โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โครงการนิวเคลียร์อิหร่านไม่ได้จบสิ้นลงแต่กำลังเริ่มขึ้นมาใหม่ ไม่ได้“ถูกทำลายจนสิ้นซาก” อย่างภาพมายาที่‘ทรัมป์’พยายามวาด

Manager Online

เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 03.45 น. • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Obliteration myth: no end, new beginning for Iran’s nuke quest

by Phar Kim Beng and Luthfy Hamzah

26/06/2025

การโจมตีของสหรัฐฯล้มเหลวไม่สามารถ “ทำลาย” โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน “จนสิ้นซาก” อย่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ อวดอ้าง มันเป็นการโจมตีเชิงสัญลักษณ์ซึ่งมุ่งที่จะให้เป็นละครทางการเมือง มากกว่าเป็นชัยชนะทางทหาร

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศชัยชนะครั้งใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ ด้วยความร่วมมือประสานงานกับหน่วยข่าวกรองอิสราเอล จนประสบความสำเร็จในการ “ทำลาย” สิ่งปลูกสร้างทางนิวเคลียร์ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดินที่ ฟอร์โดว์ (Fordow) ของอิหร่าน “จนสิ้นซาก” กำลังกลายเป็นชนวนทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งโต้ตอบกันไปมาระลอกใหญ่ ทั้งในแวดวงข่าวกรองสหรัฐฯ, ในหมู่พวกนักวิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลาง, ตลอดจนพวกผู้สังเกตการณ์ในทั่วโลก

ทว่านี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คณะบริหารทรัมป์ เลือกที่จะใช้วิธีการโหมประโคมคำพูดคุยโตอวดกล้า มากกว่าการใช้วาจาภาษาที่ชัดเจนซึ่งอิงอยู่กับหลักฐานและหลักเหตุผล สิ่งที่อยู่ตรงใจกลางของประเด็นปัญหานี้ ไม่ใช่มีเพียงแค่ความรับรู้ความเข้าใจที่ขัดแย้งกัน –ระหว่างการกล่าวอ้างความสำเร็จทางการทหาร กับความเป็นจริงที่ต้องสามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้— แต่ยังเป็นเรื่องของการปรับค่าในเชิงภูมิรัฐศาสตร์โดยรวมกันใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พัวพันเกี่ยวข้องกับเดิมพันทางยุทธศาสตร์ทั้งของสหรัฐฯ, อิสราเอล, อิหร่าน, และจีน

จุดที่ทรงความสำคัญยิ่งยวดที่สุดก็คือ งานการตรวจสอบพิสูจน์และการวิเคราะห์ทั้งจากภาพถ่ายดาวเทียมและจากข่าวกรองซึ่งมีการเสนอออกมามากขึ้นเรื่อยๆ กำลังก่อให้เกิดความสงสัยข้องใจอย่างจริงจังขึ้นมาว่า อาวุธทีเด็ดที่สหรัฐฯนำมาใช้ในการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งมีฉายาเรียกกันว่า ลูกระเบิดซูเปอร์บังเกอร์บัสเตอร์ (super bunker buster bombs) และใช้ชื่อเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า อาวุธระเบิดเจาะทำลายขนาดมหึมา (Massive Ordnance Penetrators หรือ MOPs) สามารถที่จะสร้างความเสียหายให้แก่โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน อย่างชนิดที่ไม่มีทางฟื้นฟูให้กลับคืนมาใหม่ได้อีกแล้วดังที่ ทรัมป์ กล่าวอ้างจริงหรือไม่

มายาภาพว่าด้วยการทำลาย “ฟอร์โดว์” จนสิ้นซาก

ฟอร์โดว์ เป็นหนึ่งในสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ซึ่งมีลักษณะเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของอิหร่าน โดยอยู่ลึกลงไป 80 เมตรใต้ชั้นหินและคอนกรีตเสริมเหล็ก การออกแบบในเชิงยุทธศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้มุ่งทำให้การทำลายมันด้วยการถล่มโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียว จะต้องประสบความยากลำบากมากมายเป็นพิเศษ

