โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เอกชนผวา! ภาษีไทยสูงกว่าเวียดนาม ลุ้น “ทรัมป์”ส่งจม.แจ้งจันทร์นี้ ยังไม่มีชื่อ “ไทย”

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 21.40 น.

แม้คณะ“ทีมไทยแลนด์” ที่นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในช่วงวันที่ 2 - 4 กรกฎาคม 2568 เพื่อเจรจากับรัฐบาลวอชิงตันเรื่องมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ทำให้ภาคเอกชนไทยเริ่มวิตกหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากไทยจะถูกสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าในอัตราสูงสุดถึง 36% ตามที่ประกาศไว้เดิม

ทั้งนี้แม้นายพิชัยเปิดเผยว่า การเจรจาเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ได้พูดคุยทั้งกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR), รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลังสหรัฐ, นักลงทุนอเมริกันในไทย และกลุ่มภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้ไทยได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาปรับปรุงข้อเสนอใหม่ โดยตั้งเป้าส่งภายในก่อนเส้นตาย 9 กรกฎาคมนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีสูง

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังไม่แน่นอน และไทยยังไม่ได้รับคำตอบแน่ชัดจากฝั่งสหรัฐว่าข้อเสนอที่เตรียมปรับใหม่จะผ่านหรือไม่ ขณะที่ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (5 ก.ค.) ว่าได้ลงนามจดหมายแจ้งอัตราภาษีต่างตอบแทนแล้ว 12 ฉบับ และจะทยอยส่งตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป

โดยมาตรการภาษีดังกล่าวอยู่ภายใต้นโยบาย "Reciprocal Tariff" ซึ่งสหรัฐฯ จะเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้า ในอัตราระหว่าง 10–70% และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ หากไม่มีข้อตกลงร่วมกันทันภายในกำหนด

ปัจจุบันมีเพียง 2 ประเทศที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้แล้ว คือ สหราชอาณาจักร และเวียดนาม โดยในกรณีเวียดนาม สหรัฐจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามลงเหลือ 20% (จากที่ประกาศไว้เดิมที่อัตรา 46%) แต่แลกกับการที่เวียดนามต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% และร่วมมือป้องกันการ “สวมสิทธิ์” แหล่งกำเนิดสินค้าจากประเทศที่สาม โดยในส่วนนี้เวียดนามยังต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐในอัตราสูงถึง 40%

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคเอกชนกังวลว่าไทยอาจเสียเปรียบทางการค้าเพราะเป้าหมายอัตราภาษีที่ไทยจะได้รับจากสหรัฐต้องไม่เสียเปรียบเวียดนาม เนื่องจากสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐส่วนใหญ่ เป็นสินค้าคล้ายกับเวียดนาม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป ฯลฯ หากไทยยังต้องเผชิญกับภาษี 36% ขณะที่เวียดนามจ่ายเพียง 20% จะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่า และจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“เวลานี้ทีมไทยแลนด์ต้องทำการบ้านกันหนักมาก ซึ่งขอให้กำลังใจ เพราะข้อเสนอที่เราส่งไปยังไม่เพียงพอ และยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ที่ชัดเจน ขณะที่ทรัมป์ประกาศจะทยอยส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้ากว่า 100 ประเทศในสัปดาห์หน้า ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะเสียภาษีในอัตราสูง หากจดหมายมาถึงก่อนที่เราจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ” นายเกรียงไกร กล่าว

ภาคเอกชนยังจับตาว่าสหรัฐ จะประกาศรายชื่อประเทศที่ได้รับจดหมายภาษีล็อตแรกในวันจันทร์นี้จะมีชื่อประเทศไทยหรือไม่ รวมถึงในการประกาศในวันต่อ ๆ ไป ซึ่งหากไทยอยู่ในรายชื่อดังกล่าวก่อนที่จะยื่นข้อเสนอรอบใหม่ อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสสำคัญ และต้องยอมรับผลกระทบเต็มที่ แม้ภาคเอกชนไทยยังมีความหวังว่าไทยอาจได้รับอัตราภาษีใกล้เคียงเวียดนาม แต่หลายฝ่ายก็เริ่มตั้งคำถามว่า เวลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่วันจะเพียงพอหรือไม่ ในการพลิกสถานการณ์ได้ทัน ก่อนถึงเส้นตายที่ทรัมป์วางไว้ในวันที่ 9 กรกฎาคม นี้

ต่อคำถามที่ว่าในสถานการณ์แบบนี้ภาคเอกชนจะทำอย่างไร นายเกรียงไกร กล่าวว่า คงต้อง Wait & See ส่วนภาครัฐและเอกชนไทยจะตั้งรับหรือเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรนั้น ในเวลานี้ยอมรับว่าจะวางแผนรับมือหรือทางหนีทีไล่อย่างไรคงลำบาก เพราะยังไม่ได้ Final คือการเจรจายังไม่สิ้นสุด ขณะที่ภาษีที่สหรัฐจะเก็บจากไทยก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งถามว่ามีความหวังหรือไม่ที่ไทยจะได้อัตราภาษีใกล้เคียงกับเวียดนามคือไม่เกิน 20% ในเรื่องนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้คงไม่สามารถตอบได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...