซื้อขายในปี 2568 สะท้อนความต้องการที่ "แท้จริง" ของผู้ซื้อ ที่ต้องการนำคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง มากกว่าการเร่งกักตุนเพื่อเก็งกำไรแบบที่เกิดขึ้นในปี 2565

ประเภทโครงการที่โดดเด่นในปี 2568

ตามปริมาณการซื้อขาย (tCO2e)

  • ชีวมวล : 132,095 tCO₂e
  • พลังงานแสงอาทิตย์ : 18,598 tCO₂e
  • ป่าไม้ : 12,496 tCO₂e

ตามด้านมูลค่าซื้อขาย

  • ป่าไม้ : 8.97 ล้านบาท
  • P-REDD+ (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าในระดับโครงการ) : 7.33 ล้านบาท
  • ชีวมวล : 5.30 ล้านบาท

3 อันดับโครงการที่มีราคาต่อหน่วยสูงสุด

  • ป่าไม้ : 2,076.30 บาท/tCO₂e
  • P-REDD+ : 2,000 บาท/tCO₂e
  • เกษตรยืนต้น : 1,000 บาท/tCO₂e

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดคาร์บอน

ตลาดคาร์บอนเครดิตเคลื่อนไหวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน เช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

- อุปสงค์ (Demand)

  • ความต้องการชดเชยคาร์บอนขององค์กร (Net Zero / Carbon Neutrality)
  • กระแส ESG จากนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ
  • ความตระหนักของบุคคลทั่วไปต่อสิ่งแวดล้อม

- อุปทาน (Supply)

  • จำนวนโครงการที่ขึ้นทะเบียนในปี 2568 คือ 52 โครงการ คาดว่าจะลด/กักเก็บ GHG ได้รวม 409,292 tCO₂e/ปี
  • โครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต คือ 33 โครงการ ปริมาณที่ได้รับการรับรอง 1,631,710 tCO₂e/ปี โดยมากกว่า 98% เป็น Carbon Reduction Credit เช่น พลังงานทดแทน การจัดการของเสีย และการขนส่ง ส่วน Carbon Removal เช่น ป่าไม้ มีสัดส่วนยังน้อยมาก

การไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ที่ต้องการเครดิตแบบ Removal และอุปทานที่เน้น Reduction จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายและระดับราคา

แนวโน้มระยะสั้นและระยะยาว

แม้จะมีการชะลอตัวในช่วงปี 2566–2567 แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะสั้นที่ยังอยู่ในช่วงภาคสมัครใจ (Voluntary) ก่อนเข้าสู่ตลาดภาคบังคับ (Compliance) ปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่

  • เป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศ
  • นโยบายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO) และภาษีคาร์บอน
  • แรงกดดันจากผู้ลงทุนต่างชาติและพันธมิตรทางการค้าด้าน ESG
  • นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันให้ไทยเป็น “Carbon Trading Hub” ของภูมิภาค
  • การออก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 และ 2
  • การเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...