ลูกระเบิดยักษ์ MOPs ของสหรัฐฯนี้ ซึ่งแรกเริ่มทีเดียวออกแบบขึ้นมาสำหรับการเจาะทำลายพวกบังเกอร์ใต้ดินที่มีความแข็งแกร่งมากๆ อย่างเช่น พวกที่มีอยู่ในเกาหลีเหนือ ได้ถูกสหรัฐฯนำมาใช้ในการปฏิบัติการโจมตีฟอร์โดว์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญทางทหารหลายรายกล่าวเตือนอย่างระแวดระวังว่า แม้กระทั่งอาวุธอย่าง MOPs นี้ ก็มีข้อจำกัดของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำเอามาใช้งานแบบเร่งรีบ และขาดการตรวจสอบยืนยันโดยข่าวกรองจากฝ่ายที่สามในเรื่องความเคลื่อนไหวต่างๆ ของเป้าหมายที่จะเข้าโจมตี ตลอดจนเรื่องที่ว่ามีการอพยพโยกย้ายในลักษณะมุ่งป้องกันเอาไว้ก่อนหรือไม่

ช่วงหลายๆ วันก่อนหน้าการถล่มโจมตีครั้งนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมทั้งจากแหล่งที่มาเชิงพาณิชย์และจากแหล่งที่มาทางทหาร แสดงให้เห็นว่ามีขบวนรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าๆ ออกๆ สถานที่ตั้งที่ฟอร์โดว์ ซึ่งสอดคล้องเข้ากันได้กับคำอธิบายที่ว่ามีการเคลื่อนย้ายพวกเครื่องมืออุปกรณ์มูลค่าสูง, เอกสารต่างๆ ที่มีความอ่อนไหว, และกระทั่งเป็นไปได้ว่ารวมไปถึงพวกยูเรเนียมเพิ่มสมรรถนะแล้วซึ่งเก็บเอาไว้ในคลัง

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตกันจากพวกนักวิเคราะห์ของหน่วยงานต่างๆ หลายหลาก โดยรวมถึงภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) และทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency หรือ IAEA) ของสหประชาชาติด้วย ถึงแม้ว่าหน่วยงานหลังสุดนี้ในปัจจุบันตกอยู่ในสภาพที่ถูกกีดกันออกมาอยู่วงนอกทั้งทางการเมืองและทางการทูตเสียแล้ว

หากเป็นจริงอย่างที่รายงานเหล่านี้เสนอแนะ นั่นคืออิหร่านได้โยกย้ายพวกส่วนประกอบที่ทรงคุณค่าที่สุดของการปฏิบัติการด้านนิวเคลียร์ของตนออกมาแล้ว มันย่อมหมายความว่าการถล่มโจมตีของสหรัฐฯ –ไม่ว่ามันจะปรากฏออกมาเป็นภาพและวิดีโออันน่าตื่นตาตื่นใจสักแค่ไหนก็ตามที –จะเป็นการเล่นงานสถานที่ตั้งซึ่งเหลือเพียงความว่างเปล่า อย่างเก่งก็ก่อให้เกิดความเสียหายในเชิงสัญลักษณ์ ทว่าไม่ใช่ความเสียหายในทางยุทธศาสตร์

ตรงกันข้ามกับการกล่าวอ้างอ ย่างโอ่อวดท้าทายของทรัมป์ที่ว่า “สามารถทำลาย (ฟอร์โดว์) จนสิ้นซาก” สำนักงานข่าวกรองกลาโหม (Defense Intelligence Agency หรือ DIA) ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดเพนตากอน กลับเพิ่งเผยแพร่บทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งซึ่งทำกันด้วยความรัดกุมระมัดระวังยิ่งกว่านักหนา โดยมีข้อสรุปว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำให้ “ล่าช้าออกไป” เท่านั้น ไม่ใช่ถูกทำลายจนราบคาบ

ตามปากคำของพวกเจ้าหน้าที่ DIA ซึ่งได้รับการอ้างอิงเอาไว้ในการบรรยายสรุปแบบปิดลับ และถูกกล่าวถึงในรายงานข่าวเรื่องนี้ของสื่อมวลชนหลายราย ระบุว่าความเสียหายที่ ฟอร์โดว์ เป็นความเสียหายเพียงบางส่วน โดยเป็นไปได้ว่าจำกัดอยู่เพียงแต่บริเวณชั้นนอกๆ หรือตรงบริเวณทางเข้าไปยังพวกอุโมงค์ต่างๆ และไม่ได้มีผลกระทบต่อพวกห้องจัดวางเครื่องหมุนเหวี่ยงเพิ่มสมรรถนะ ซึ่งอยู่ตรงแกนกลางของสถานที่ตั้งแห่งนี้ โดยที่ยังเป็นไปได้มากว่าห้องเหล่านี้น่าจะถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้าการถล่มโจมตี

เรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้อีกก็คือ การโจมตีอาจจะส่งผลอย่างไม่ได้ตั้งใจกลายเป็นการเพิ่มความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของอิหร่านให้ต้องแสวงหาการป้องปรามทางนิวเคลียร์ ทั้งนี้ หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา พวกชาติที่ตกเป็นเป้าโจมตี ต่างพากันเร่งรัด –ไม่ใช่ทอดทิ้ง—การพัฒนานิวเคลียร์กันทั้งนั้น

อิรักในยุคซัดดัม ฮุสเซน, ลิเบีย ในยุคกัดดาฟี, และแม้กระทั่งเกาหลีเหนือ ภายหลังจากสหรัฐฯรุกรานอิรักแล้ว ต่างก็แสดงการตอบโต้ด้วยการยิ่งเพิ่มความพยายามในการวิจัยเรื่องนิวเคลียร์

การทูตแบบ “เพื่อนมิตรที่ยิ่งใหญ่” ของทรัมป์

สิ่งที่ทำให้ละครเรื่อง “ถูกบังคับให้ต้องมีอาวุธนิวเคลียร์” ตอนนี้ ยิ่งดูเหนือจริง (surreal) มากขึ้นไปอีก ได้แก่การที่ภายหลังการถล่มโจมตีที่ฟอร์โดว์แล้ว ทรัมป์ได้เสนอที่จะเปิดสายสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านขึ้นมาใหม่ โดยภายในไม่กี่วันหลังถล่มสถานที่ตั้งทานิวเคลียร์แห่งนี้ ทรัมป์ได้เผยแพร่ไอเดียที่ระบุว่า อิหร่านกับสหรัฐฯสามารถที่จะเป็น “เพื่อนมิตรที่ยิ่งใหญ่” กันได้อีกครั้งหนึ่ง โดยที่เขาเสนอแนะอย่างชวนให้ตื่นตะลึงกันไปทั้งวงการว่า การทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญยิ่งยวดเช่นนี้ สามารถที่จะเป็นอารัมภบทสำหรับการก้าวเดินไปสู่สันติภาพ

พฤติกรรมเช่นนี้ดูเหมือนอยู่ในแนวเดียวกันกับแบบแผนโดยรวม ในเรื่องการสร้างนโยบายการต่างประเทศแบบหลงตัวเอง (narcissistic foreign policy-making) ของโดนัลด์ ทรัมป์ --นั่นคือแรงผลักดันที่ทำให้จัดทำนโยบายเช่นนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายต่างๆ ทางยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นการคำนึงถึงการมองเห็นของท่านผู้ชม ดุจดังการคิดถึงทัศนศาสตร์ในโรงละคร และความปรารถนา (ของตัวแสดงหลักอย่างทรัมป์) ที่จะได้รับรางวัลทรงคุณค่าต่างๆ โดยเฉพาะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเขาเล็งมานานแล้ว ทว่าดูจะยังไขว่คว้ามาครองได้ยากเหลือเกิน

ทว่าการทาบทามขอเป็นมิตรในสภาพเงื่อนไขเช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะถูกมองว่าขาดความจริงใจ การทูตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นบนซากหักพังที่ยังระอุคุกรุ่นอยู่ของสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีกลไกพิสูจน์ตรวจสอบโดยฝ่ายที่สาม ที่จะสามารถยืนยันความหนักเบาของสถานการณ์

IAEA ซึ่งควรที่จะเป็นเสาหลักของการตรวจสอบพิสูจน์และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ กำลังถูกลดทอนความสำคัญลงมาจนกลายเป็นแก่คนยืนดูเท่านั้น หลังจากที่สหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่าแผนปฏิบัติการร่วมอย่างรอบด้าน (Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA) เมื่อปี 2018 และการที่อิสราเอลยังคงแสดงความสงสัยข้องใจความซื่อสัตย์สุจริตของหน่วยงานแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ความไว้วางใจของอิหร่านต่อ IAEA ก็เหือดหายไป

ในทัศนะของเตหะราน IAEA ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่เป็นกลางอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเครื่องมือเพื่อการบีบคั้นกดดันที่จับมือเป็นฝ่ายเดียวกันกับตะวันตก ด้วยเหตุนี้ การรื้อฟื้นการตรวจสอบใดๆ ของ IAEA ขึ้นมาใหม่ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากหน่วยข่าวกรองอิสราเอลถูกกล่าวหาว่าสามารถแทรกซึมเข้าไปที่ ฟอร์โดว์ ได้สำเร็จ (แน่นอนทีเดียวว่า IAEA ก็จะต้องถูกสงสัยไปด้วย) –หน่วยงานยูเอ็นแห่งนี้จึงไม่น่าทจะได้รับการต้อนรับจากเตหะราน ยุคสมัยของความโปร่งใสโดยสมัครใจในนโยบายนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นอันจบสิ้นลงในความเป็นจริงแล้ว

จีนในอิหร่าน

ในเวลาที่ ทรัมป์ ตั้งท่าอวดโอ่ ส่วนเพนตากอนก็วิเคราะห์เจาะลึกพวกรายงานเกี่ยวกับผลกระทบกันอยู่นี้ จีนกับสหรัฐฯก็ยังคงพุ่งความสนใจของพวกเขามาอยู่ที่อิหร่านอย่างไม่ลดละ –ถึงแม้แต่ละฝ่ายต่างกระทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน

สำหรับวอชิงตันแล้ว อิหร่านคือจุดที่มีศักยภาพจะกลายเป็นจุดร้อนระอุทางนิวเคลียร์, พร้อมกันนั้นก็เป็นเวทีสำหรับการสำแดงกำลังอำนาจ, และเป็นสภาพแวดล้อมอันเหมาะเหม็งสำหรับการทดสอบความน่าเชื่อถือในด้านการป้องปรามของตน ส่วนสำหรับปักกิ่ง อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคาม แต่เป็นหุ้นส่วน-ที่ในทางเศรษฐกิจถือว่าทรงความสำคัญอย่างยิ่งยวด และในทางยุทธศาสตร์ก็เป็นตัวแสดงที่ขาดไปไม่ได้เลยสำหรับวิสัยทัศน์ว่าด้วยยูเรชียในระยะยาวของจีน

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของอิหร่าน ซึ่งอยู่ตรงจุดบรรจบกันของอ่าวเปอร์เซีย, เอเชียกลาง, และมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ประเทศนี้มีความสำคัญมากเป็นพิเศษทั้งในด้านการกระจายแหล่งซัปพลายพลังงาน และในแง่เส้นทางการค้าของจีน

การที่ปักกิ่งยืนกรานคัดค้านการใช้มาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรอิหร่าน และนิยมใช้วิธีทางการทูตมากกว่า ทำให้ในสายตาของเตหะรานแล้ว จีนอยู่ในฐานะเป็นคู่เจรจาที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่ออิหร่านถูกฝ่ายตะวันตกทั้งถล่มโจมตีและทั้งทรยศหักหลังทางการทูต

ความแตกต่างอย่างชนิดเป็นตรงกันข้ามกันเช่นนี้ เพิ่มน้ำหนักให้แก่ทัศนะความคิดเห็นเกี่ยวกับโลกของอิหร่านที่ว่า จีนเสนอทางเลือกทางยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพมากกว่าและเป็นผลดีทางยุทธศาสตร์ระยะยาวยิ่งกว่า ในขณะที่นโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯยังคงสับสนอลหม่านและบ่อยครั้งเน้นที่การติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเฉพาะหน้าเท่านั้น

ถ้าหากทรัมป์มีเจตนารมณ์ที่จะโดดเดี่ยวอิหร่าน และจ้องทำลายสายสัมพันธ์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกของอิหร่านแล้ว ความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นมาอาจจะเป็นตรงกันข้าม กล่าวคือ ความก้าวร้าวรุกรานทางทหารของเขามีความเสี่ยงที่จะผลักไสอิหร่านให้เดินหน้าเข้าไปในวงโคจรเชิงยุทธศาสตร์ของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ความไม่ไว้วางใจตะวันตกที่มีอยู่ร่วมกันของปักกิ่งและเตหะราน กลายเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้ประเทศทั้งสองมีการร่วมมือกันอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ภาพลวงตาในทางยุทธศาสตร์

เมื่อวิเคราะห์กันจนถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่เรียกว่าเป็นการทำลายฟอร์โดว์ จนสิ้นซากนั้น มีลักษณะเป็นโรงละครทางการเมืองมากกว่าเป็นชัยชนะทางการทหาร ในเมื่อไม่มีทั้งการตรวจสอบพิสูจน์โดยฝ่ายที่สาม, ไม่มีการติดตามผลในเชิงการทูต, และการที่ทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านน่าที่จะถูกโยกย้ายไปที่อื่นก่อนการถล่มโจมตีแล้ว การปฏิบัติการของทรัมป์จึงดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเกินกว่าการเป็นพาดหัวข่าวเพียงน้อยนิดเท่านั้น

แทนที่จะเป็นการปิดฉากจบบทจบตอนเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน มันกลับจะกลายเป็นการเปิดบทตอนด้านนิวเคลียร์นี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะยิ่งอลหม่านปั่นป่วนยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ –เนื่องจากความไว้วางใจกันยิ่งหดเหี้ยนลงไปแล้ว การตรวจสอบพิสูจน์กำลังกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้, และการรวมกลุ่มจับมือในทางภูมิรัฐศาสตร์ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางซึ่งอาจจะเฝ้าหลอกหลอนให้พวกผู้วางนโยบายของสหรัฐฯรู้สึกขวัญผวาในระยะเวลาเป็นปีๆ นับจากนี้ไป

จีนกับสหรัฐฯยังคงพุ่งความสนใจของพวกเขาอย่างไม่ลดละมาที่อิหร่าน ทว่าวิธีการของพวกเขาคงไม่มีทางที่จะแตกต่างกันได้มากกว่านี้อีกแล้ว นั่นคือ ฝ่ายหนึ่งมองหาทางเข้าครอบงำโดยผ่านการก่อกวนให้เกิดการสะดุดติดขาด ส่วนอีกฝ่ายสร้างอิทธิพลโดยอาศัยความต่อเนื่องสม่ำเสมอ

พิจารณาในแง่นี้แล้ว การถล่มโจมตีฟอร์โดว์ จึงอาจจะเป็นจุดจบที่มิได้เป็นจุดจบจริงๆ – แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง ของสถานการณ์ยุ่งเหยิงวุ่นวายทางนิวเคลียร์ของตะวันออกกลาง ที่ทั้งยืดเยื้อและเต็มไปด้วยอันตราย

ฟาร์ คิม เบง (PhD) เป็นศาสตราจารย์ด้านอาเซียนศึกษา ที่มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (International Islamic University Malaysia), ลุธฟี ฮัมซาห์ เป็นนักวิจัยอาวุโสอยู่ที่บริษัทที่ปรึกษา Strategic Pan Indo Pacific Arena กรุงกัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...